advertisement

การเงิน

ราคาทองขึ้นต่อมั้ย? รู้จัก Inverted Yield Curve ตัววัดสัญญาณเศรษฐกิจถดถอย

25 มี.ค. 65
ราคาทองขึ้นต่อมั้ย? รู้จัก Inverted Yield Curve ตัววัดสัญญาณเศรษฐกิจถดถอย
ไฮไลท์ Highlight
“เพราะเส้นอัตราผลตอบแทนจะเกิดภาวะผกผัน (inverted yield curve) ก่อนที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในทุกๆครั้งมาตั้งแต่ปี 1989 นั่นทำให้นักลงทุนบางส่วนใช้ภาวะดังกล่าวเป็นสัญญาณว่าสภาวะเศรษฐกิจถดถอยกำลังมาถึง  และเป็นที่มาที่ทำให้นักลงทุนปิดรับความเสี่ยง  พร้อมกับหนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้น  แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ก็ตาม”

advertisement

ราคาทองขึ้นต่อมั้ย? รู้จัก Inverted Yield Curve ตัววัดสัญญาณเศรษฐกิจถดถอย

 

“เพราะเส้นอัตราผลตอบแทนจะเกิดภาวะผกผัน (inverted yield curve) ก่อนที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในทุกๆครั้งมาตั้งแต่ปี 1989 นั่นทำให้นักลงทุนบางส่วนใช้ภาวะดังกล่าวเป็นสัญญาณว่าสภาวะเศรษฐกิจถดถอยกำลังมาถึง  และเป็นที่มาที่ทำให้นักลงทุนปิดรับความเสี่ยง  พร้อมกับหนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้น  แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ก็ตาม”

 

ตามปกติแล้วในช่วงเศรษฐกิจดี  ผู้ที่ถือครองพันธบัตรระยะยาวควรจะต้องได้รับ "ผลตอบแทน" ที่สูงกว่าผู้ที่ถือครองพันธบัตรระยะสั้น  นั่นเป็นเพราะว่าพันธบัตรระยะยาวมีความเสี่ยงโดยรวมมากกว่าจากระยะเวลาการถือครองพันธบัตรที่นานกว่า  หากนักลงทุนนึกภาพไม่ออก  อาจจะลองเทียบเคียงกับเวลาที่นักลงทุนฝากเงินในบัญชีธนาคาร  หากผู้ฝากสามารถถอนเงินได้ตลอดเวลาธนาคารก็มักจะไม่จ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ฝาก  ให้ทางกลับกัน  หากผู้ฝากฝากเงินในธนาคารเป็นเวลานานกว่านั้น  ผู้ฝากก็จะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น  ซึ่งตลาดตราสารหนี้ก็เป็นไปในในลักษณะเดียวกันนั่นคือ  “ยิ่งให้กู้เงินนานเท่าไร  ก็จะได้รับผลตอบแทนมากขึ้นเท่านั้น”

 

ความวิตกของนักลงทุนถูกกระตุ้นขึ้น  หลังจากเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) แบนราบ (Flat) มากขึ้น  จนก่อให้เกิดความกังวลว่า ภายในปีนี้  เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) อาจเกิดภาวะผกผัน (inverted yield curve) ซึ่งเป็นภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นอยู่สูงกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว  และนั่นก็เป็นสัญญาณบ่งชี้ความไม่ปกติในตลาด  รวมถึงสะท้อนให้เห็นว่าผู้คนมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับอนาคตอันใกล้นี้ 

 

โดยทั่วไปแล้ว นักลงทุนจะจับตาส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีเป็นพิเศษ  เนื่องจากสถิติในอดีตพบว่าตั้งแต่ปี 1989 เป็นต้นมาเกิดสภาวะเศรษฐกิจทั้งหมด 4 ครั้ง  ที่สำคัญ  คือ มีการเกิด inverted yield curve ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีก่อนที่จะเกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอยในทุกครั้ง   ดังนั้นนักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าการเกิด inverted yield curve ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีจะเป็นสัญญาณเตือนที่น่าเชื่อถือว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยกำลังใกล้เข้ามา

 

 

screenshot2565-03-25at15.

 

ที่มารูปภาพ : .www.barrons.com

 

สำหรับภาวะผกผันในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ  หรือ  inverted yield curve ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นเกิดขึ้นระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 และ 7 ปี เมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10, 20 และ 30 ปี  แม้ปัจจุบันยังไม่เกิดภาวะ inverted yield curve ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี 

 

อย่างไรก็ดี  ณ วันที่ 22 มี.ค. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีอยู่สูงกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ  2 ปีเพียง 20 bps เท่านั้น  โดยหดแคบลงจากส่วนต่างระดับ 117 bps เมื่อหกเดือนหน้า  ทำให้ตลาดเริ่มวิตกว่ามีแนวโน้มจะเกิด inverted yield curve ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีภายในปีนี้  ซึ่งจะสะท้อนโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐอาจเผชิญกับสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในอนาคต

 

“แต่กระนั้น  YLG ก็ไม่อยากให้นักลงทุนตื่นตระหนกจนเกินไป  เพราะ inverted yield จะต้องมีความต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาหนึ่งจึงจะเป็นสัญญาณ “ขาลง” สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐ  นอกจากนี้  สถิติในอดีตยังบอกอีกว่า  แม้ว่าจะเกิด inverted yield curve แต่สภาวะเศรษฐกิจถดถอยอาจไม่เกิดขึ้นทันที  และมีบางครั้งในช่วงก่อนปี 1989 ที่เศรษฐกิจสามารถหลีกเลี่ยงสภาวะถดถอยได้แม้จะเกิดinverted yield curve ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีก็ตาม”

 

โดย  BofA  พบว่านับตั้งแต่ปี 1956 เป็นต้นมา  จะใช้เวลานับจากเกิด inverted yield curve ไปจนถึงสภาวะเศรษฐกิจถดถอย  สั้นสุดคือ 8 เดือน(US recession ปี 1959) และยาวนานสุดคือ 24 เดือน(US recession ปี 1959)  โดยค่าเฉลี่ยและค่ามัธยฐานจากเกิด inverted yield curve ไปจนถึงสภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะอยู่ที่ 15.1 และ16.3 เดือนตามลำดับ 

 

แม้ว่าหากเกิดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเกิดสภาวะถดถอยจะเป็นปัจจัยส่งผลเชิงบวกต่อราคาทองคำ  แต่ YLG แนะนำว่านักลงทุนไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป  และนักลงทุนก็ควรจะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมตัวปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

 

บทความของ YLG ที่ผ่านมา 

ไขข้อข้องใจ เหตุใดทองคำ ขึ้นแรง-ลงแรง หลังรัสเซียบุกยูเครน

สถิติชี้ “ทองคำ” จ่อฟื้นตัวหลังเฟดเริ่ม “ขึ้น” ดอกเบี้ยครั้งแรก

 

 

ฐิภา นววัฒนทรัพย์

ฐิภา นววัฒนทรัพย์

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท YLG Bullion And Future จำกัด

advertisement

Relate Post

Spotlight