
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่านกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเครือข่ายการค้า การเดินเรือ และการบินทั่วโลก อย่างไรก็ตาม สำหรับฮ่องกง วิกฤติที่กำลังปะทุในตะวันออกกลางอาจกลายเป็น “หน้าต่างแห่งโอกาส” ในการยกระดับบทบาทของเมืองในฐานะศูนย์กลางการคมนาคมและการเงินของเอเชีย
รัฐบาลฮ่องกงเปิดเผยว่า ทางการกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสายการบินท้องถิ่นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเที่ยวบินทั้งแบบบินตรงและเที่ยวบินต่อเครื่อง พร้อมทั้งวางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและโลจิสติกส์ใหม่ เพื่อลดความเปราะบางจากราคาน้ำมันที่ผันผวน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเส้นทางการค้าโลกและต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นจากความขัดแย้ง
เมเบิล ชาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและโลจิสติกส์ของฮ่องกง กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า ความปั่นป่วนในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเครือข่ายการค้าและการบินทั่วโลก พร้อมทั้งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ฮ่องกงจำเป็นต้องลดการพึ่งพาน้ำมันแบบดั้งเดิม และหันไปกระจายแหล่งจัดหาพลังงานให้หลากหลายมากขึ้น
เธอระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังหารือกับสายการบินในฮ่องกงเพื่อเพิ่มความจุเที่ยวบินในหลายเส้นทางสำคัญ โดยเฉพาะเที่ยวบินตรงไปยุโรปและสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันก็เตรียมยกระดับบทบาทของสนามบินฮ่องกงให้เป็นศูนย์กลางการต่อเครื่องที่สำคัญของภูมิภาคมากขึ้น
“เราสามารถเพิ่มความจุของเที่ยวบินตรงในบางเส้นทางไปยุโรปและสหรัฐอเมริกา หรือเพิ่มขีดความสามารถของฮ่องกงในการให้บริการเที่ยวบินต่อเครื่อง” ชานกล่าว พร้อมย้ำว่า “เราจะใช้โอกาสจากสงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด”
ชานยังกล่าวด้วยว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านการบินของฮ่องกงกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ โดยโครงการระบบรันเวย์สามเส้นของสนามบินนานาชาติฮ่องกงใกล้จะแล้วเสร็จ ขณะที่อาคารผู้โดยสารแห่งที่สองที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ มีกำหนดเปิดใช้งานในเดือนพฤษภาคม การพัฒนาเหล่านี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของสนามบินในการรองรับผู้โดยสารและเที่ยวบินได้มากขึ้น และเปิดทางให้ฮ่องกงใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้อย่างเต็มที่
ในด้านต้นทุนพลังงาน ชานกล่าวว่า สายการบินท้องถิ่นได้ปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงการบิน (fuel surcharge) อย่างมีนัยสำคัญ โดยบางกรณีปรับขึ้นสูงถึงสองเท่า สอดคล้องกับราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องแสดงค่าธรรมเนียมดังกล่าวอย่างชัดเจนทั้งบนเว็บไซต์และในตั๋วโดยสาร เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถรับทราบโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง และช่วยเพิ่มความโปร่งใสด้านราคา
ชานยังระบุด้วยว่า สนามบินนานาชาติฮ่องกงมีระบบถังเก็บเชื้อเพลิงถาวร ซึ่งช่วยรับประกันว่าเมืองจะมีอุปทานเชื้อเพลิงที่มั่นคงและเพียงพอ แม้ในช่วงที่ตลาดพลังงานโลกเผชิญความผันผวนก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่นในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นชัดว่า ฮ่องกงจำเป็นต้องขยายแหล่งจัดหาพลังงานให้หลากหลายมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานแบบดั้งเดิมมากเกินไป ในทิศทางดังกล่าว ชานเปิดเผยว่า ฮ่องกงได้ดำเนินการเติมเชื้อเพลิงเรือด้วยเมทานอลสีเขียว (green methanol bunkering) เป็นครั้งแรกได้สำเร็จ โดยใช้เชื้อเพลิงคาร์บอนเป็นศูนย์ที่จัดหาจากจีนแผ่นดินใหญ่
รัฐบาลยังมีแผนออกมาตรการจูงใจเพื่อผลักดันการใช้เชื้อเพลิงสะอาดในภาคการเดินเรือ โดยเสนอส่วนลดค่าธรรมเนียมท่าเรือและค่าจอดเรือครึ่งราคา หรืออย่างน้อย 25% สำหรับเรือที่ใช้เชื้อเพลิงสีเขียว เพื่อดึงดูดสายการเดินเรือระหว่างประเทศให้เข้ามาใช้บริการในฮ่องกงมากขึ้น
“หวังว่าในอนาคต ฮ่องกงจะสามารถทำให้การเติมเชื้อเพลิงเมทานอลสีเขียวกลายเป็นเรื่องปกติ” ชานกล่าว
นอกจากนี้ เธอยังกล่าวว่า หลังสงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ บริษัทน้ำมันรายใหญ่ในฮ่องกงได้ปรับขึ้นราคาน้ำมันแล้ว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ติดต่อผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะหลายราย เพื่อประเมินว่าต้นทุนการดำเนินงานได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด
ชานระบุว่า ฮ่องกงมีกลไกพิจารณาคำขอปรับขึ้นค่าโดยสารของผู้ประกอบการขนส่ง โดยจะประเมินจากภาพรวมรายได้และต้นทุนการดำเนินงาน รวมถึงแนวโน้มการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารในอนาคต
“เราจะดูแลให้ค่าโดยสารยังอยู่ในระดับที่ประชาชนสามารถรับได้ ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงความยั่งยืนทางการเงินของผู้ประกอบการด้วย” เธอกล่าว
ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคการบินเท่านั้น หากยังลุกลามไปสู่ภาคการเดินเรือ การค้าระหว่างประเทศ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งล้วนต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนของเส้นทางโลจิสติกส์โลก
ลอแทร์ แลม หมิง-ฟุง สมาชิกสภานิติบัญญัติฮ่องกง กล่าวว่า ภาคการเดินเรือกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก เนื่องจากเรือสินค้าจำนวนมากต้องหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้ง ส่งผลให้เส้นทางเดินเรือจำเป็นต้องอ้อมไปยังเส้นทางที่ยาวขึ้น และทำให้ระยะเวลาขนส่งยืดออกไปราว 15-20 วัน
การอ้อมเส้นทางดังกล่าวทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงของเรือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 200,000-300,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเที่ยวเรือหนึ่งเที่ยว ขณะเดียวกันค่าระวางเรือก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นราว 2,000 ดอลลาร์ต่อคอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต หรือ TEU
แลมระบุว่า ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้มีแนวโน้มจะค่อย ๆ ถูกส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนโลจิสติกส์ ก่อนที่ท้ายที่สุดแล้วภาระดังกล่าวจะสะท้อนออกมาในรูปของราคาสินค้าที่ผู้บริโภคต้องจ่าย
ในภาคการท่องเที่ยว เพอร์รี ยิว ปัก-เลือง สมาชิกสภานิติบัญญัติอีกคนหนึ่ง กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงการบินได้เริ่มส่งผลกระทบต่อความต้องการเดินทางของชาวฮ่องกง โดยเฉพาะเส้นทางไปยังตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ และยุโรป ส่งผลให้บริษัททัวร์หลายแห่งต้องระงับการจัดกรุ๊ปทัวร์ในช่วงนี้
ยิวอธิบายว่า ต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้นกำลังทำให้ความต้องการเดินทางไปต่างประเทศของประชาชนลดลง และเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการเดินทางอย่างชัดเจน
เขากล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวหลายรายเริ่มสังเกตว่า นักเดินทางบางส่วนที่เคยวางแผนจะบิน อาจหันไปเลือกใช้รถไฟความเร็วสูงเพื่อเดินทางกลับไปยังจีนแผ่นดินใหญ่แทน
อย่างไรก็ตาม โจนาธาน แลมพอร์ต สมาชิกสภานิติบัญญัติอีกคนมองว่า แม้ความขัดแย้งจะสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก แต่ก็อาจเปิดโอกาสใหม่ให้กับฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการเงินที่มีเสถียรภาพในเอเชีย
เขาระบุว่า นักธุรกิจฮ่องกงบางส่วนกำลังเริ่มมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในตลาดเกิดใหม่ทางเลือก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน ขณะเดียวกันนักธุรกิจจากตะวันออกกลางก็เริ่มสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายภาษีของฮ่องกง รวมถึงช่องทางในการใช้ฮ่องกงเป็นประตูเข้าสู่เขตเศรษฐกิจ Greater Bay Area
แลมพอร์ตกล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลที่เขาได้รับ มีทั้งสำนักงานบริหารความมั่งคั่งของครอบครัว (family offices) กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (sovereign wealth funds) และแม้แต่สำนักงานใหญ่ของบริษัทข้ามชาติบางแห่ง ที่กำลังพิจารณาย้ายฐานมาที่ฮ่องกง เพื่อใช้เมืองแห่งนี้เป็นศูนย์กลางในการดำเนินธุรกิจ ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในระดับสูง
ที่มา: SCMP