Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
อนาคตหุ้น SpaceX นักวิเคราะห์มองอย่างไร หลังพุ่งแรง แล้วร่วงสองวันติด
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

อนาคตหุ้น SpaceX นักวิเคราะห์มองอย่างไร หลังพุ่งแรง แล้วร่วงสองวันติด

19 มิ.ย. 69
16:13 น.
แชร์

การเข้าตลาดหุ้นของ SpaceX เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของโลกการลงทุนในปี 2026 บริษัทอวกาศและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของอีลอน มัสก์ (Elon Musk) เสนอขายหุ้น IPO ที่ราคา 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก ส่งให้ราคาทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงในสามวันแรกของการซื้อขาย

เพียงวันที่สามของการเข้าเทรด หุ้น SPCX พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงกว่า 225 ดอลลาร์ต่อหุ้น ส่งผลให้มูลค่าตามราคาตลาด (market cap) ทะยานเข้าใกล้ 3 ล้านล้านดอลลาร์ และสามารถแซง Amazon และ Microsoft ได้ชั่วคราว จนกลายเป็นหนึ่งใน 5 บริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

แต่สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนในวันที่สี่และห้าของการเทรดที่หุ้นปรับตัวลงสองวันติดต่อกัน โดยร่วงลงกว่า 5% ในวันพุธที่ 17 มิถุนายน และลดลงอีก 3.56% ในวันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน ส่งผลให้มูลค่าบริษัทลดลงกลับมาอยู่ต่ำกว่า Amazon อีกครั้ง

การแกว่งตัวอย่างรุนแรงในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วันของการเข้าเทรด ทำให้เกิดคำถามขึ้นในหมู่นักลงทุนว่า นี่เป็นเพียงการพักตัวหลังจากพุ่งแรงเกินไป หรือเป็นสัญญาณว่าตลาดเริ่มกลับมาตั้งคำถามกับมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท และหลังจากนี้ หุ้น SpaceX จะเดินเป็นอย่างไรต่อไป

ตลาดเริ่มตั้งคำถาม หลังแรงซื้อแผ่ว

นักลงทุนที่เข้าซื้อหุ้น SpaceX ในสามวันแรกที่เข้าตลาด แทบจะสูญเสียกำไรที่เกิดขึ้นทั้งหมดไปแล้ว หลังราคาหุ้นปรับตัวลงอย่างรวดเร็วในสองวันล่าสุด

ราคาหุ้น SpaceX พุ่งจากราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์ ไปแตะระดับสูงกว่า 225 ดอลลาร์ในวันอังคารที่ 16 มิถุนายน ก่อนจะปรับฐานลงราว 20% ณ ราคาปิดตลาดวันที่ 18 มิถุนายน ที่ 185 ดอลลาร์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยราคาซื้อขายถ่วงน้ำหนักด้วยปริมาณการซื้อขาย หรือ VWAP ในช่วงห้าวันแรกอยู่ที่ 181.71 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งใกล้เคียงกับระดับราคาปัจจุบัน เป็นสัญญาณว่านักลงทุนส่วนใหญ่ที่เข้าซื้อหลัง IPO แทบไม่เหลือกำไรแล้ว

CNBC ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศการลงทุนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากช่วงแรกตลาดตอบรับหุ้น SpaceX อย่างล้นหลาม จนผลักดันมูลค่าบริษัทเข้าใกล้ระดับ 3 ล้านล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม เมื่อความตื่นเต้นเริ่มลดลง นักลงทุนจำนวนหนึ่งก็เริ่มกลับมาพิจารณาว่าการปรับขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาหุ้นสามารถอธิบายได้ด้วยปัจจัยพื้นฐานของบริษัทมากน้อยแค่ไหน

นักวิเคราะห์บางส่วนมองคล้าย ‘หุ้นมีม’

หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดหลังการเข้าตลาดของ SpaceX คือ คำถามว่าหุ้นตัวนี้กำลังมีพฤติกรรมคล้ายกับ ‘หุ้นมีม’ (Meme Stock) หรือไม่

อิเปก ออซคาร์เดสกายา (Ipek Ozkardeskaya) นักวิเคราะห์จาก Swissquote แสดงความเห็นว่า SpaceX มีลักษณะหลายอย่างที่สอดคล้องกับหุ้นมีม โดยมองว่านักลงทุนจำนวนมากเข้าซื้อหุ้นเพราะเชื่อว่าจะมีคนอื่นเข้ามาซื้อต่อและผลักดันราคาให้สูงขึ้นอีก ซึ่งเป็นพฤติกรรมเชิงเก็งกำไรมากกว่าการประเมินมูลค่าพื้นฐานของธุรกิจ

เธอเตือนว่า ความเสี่ยงสำคัญของหุ้นลักษณะนี้ คือ วันที่ตลาดเริ่มตั้งคำถามกับเรื่องราวที่เล่าขานกันอยู่ หากปัจจัยพื้นฐานไม่แข็งแรงพอ ก็อาจไม่สามารถรองรับแรงขายที่เกิดขึ้นได้ โดยเปรียบเทียบกับกรณีของ GameStop (เกมสต็อป) และ AMC (เอเอ็มซี) ที่เคยได้รับความสนใจจากนักลงทุนรายย่อยอย่างมหาศาลในอดีต

มุมมองนี้ไม่ได้มาจาก Swissquote เพียงรายเดียว โจ ซาลุซซี (Joe Saluzzi) ผู้ร่วมก่อตั้ง Themis Trading ซึ่งคร่ำหวอดในตลาดหุ้นสหรัฐฯ มานาน ก็มองว่าหุ้น SpaceX มีลักษณะคล้ายหุ้นมีมเช่นกัน เขาให้เหตุผลว่า ราคาหุ้นเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วโดยไม่ยึดโยงกับตัวชี้วัดมูลค่าแบบดั้งเดิม ประกอบกับการมีนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากเข้าไปมีส่วนร่วม และความคึกคักของตลาดออปชันและกองทุน ETF แบบใช้เลเวอเรจ ก็ยิ่งเสริมให้หุ้น SpaceX เหมือนหุ้นมีมยิ่งขึ้นอีก

ข้อมูลจาก Cboe Global Markets ยังระบุว่า ปริมาณการซื้อขายออปชันของ SpaceX ทำสถิติสูงกว่าที่ Meta เคยทำไว้ในช่วง IPO เมื่อปี 2012 ซึ่งสะท้อนถึงความร้อนแรงของการเก็งกำไรในหุ้นตัวนี้ได้เป็นอย่างดี

ราคาหุ้นวิ่งนำปัจจัยพื้นฐานมากเกินไป ?

แม้ว่ามีนักลงทุนจำนวนมากที่เชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของ SpaceX แต่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งตั้งคำถามว่า ราคาหุ้นได้สะท้อนความคาดหวังเชิงบวกไปมากเกินไปแล้วหรือไม่

Morningstar เป็นหนึ่งในสำนักวิเคราะห์ที่มองว่า ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปไกลกว่าปัจจัยพื้นฐานของบริษัท โดยให้เหตุผลว่า การประเมินมูลค่าในปัจจุบันได้สะท้อนความคาดหวังเชิงบวกจำนวนมากไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) การขยายบริการสตาร์ลิงก์ (Starlink) หรือความสำเร็จของโครงการอวกาศในอนาคต

ตามมุมมองนี้ นักลงทุนกำลังจ่ายเงินให้กับสิ่งที่บริษัทอาจทำได้ในอนาคต มากกว่าสิ่งที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ในปัจจุบัน ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างมูลค่าตลาดกับผลประกอบการที่เกิดขึ้นจริงยังคงเป็นประเด็นที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด

MarketWatch ชี้ว่า การพุ่งขึ้นของหุ้น SpaceX มีลักษณะคล้ายภาวะ FOMO หรือความกลัวตกขบวนของนักลงทุนบางส่วน

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับคำเตือนจาก ไมเคิล เบอร์รี (Michael Burry) นักลงทุนชื่อดังซึ่งเคยคาดการณ์วิกฤติซับไพรม์ได้ถูกต้อง เบอร์รีบอกว่า เขาไม่มีความสนใจเข้าลงทุนใน SpaceX ที่ระดับมูลค่าปัจจุบัน เพราะมองว่าตลาดให้ราคากับความคาดหวังในอนาคตไปมากแล้ว

เบอร์รี่มองว่า หากตัดกระแสความคาดหวังของตลาดออกไป SpaceX ไม่ได้เป็นธุรกิจที่สมเหตุสมผลกับมูลค่าระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ เพราะโดยพื้นฐานแล้วบริษัทประกอบด้วยธุรกิจอวกาศขนาดค่อนข้างเล็ก ธุรกิจโทรคมนาคมเฉพาะทาง แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ยังเผชิญปัญหาหลายด้าน และธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีลักษณะคล้าย CoreWeave แต่มีขนาดเล็กกว่า โดยทั้งหมดนี้มีรายได้รวมกันไม่ถึง 20,000 ล้านดอลลาร์

ความผันผวนอาจอยู่กับหุ้น SpaceX อีกระยะ

นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนจำนวนหนึ่งมองว่า ความผันผวนลักษณะที่เกิดกับหุ้น SpaceX ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสำหรับบริษัทที่เพิ่งเข้าตลาด

ตามการรายงานของ Reuters แคต หลิว (Kat Liu) นักวิเคราะห์จาก IPOX Schuster วิเคราะห์ว่า เมื่อพิจารณาจากขนาดของ IPO และผลตอบแทนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงแรก การขายทำกำไรของนักลงทุนถือเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะหลังจากหุ้นสร้างผลตอบแทนระดับหลายสิบเปอร์เซ็นต์ภายในเวลาไม่กี่วัน

ข้อมูลจาก Vanda Research เผยให้เห็นว่า นักลงทุนรายย่อยเข้าซื้อหุ้น SpaceX อย่างคึกคักตลอดสามวันแรกของการซื้อขาย โดยมีมูลค่าการซื้อสุทธิรวมมากกว่า 300 ล้านดอลลาร์ แต่ในวันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน เม็ดเงินซื้อสุทธิลดลงเหลือเพียง 9.1 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าแรงซื้อจากรายย่อยเริ่มชะลอตัว

นักวิเคราะห์หลายรายยังเตือนว่า ด้วยจำนวนหุ้นหมุนเวียน (free float) ในตลาดที่ยังไม่มากนักเมื่อเทียบกับมูลค่าบริษัท ประกอบกับระดับราคาที่สูงมากตั้งแต่วันแรก จึงมีความเป็นไปได้ที่หุ้นจะยังคงเผชิญความผันผวนในระดับสูงต่อไปในช่วงแรกของการเข้าตลาด

ปัจจัยดังกล่าวทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การปรับฐานในช่วงสองวันที่ผ่านมาอาจเป็นเพียงกระบวนการค้นหาระดับราคาที่เหมาะสมของตลาด หลังจากความร้อนแรงในช่วงแรกผลักดันให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ข้อมูลพื้นฐานจะเปลี่ยนแปลงตามได้ทัน

อนาคตระยะยาวอยู่ที่ธุรกิจ AI

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนและนักวิเคราะห์ของสถาบันมีอีกมุมมองต่อหุ้น SpaceX ว่าตลาดกำลังเดิมพันกับอนาคต

อย่างรายงานของ PitchBook ซึ่งเผยแพร่ผ่าน Morningstar ระบุว่า ปัจจุบันธุรกิจที่สร้างรายได้มากที่สุดให้กับ SpaceX ไม่ใช่ธุรกิจอวกาศ และไม่ใช่ Starlink แต่เป็นธุรกิจ AI Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์

SpaceX ได้ลงทุนพัฒนาศูนย์ข้อมูล AI เพื่อรองรับการดำเนินงานของ xAI รวมถึงให้บริการแก่ลูกค้าภายนอกอย่าง Anthropic และ Google โดยข้อตกลงด้านกำลังประมวลผลเหล่านี้มีมูลค่าคิดเป็นรายได้ต่อปีราว 26,000 ล้านดอลลาร์

PitchBook คาดการณ์ว่า รายได้รวมของ SpaceX ในปี 2026 จะอยู่ที่ 37,500 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจอวกาศ 5,000 ล้านดอลลาร์ รายได้จากธุรกิจการเชื่อมต่อผ่าน Starlink 14,500 ล้านดอลลาร์ รายได้จาก AI Infrastructure ที่ 16,300 ล้านดอลลาร์ และรายได้จาก xAI อีก 1,600 ล้านดอลลาร์

ตัวเลขนี้ทำให้ PitchBook มองว่าตลาดกำลังประเมินมูลค่า SpaceX ในฐานะ growth asset หรือหุ้นเติบโต มากกว่าบริษัทที่ถูกประเมินจากกระแสเงินสดและผลกำไรในปัจจุบัน

‘ปัจจัยพื้นฐาน’ ยังเป็นคำถามสำคัญ

แม้ส่วนหนึ่งจะมองเห็นศักยภาพของธุรกิจ AI แต่คำถามเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมูลค่าตลาดกับปัจจัยพื้นฐานยังคงเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง และเป็นคำถามสำคัญที่นักลงทุนในตลาดต้องการคำตอบ

ออซคาร์เดสกายาจาก Swissquote ชี้ว่า SpaceX ยังเป็นบริษัทที่ ‘ขาดทุน’ โดยรายได้จาก Starlink ซึ่งคิดเป็นประมาณ 60% ของรายได้รวมในปี 2025 ยังไม่สามารถชดเชยค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจอวกาศได้

PitchBook เองก็ตั้งคำถามในรายงานเช่นกันว่า อะไรคือสิ่งที่รองรับมูลค่าตลาดของบริษัทในปัจจุบัน และมูลค่าดังกล่าวมีส่วนที่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานอยู่มากน้อยเพียงใด

ด้าน เจมส์ เครเมอร์ นักวิเคราะห์ชื่อดังของ CNBC ให้ความเห็นว่า การซื้อขายหุ้น SpaceX ในเวลานี้มีความเชื่อมโยงกับตัวตนและชื่อเสียงของอีลอน มัสก์ มากกว่าการอ้างอิงต่อประมาณการกำไรหรือผลประกอบการในอนาคต

ตลาด Options ยังเห็นโอกาสเติบโต แต่ไม่ง่าย

อีกหนึ่งข้อมูลที่สะท้อนมุมมองของนักลงทุนต่ออนาคตของ SpaceX มาจากตลาด options ซึ่ง CNBC นำมาวิเคราะห์ผ่านข้อมูลของ ThinkOrSwim

ปัจจุบัน SpaceX มีมูลค่าตลาดประมาณ 2.6 ล้านล้านดอลลาร์ และอยู่ในกลุ่มบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดของโลกแล้ว แต่หากต้องการไล่ตาม Apple และ Alphabet ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ SpaceX จำเป็นต้องมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกมาก

จากการประเมินของตลาด options หุ้น SpaceX จะต้องปรับตัวขึ้นอีกราว 70% ไปสู่ระดับประมาณ 340 ดอลลาร์ต่อหุ้น จึงจะสามารถขยับเข้าใกล้บริษัทเหล่านั้นได้ โดยราคาของสัญญา options สะท้อนความน่าจะเป็นราว 50% ที่เหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นภายในช่วงกลางปี 2028

ส่วนการก้าวขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกและแซง Nvidia นั้น ตลาด options ให้น้ำหนักความเป็นไปได้ต่ำกว่า โดยประเมินโอกาสไว้ประมาณ 38-41% ภายในปี 2028

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่กำลังวางเดิมพันกับทิศทางของหุ้น SpaceX ในระยะยาว

อนาคตขึ้นอยู่กับการพิสูจน์การเติบโต

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ที่ปรากฏในช่วงสัปดาห์แรกหลัง IPO จะเห็นว่า ตลาดยังไม่ได้มีข้อสรุปที่เป็นเอกฉันท์ต่อ SpaceX

ฝั่งหนึ่งมองว่าหุ้น SpaceX กำลังได้รับแรงหนุนจากกระแสความนิยมของอีลอน มัสก์ การเก็งกำไรของนักลงทุนรายย่อย และกิจกรรมในตลาดออปชัน จนทำให้ราคาวิ่งนำปัจจัยพื้นฐานไปไกล

อีกฝั่งมองว่า SpaceX กำลังเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจอวกาศไปสู่ผู้เล่นสำคัญในโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้สร้างรายได้ในระดับที่สูงกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้

อ้างอิง : Investor’s Business Daily, CNBC [1], CNBC [2], CNBC [3], Reuters, Business Insider, Market Watch

แชร์
อนาคตหุ้น SpaceX นักวิเคราะห์มองอย่างไร หลังพุ่งแรง แล้วร่วงสองวันติด