
Article Stories by SET Zooom in จะพาไปทำความรู้จัก “หุ้นบุริมสิทธิ” ที่กำลังกลายเป็นประเด็นในตลาดทุนไทย “หุ้นบุริมสิทธิ” (Preferred Stock) ได้รับความสนใจจากตลาดทุนไทย หลังจากมีกรณีการกล่าวอ้างถึงการถือครองหุ้นประเภทดังกล่าวของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ จนทำให้เกิดข้อสงสัยจากทั้งนักลงทุนและประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูล แม้ว่าประเด็นดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และข้อเท็จจริงยังไม่สิ้นสุด แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของหลักทรัพย์เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่าการวิเคราะห์ผลประกอบการหรือแนวโน้มของธุรกิจ
สำหรับนักลงทุนจำนวนมาก “หุ้น” อาจหมายถึงหุ้นสามัญที่ซื้อขายกันอยู่ทุกวันในตลาดหลักทรัพย์ แต่ในความเป็นจริง บริษัทสามารถออกหลักทรัพย์ได้หลายรูปแบบเพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการระดมทุน หนึ่งในนั้นคือ “หุ้นบุริมสิทธิ” ซึ่งแม้จะพบเห็นไม่บ่อยในตลาดทุนไทย แต่กลับมีบทบาทสำคัญในตลาดทุนต่างประเทศ และถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเงินในหลายรูปแบบ
การทำความเข้าใจสิทธิ หน้าที่ และข้อจำกัดของหุ้นแต่ละประเภท จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการลงทุนอย่างมีข้อมูล และช่วยลดความเสี่ยงจากการตีความหรือรับรู้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน
โดยหลักการแล้ว หุ้นที่บริษัทออกจำหน่ายสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ หุ้นสามัญ (Common Stock) และ หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock)
แม้ว่าทั้งสองประเภทจะเป็นตราสารทุนที่แสดงความเป็นเจ้าของกิจการเช่นเดียวกัน แต่สิทธิที่ผู้ถือได้รับแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้ถือหุ้นสามัญถือเป็นเจ้าของกิจการโดยตรง มีสิทธิออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้น เลือกตั้งกรรมการบริษัท และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องสำคัญขององค์กร ขณะเดียวกัน ผลตอบแทนที่ได้รับจากเงินปันผลจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการและนโยบายของบริษัท หากกิจการเติบโตดี ผู้ถือหุ้นสามัญย่อมมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นผ่านทั้งเงินปันผลและราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิทธิที่มาพร้อมกับโอกาสก็ย่อมมาพร้อมความเสี่ยง หากบริษัทประสบปัญหาทางการเงินหรือต้องเลิกกิจการ ผู้ถือหุ้นสามัญจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่มีสิทธิได้รับทรัพย์สินคืน หลังจากเจ้าหนี้และผู้ถือหลักทรัพย์ที่มีสิทธิสูงกว่าจะได้รับชำระครบถ้วนแล้ว
ในทางตรงกันข้าม หุ้นบุริมสิทธิได้รับการออกแบบให้มี “สิทธิพิเศษ” บางประการเหนือผู้ถือหุ้นสามัญ แม้โดยทั่วไปจะไม่มีสิทธิออกเสียงในการบริหารกิจการ แต่ผู้ถือมักได้รับสิทธิในการรับเงินปันผลก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ และในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ ก็จะมีลำดับการได้รับชำระคืนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญเช่นกัน
ลักษณะดังกล่าวทำให้หุ้นบุริมสิทธิมีคุณสมบัติอยู่กึ่งกลางระหว่าง “ตราสารทุน” และ “ตราสารหนี้” กล่าวคือ แม้จะยังเป็นการลงทุนในทุนของกิจการ แต่สิทธิด้านผลตอบแทนและลำดับการได้รับชำระคืนมีความใกล้เคียงกับตราสารหนี้มากกว่าหุ้นสามัญ
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรตระหนักว่า หุ้นบุริมสิทธิไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยหรือไม่มีความเสี่ยง เนื่องจากผู้ถือยังคงมีสถานะเป็นผู้ลงทุนในทุนของกิจการ มิใช่เจ้าหนี้ ดังนั้น หากกิจการประสบปัญหารุนแรง ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก็อาจได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เพียงแต่มีลำดับสิทธิที่เหนือกว่าผู้ถือหุ้นสามัญเท่านั้น
การเลือกลงทุนในหุ้นแต่ละประเภทจึงไม่ใช่เรื่องของ “ดีกว่า” หรือ “ด้อยกว่า” แต่เป็นเรื่องของความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของผู้ลงทุน
โดยทั่วไป นักลงทุนที่มุ่งหวังการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว และยอมรับความผันผวนได้ มักให้ความสนใจกับหุ้นสามัญ เพราะสามารถได้รับประโยชน์จากการเติบโตของกิจการอย่างเต็มที่
ในขณะที่นักลงทุนบางกลุ่ม โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันหรือผู้ที่ต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอ อาจให้ความสำคัญกับหุ้นบุริมสิทธิที่กำหนดสิทธิการรับเงินปันผลไว้ชัดเจน แม้ว่าจะแลกมาด้วยโอกาสในการได้รับผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่จำกัดกว่า
ในหลายประเทศ บริษัทนิยมใช้หุ้นบุริมสิทธิเป็นเครื่องมือในการระดมทุนโดยไม่กระทบต่อโครงสร้างอำนาจการบริหาร เนื่องจากผู้ถือหุ้นประเภทนี้มักไม่มีสิทธิออกเสียง ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นเดิมสามารถรักษาอำนาจควบคุมกิจการไว้ได้ ขณะเดียวกันก็สามารถดึงดูดเงินทุนจากนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดมากกว่าการมีส่วนร่วมในการบริหาร
สาเหตุที่ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากตลาดทุน ไม่ได้อยู่ที่ “หุ้นบุริมสิทธิ” เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ความสอดคล้องระหว่างข้อมูลที่ถูกกล่าวอ้างกับข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ
โดยทั่วไปหากบริษัทจดทะเบียนมีหุ้นบุริมสิทธิที่ออกและยังคงค้างอยู่ นักลงทุนสามารถตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวได้จากเอกสารเปิดเผยข้อมูลของบริษัทและฐานข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งนี้ วิธีการแสดงชื่อหลักทรัพย์อาจแตกต่างกันไปตามโครงสร้างของหลักทรัพย์และข้อกำหนดของตลาดในแต่ละช่วงเวลา จึงควรอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทางการเป็นสำคัญ
ดังนั้น เมื่อเกิดการกล่าวอ้างเกี่ยวกับการถือครองหุ้นบุริมสิทธิของบริษัทแห่งหนึ่ง ขณะที่ข้อมูลสาธารณะไม่ปรากฏว่ามีหุ้นประเภทดังกล่าวคงค้างอยู่ จึงเป็นเหตุให้เกิดข้อสงสัยและนำไปสู่การตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ที่สำคัญ เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ของตลาดทุนโลก ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลายประเทศเคยเผชิญกรณีที่ข้อมูลเกี่ยวกับหลักทรัพย์ ความผิดพลาดของระบบ หรือการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง ซึ่งล้วนเป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับความโปร่งใสของตลาดทุนและการกำกับดูแลกิจการที่ดี
แม้ว่าประเด็นเกี่ยวกับหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับความสนใจในประเทศไทยจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ตลาดทุนโลก จะพบว่าเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูล ความผิดพลาดของระบบหรือการสื่อสารที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ล้วนเคยสร้างความเสียหายต่อทั้งนักลงทุนและความเชื่อมั่นของตลาดมาแล้วหลายครั้ง
แม้แต่ละกรณีจะมีข้อเท็จจริงและบริบทแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ “ข้อมูล” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจลงทุน หากข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือไม่สามารถตรวจสอบได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจขยายวงกว้างกว่าที่คาดคิด
หนึ่งในเหตุการณ์ที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดของตลาดทุนเกาหลีใต้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2561 (ค.ศ. 2018) ที่บริษัทหลักทรัพย์ Samsung Securities
เหตุการณ์เริ่มต้นจากกระบวนการจ่ายเงินปันผลให้แก่พนักงาน ซึ่งตามแผนเดิม บริษัทมีความประสงค์จ่ายเงินสดจำนวน 1,000 วอนต่อหุ้น แต่เกิดความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูลภายในระบบ ส่งผลให้ระบบตีความคำสั่งเป็นการจัดสรร “จำนวนหุ้น” แทน “จำนวนเงิน”
ผลลัพธ์คือ ระบบได้สร้างหุ้นขึ้นมาเป็นจำนวนมหาศาล ทั้งที่หุ้นดังกล่าวไม่มีอยู่จริงตามกฎหมาย และมีจำนวนมากกว่าหุ้นที่บริษัทออกจำหน่ายจริงหลายเท่า
แม้ว่าความผิดพลาดดังกล่าวควรถูกตรวจพบและระงับก่อนเข้าสู่กระบวนการซื้อขาย แต่ในช่วงเวลาสั้น ๆ หลังเกิดเหตุ มีพนักงานบางส่วนที่ได้รับหุ้นจากความผิดพลาดดังกล่าวได้ส่งคำสั่งขายเข้าสู่ตลาด ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว และสร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุน
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าความผิดพลาดของระบบ คือการที่ระบบควบคุมภายในและกระบวนการบริหารความเสี่ยงไม่สามารถป้องกันไม่ให้หลักทรัพย์ที่ไม่มีสถานะทางกฎหมายเข้าสู่กระบวนการซื้อขายได้ทันเวลา
ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว หน่วยงานกำกับดูแลได้ดำเนินมาตรการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่บริษัทต้องเผชิญทั้งบทลงโทษทางปกครอง ความเสียหายด้านชื่อเสียง และการสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนสถาบัน
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะไม่มีเจตนาทุจริต แต่ความบกพร่องของระบบควบคุมภายในเพียงครั้งเดียวก็สามารถสร้างผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ
อีกหนึ่งกรณีศึกษาที่ได้รับความสนใจในตลาดทุนสหรัฐอเมริกา เกี่ยวข้องกับบริษัท Torchlight Energy Resources ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างและควบรวมกิจการในปี 2564
ก่อนการควบรวม บริษัทได้ประกาศจัดสรรหุ้นบุริมสิทธิประเภท Series A ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม โดยระบุว่าผู้ถือหุ้นอาจได้รับสิทธิในผลประโยชน์จากการจำหน่ายสินทรัพย์ด้านน้ำมันและก๊าซของบริษัทในอนาคต
ประเด็นที่สร้างความสนใจคือ การสื่อสารต่อสาธารณะเกี่ยวกับมูลค่าที่ผู้ถือหุ้น “อาจ” ได้รับ ทำให้นักลงทุนจำนวนมากคาดหวังว่าหุ้นบุริมสิทธิดังกล่าวจะมีมูลค่าสูง ส่งผลให้เกิดแรงซื้อและการเก็งกำไรในหุ้นของบริษัท
อย่างไรก็ตาม ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (SEC) ได้กล่าวหาว่าการเปิดเผยข้อมูลบางส่วนอาจไม่สอดคล้องกับข้อมูลการประเมินมูลค่าภายในที่บริษัทได้รับจากที่ปรึกษาทางการเงิน และอาจทำให้นักลงทุนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับมูลค่าที่แท้จริงของสิทธิประโยชน์ดังกล่าว ทั้งนี้ สถานะของคดียังคงควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนนำไปอ้างอิง
สาระสำคัญของกรณีนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ “หุ้นบุริมสิทธิ” หากแต่อยู่ที่หลักการพื้นฐานของการเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ลงทุน กล่าวคือ ข้อมูลที่เปิดเผยควรมีความครบถ้วน สมดุล และไม่สร้างความคาดหวังเกินกว่าข้อเท็จจริงที่สามารถสนับสนุนได้
ในตลาดทุนที่ข้อมูลสามารถส่งผลต่อราคาหลักทรัพย์ได้อย่างรวดเร็ว การสื่อสารที่ไม่รอบคอบ แม้จะไม่ได้เป็นข้อมูลอันเป็นเท็จโดยตรง ก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของผู้ลงทุนจำนวนมากได้
หากกล่าวถึงกรณีศึกษาที่ส่งผลต่อวิวัฒนาการของการกำกับดูแลกิจการในตลาดทุนโลก ชื่อของ Enron ยังคงเป็นกรณีตัวอย่างที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุด
ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 บริษัทได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีนวัตกรรมสูงและมีอัตราการเติบโตโดดเด่น นักลงทุนจำนวนมากเชื่อมั่นในศักยภาพของกิจการ และราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แต่เบื้องหลังผลประกอบการที่ดูแข็งแกร่ง กลับมีการใช้โครงสร้างบริษัทเฉพาะกิจ (Special Purpose Entities: SPEs) และธุรกรรมทางการเงินที่ซับซ้อน เพื่อย้ายภาระหนี้และผลขาดทุนออกจากงบการเงินของบริษัท
แม้ว่าการใช้ SPEs จะไม่ใช่สิ่งที่ผิดกฎหมายโดยตัวมันเอง แต่การนำมาใช้เพื่อปกปิดฐานะการเงินที่แท้จริง ทำให้นักลงทุนได้รับข้อมูลที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง ส่งผลให้การประเมินมูลค่ากิจการคลาดเคลื่อนอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อข้อเท็จจริงถูกเปิดเผย ความเชื่อมั่นของตลาดก็พังทลายอย่างรวดเร็ว ราคาหุ้นลดลงเกือบหมดมูลค่า บริษัทเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย นักลงทุนสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมหาศาล พนักงานจำนวนมากสูญเสียทั้งงานและเงินออมเพื่อการเกษียณ ขณะที่บริษัทผู้สอบบัญชี Arthur Andersen ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบงบการเงินของ Enron ก็ต้องยุติการดำเนินธุรกิจในเวลาต่อมา
เหตุการณ์ครั้งนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดทุนสหรัฐฯ และนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานด้านธรรมาภิบาล การควบคุมภายใน และความรับผิดชอบของผู้บริหารผ่านการออกกฎหมาย Sarbanes–Oxley Act ในปี 2545 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการเงิน
แม้ว่ากรณีศึกษาจากเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และประเทศไทยจะมีข้อเท็จจริงแตกต่างกัน แต่สามารถสรุปบทเรียนร่วมกันได้ในหลายประเด็น
ติดตามบทความนี้ในรูปแบบคลิป VDO ได้ใน YouTube SET Zooom in
กด Subscribe กด กระดิ่งแจ้งเตือน www.youtube.com/@SETZooomin ซูมชัด ๆ มีโอสามตัว