Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
บอลโลกจบในไม่กี่สัปดาห์ แต่ค่ารักษาอาจกระทบเงินเก็บไปอีกนาน
โดย : ราชันย์ ตันติจินดา

บอลโลกจบในไม่กี่สัปดาห์ แต่ค่ารักษาอาจกระทบเงินเก็บไปอีกนาน

11 ก.ค. 69
23:21 น.
แชร์

ความสนุกในการดูฟุตบอลที่ยืดเยื้อหลายคืน อาจกลายเป็นวันที่ต้องหยุดงาน เข้าโรงพยาบาล หรือเจอค่ารักษาที่ไม่เคยเตรียมใจไว้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่คืนนี้จะเชียร์ทีมไหน แต่คือหากร่างกายส่งสัญญาณเตือนขึ้นมาจริง ๆ เรามีแผนรับมือพร้อมแค่ไหน บทความนี้ชวนมองฟุตบอลโลกในอีกมุมหนึ่ง ผ่านเรื่องสุขภาพ ประกัน และเงินสำรองที่หลายคนมักนึกถึงช้าไป

ฟุตบอลโลกกับพฤติกรรมที่กระทบสุขภาพ

ช่วงฟุตบอลโลกเป็นช่วงเวลาที่หลายคนตั้งตารอ บางคนวางแผนดูแทบทุกคู่ นัดสำคัญเตะดึกแค่ไหนก็ไม่พลาด ยิ่งถ้าเป็นทีมโปรดลงสนาม ต่อให้เช้าวันรุ่งขึ้นต้องตื่นไปทำงาน ก็ยอมแลกกับความสนุกตรงหน้า แต่ในมุมของคนทำงาน การนอนดึกต่อเนื่องหลายคืน พักผ่อนไม่พอ ดื่มกาแฟมากขึ้น กินมื้อดึกบ่อยขึ้น หรือต่อให้ไม่ดูบอล ถ้าเครียดกับงานสะสมอยู่แล้ว ก็ทำให้ร่างกายอ่อนแอกว่าที่คิดได้ ซึ่งถ้าเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาอาจต้องเสียงานเพราะนอนโรงพยาบาลไปหลายคืน

ประกันสุขภาพ ซื้อไม่ได้คุ้มครองทันที

หลายคนมักคิดว่า ประกันสุขภาพค่อยซื้อเมื่อรู้สึกว่าตัวเองเริ่มเสี่ยง หรือรอให้ใกล้ป่วยก่อนก็ยังทัน แต่ความจริงของประกันสุขภาพคือ “ซื้อแล้ว ไม่ได้ใช้ได้ทันที” เพราะประกันสุขภาพมักมีระยะเวลารอคอยหรือช่วงที่ยังไม่ให้ความคุ้มครองกรณีเจ็บป่วย หลังกรมธรรม์เริ่มมีผล เช่น โรคทั่วไปอาจต้องรอประมาณ 30 วัน ส่วนโรคร้ายแรงหรือโรคบางกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายสูง ก็จะมีระยะเวลารอคอยนานขึ้นเป็น 90–120 วัน ด้วย

ลองนึกภาพง่ายๆ หากเราตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพวันนี้ เพราะรู้ว่าช่วงฟุตบอลโลกจะนอนดึกแน่ ๆ แล้วอีกไม่กี่วันต่อมาเกิดป่วย ต้องเข้าโรงพยาบาลจากอาการเจ็บป่วยทั่วไป ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก็จะยังเคลมหรือเบิกไม่ได้ เพราะยังอยู่ในช่วงรอคอย นั่นก็เพราะบริษัทประกันอาจมองว่าเรารู้ตัวว่าป่วยอยู่แล้ว จึงไปซื้อประกันสุขภาพเพื่อหวังว่าเมื่อไปโรงพยาบาลจะเบิกค่ารักษาส่วนนี้ได้ ประกันสุขภาพจึงต้องมีประยะเวลารอคอย เพื่อป้องกันคนซื้อประกันด้วยเจตนาแบบนี้

ความเสี่ยงด้านสุขภาพ ของมนุษย์เงินเดือน

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่คอบอลเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนและคนวัยทำงานทุกคนต้องให้ความสำคัญ เพราะชีวิตวัยทำงานมีความเสี่ยงหลายอย่างที่ค่อยๆ สะสมโดยไม่รู้ตัว ทั้งการนั่งทำงานนาน เครียดจากเป้าหมายหัวหน้างาน พักผ่อนน้อย กินอาหารไม่เป็นเวลา และไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ยิ่งในยุค Work from Home ในปัจจุบัน ที่มนุษย์เงินเดือนหลายคนมีชีวิตที่ Work ไร้ Balance กลางวันประชุม กลางคืนทำงาน เสาร์-อาทิตย์ หิ้วโน๊ตบุ๊คไปนั่งทำงานระหว่างรอครอบครัวทำกิจกรรม แม้เราอาจยังรู้สึกว่า “ไหว” ในวันนี้ แต่ในวันที่ร่างกายไม่ไหว ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลอาจสูงกว่าที่คาด โดยเฉพาะหากนอนโรงพยาบาล ผ่าตัด หรือต้องรักษาต่อเนื่อง

ประกันสุขภาพ เครื่องมือบริหารความเสี่ยง

สิ่งที่อยากชวนคิดคือ ประกันสุขภาพไม่ใช่การซื้อเพื่อหวังว่าจะได้ใช้ แต่เป็นการจัดการความเสี่ยงทางการเงินล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เงินเก็บที่อุตส่าห์สะสมมาหลายปีต้องหายไปกับค่ารักษาครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่ยังมีภาระผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ดูแลครอบครัว หรือกำลังสร้างเงินเก็บก้อนแรก การมีประกันสุขภาพที่เหมาะสมจึงเป็นเหมือนเกราะป้องกันให้แผนและเป้าหมายของชีวิต

เลือกประกันสุขภาพอย่างไร ให้เหมาะกับตัวเอง

แนวทางเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องซับซ้อน ขั้นแรกควรสำรวจว่าปัจจุบันเรามีสวัสดิการบริษัทหรือประกันกลุ่มมากน้อยแค่ไหน วงเงินพอหรือไม่ หากย้ายงานหรือลาออกจะยังมีความคุ้มครองสุขภาพนี้อยู่หรือเปล่า จากนั้นค่อยพิจารณาประกันสุขภาพส่วนตัวให้เหมาะกับงบประมาณ โดยดูทั้งวงเงินค่ารักษา ห้องพัก ค่าผ่าตัด เงื่อนไขโรคที่ไม่คุ้มครอง และระยะเวลารอคอย ที่สำคัญไม่ควรดูแค่เบี้ยถูกที่สุด เพราะประกันที่เหมาะสมคือประกันที่จ่ายไหวและคุ้มครองในเรื่องที่เรากังวลจริง

นอกจากวงเงินค่ารักษาและงบประมาณ ณ ปัจจุบันแล้ว ยังต้องคำนึงถึงอนาคตระยะยาวด้วย ได้แก่

  • อายุสูงสุด ที่ประกันรับต่ออายุ: เพราะหากตอนอายุเยอะๆ ไม่สามารถต่อประกันได้แล้ว และเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ก็จะต้องควักเงินมาจ่ายค่ารักษาเอง ซึ่งปัจจุบันประกันสุขภาพหลายที่สามารถต่ออายุได้นานถึงอายุ 99 ปี
  • วงเงินค่ารักษาที่เพียงพอในอนาคต: อย่าดูแค่ค่ารักษาในวันนี้ แต่ต้องคิดถึงค่ารักษาที่จะแพงขึ้นทุกปี และความเสี่ยงที่เรามักไปเจ็บป่วยตอนอายุเยอะๆ อีก 10-20 ปี ข้างหน้า เช่น หากคิดว่าวงเงินค่ารักษา 500,000 บาท ณ วันนี้เพียงพอ แต่หากค่าใช้จ่ายการรักษานี้แพงขึ้นเฉลี่ยปีละ 5% อีก 15 ปี และ 30 ปี ค่ารักษาอาจกลายขึ้นเป็น 1 ล้านบาท และ 2 ล้านบาท ตามลำดับได้เลย

อย่าลืมเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินควบคู่กัน

นอกจากประกันสุขภาพ เงินสำรองฉุกเฉินก็สำคัญไม่แพ้กัน ควรมีเงินเก็บอย่างน้อย 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เพื่อรองรับเหตุไม่คาดคิด เช่น เจ็บป่วยเล็กน้อยที่ยังไม่เข้าเงื่อนไขเบิกเคลม ตกงานกะทันหัน หรือค่าใช้จ่ายเร่งด่วนอื่นๆ เมื่อมีทั้งเงินสำรองและประกันสุขภาพ เราจะรับมือความเสี่ยงได้มั่นคงกว่าเดิม ไม่ต้องตัดสินใจเรื่องสุขภาพภายใต้ความกังวลและข้อจำกัดเรื่องเงิน

ส่วนเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินนั้น แนะนำว่าควรเก็บไว้ในบัญชีที่แยกออกจากบัญชีเงินเดือนหรือบัญชีใช้จ่ายประจำวัน และควรให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป แต่ต้องไม่เสี่ยงเกินไป เช่น เงินฝาก e-Savings เงินฝากประจำ สลากออมทรัพย์ หรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่ซื้อขายได้ทุกวันทำการ

ฟุตบอลโลกมีทุก 4 ปี แต่สุขภาพของเราไม่มีรอบให้เริ่มใหม่ได้เสมอ ดูบอลให้สนุกได้ เชียร์ทีมโปรดให้เต็มที่ได้ แต่อย่าลืมวางแผนล่วงหน้าให้ตัวเองด้วย อย่ารอให้ป่วยแล้วค่อยคิดมีประกัน เพราะวันที่ต้องใช้จริง อาจเป็นวันที่เงื่อนไขไม่พร้อม หรือสุขภาพเราเปลี่ยนไปจนซื้อประกันได้ยากกว่าเดิม การเตรียมประกันสุขภาพตั้งแต่ตอนที่ยังแข็งแรง จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นหนึ่งในการดูแลอนาคตทางการเงินของตัวเองอย่างรอบคอบ

ราชันย์ ตันติจินดา

ราชันย์ ตันติจินดา

นักวางแผนการเงิน CFP

แชร์
บอลโลกจบในไม่กี่สัปดาห์ แต่ค่ารักษาอาจกระทบเงินเก็บไปอีกนาน