
ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงระลอกใหม่จากการกลับมาของภาวะ El Niño ในช่วงปี 2569-2570 ซึ่งมีแนวโน้มก่อตัวเร็ว ยืดเยื้อ และอาจรุนแรงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต หากสถานการณ์พัฒนาไปตามที่คาด ปริมาณฝนอาจลดลง ฝนทิ้งช่วงยาวนานขึ้น และอุณหภูมิสูงกว่าปกติ โดยผลกระทบจะเริ่มชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และมีโอกาสต่อเนื่องไปถึงฤดูกาลเพาะปลูกปี 2570
รายงานจาก SCB EIC ระบุว่า แม้น้ำต้นทุนในเขื่อนหลักของไทยยังอยู่ในระดับที่พอบริหารจัดการได้ในระยะสั้น แต่ความเสี่ยงไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่เกษตรที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ซึ่งมีความเปราะบางต่อภาวะฝนน้อยและฝนทิ้งช่วงมากกว่าพื้นที่อื่น หากฝนในช่วงปลายฤดูไม่เพียงพอ น้ำต้นทุนสำหรับการเพาะปลูกในปีถัดไปอาจเริ่มตึงตัวมากขึ้น
ความเสี่ยงจาก El Niño ยังเกิดขึ้นในช่วงที่เกษตรกรไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง ทั้งค่าปุ๋ย พลังงาน และวัตถุดิบทางการเกษตร ขณะที่ความผันผวนของตลาดปุ๋ยโลกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนด้านราคาและอุปทาน ทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกมีโอกาสปรับสูงขึ้นในช่วงที่ผลผลิตกลับมีแนวโน้มลดลง
เมื่อผลผลิตลดลงพร้อมกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รายได้เกษตรกรจึงมีความเสี่ยงหดตัวต่อเนื่อง แม้ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดอาจปรับสูงขึ้นตามปริมาณอุปทานที่ลดลง แต่แรงหนุนด้านราคาอาจไม่เพียงพอชดเชยความเสียหายจากผลผลิตและคุณภาพที่ลดลงทั้งหมด โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน การบริหารจัดการน้ำ และความสามารถในการรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
สินค้าเกษตรที่มีความเสี่ยงสูงสุด ได้แก่ ข้าวเปลือก อ้อย มันสำปะหลัง และประมง เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อภาวะฝนน้อย น้ำต้นทุนตึงตัว และอุณหภูมิที่สูงขึ้น ผลกระทบยังอาจลุกลามไปถึงโรงสี โรงงานน้ำตาล โรงงานแป้งมัน อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป และผู้ส่งออก ทำให้ El Niño รอบนี้ไม่ใช่เพียงความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ แต่เป็นแรงกดดันที่อาจส่งผ่านไปยังรายได้ภาคเกษตร ต้นทุนภาคธุรกิจ และห่วงโซ่อุปทานของเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง
โลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ El Niño รอบใหม่ที่ก่อตัวเร็วและอาจยืดเยื้อกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต โดยมีภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยเร่งให้ผลกระทบรุนแรงยิ่งขึ้น National Oceanic and Atmospheric Administration หรือ NOAA ประกาศอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2569 ว่า โลกกำลังเข้าสู่ภาวะ El Niño และประเมินว่ามีโอกาส 63% ที่ปรากฏการณ์ครั้งนี้จะพัฒนาเป็น Very strong El Niño
สัญญาณสำคัญประการแรกมาจากการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน เครื่องชี้หลายตัวสะท้อนตรงกันว่าระบบมหาสมุทรกำลังเปลี่ยนผ่านจาก La Niña ไปสู่ El Niño อย่างรวดเร็ว โดย Relative Oceanic Niño Index หรือ RONI ซึ่งใช้วัดความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณ Niño 3.4 เมื่อเทียบกับอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเขตร้อนทั่วโลก ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2569 จากภาวะ La Niña เข้าสู่ภาวะเป็นกลาง และเริ่มส่งสัญญาณเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ El Niño
เมื่อพิจารณาเป็นรายพื้นที่ การอุ่นตัวเริ่มปรากฏชัดจากฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกก่อน ดัชนี Niño 1+2 ซึ่งสะท้อนอุณหภูมิผิวน้ำทะเลใกล้ชายฝั่งเปรูและเอกวาดอร์ เพิ่มขึ้นถึง 2.1 องศาเซลเซียสในเดือนมิถุนายน 2026 แสดงให้เห็นว่ามวลน้ำอุ่นกำลังก่อตัวอย่างรุนแรงในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก
ความร้อนดังกล่าวเริ่มแผ่ขยายเข้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง สะท้อนจากดัชนี Niño 3.4 ที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 0.9 องศาเซลเซียส สูงกว่าเกณฑ์ El Niño ที่กำหนดไว้ที่ 0.5 องศาเซลเซียส พัฒนาการของอุณหภูมิในทั้งสองบริเวณบ่งชี้ว่า El Niño ได้เริ่มก่อตัวแล้ว หากอุณหภูมิบริเวณ Niño 3.4 ยังคงเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ความเป็นไปได้ที่ El Niño รอบนี้จะมีความรุนแรงใกล้เคียงกับเหตุการณ์ปี 2558-2559 ก็จะยิ่งสูงขึ้น
เหตุการณ์ปี 2558-2559 ถือเป็นหนึ่งใน Very strong El Niño ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้เกิดทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมในหลายภูมิภาค และกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประชากรกว่า 60 ล้านคนทั่วโลก การเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ดังกล่าวจึงสะท้อนถึงความเสี่ยงที่ El Niño รอบใหม่อาจสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและการเกษตรในวงกว้าง
สัญญาณประการที่สองมาจากชั้นบรรยากาศ ซึ่งเริ่มตอบสนองต่อการอุ่นตัวของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนมากขึ้น ดัชนี Southern Oscillation Index หรือ SOI ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง และลดลงมาอยู่ที่ -1.5 ในเดือนพฤษภาคม 2026 บ่งชี้ว่าความแตกต่างของความกดอากาศระหว่างฝั่งตะวันออกและตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกกำลังลดลง ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของการก่อตัวของ El Niño
หาก SOI ปรับลดลงต่อเนื่องควบคู่กับการเพิ่มขึ้นของดัชนี Niño 3.4 จะเป็นสัญญาณว่าลมการค้ากำลังอ่อนกำลังลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อแรงลมลดลง มวลน้ำอุ่นจะเคลื่อนตัวไปสะสมในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกมากขึ้น และยิ่งสนับสนุนให้ El Niño ทวีความรุนแรง
การที่ El Niño 2569-2570 ก่อตัวขึ้นภายในเวลาเพียงประมาณสองปีหลังจากรอบปี 2566 สะท้อนว่าโลกอาจกำลังเผชิญความผันผวนของระบบภูมิอากาศที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้น แม้ El Niño จะเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่เกิดเป็นวัฏจักร แต่ภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิพื้นฐานของมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่เพิ่มพลังงานความร้อนให้กับระบบภูมิอากาศ
ความน่ากังวลของ El Niño รอบนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงการกลับมาเร็วกว่าที่คาด แต่รวมถึงความเสี่ยงที่จะพัฒนาอย่างรวดเร็ว ลากยาว และรุนแรงกว่าปกติ โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการสะสมพลังงานความร้อนใต้ผิวน้ำทะเลบริเวณเส้นศูนย์สูตรแปซิฟิก ซึ่ง NCEP รายงานว่าปรับสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2026
ความร้อนที่สะสมอยู่ใต้ผิวน้ำเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่พร้อมดันมวลน้ำอุ่นขึ้นสู่ผิวน้ำและแผ่ขยายเข้าสู่แปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกได้อย่างรวดเร็ว เมื่อผนวกกับอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น พลังงานดังกล่าวจึงอาจทำให้ El Niño รอบนี้มีแรงส่งมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อฝนทิ้งช่วง ภัยแล้ง และคลื่นความร้อนในหลายภูมิภาค
อีกปัจจัยหนึ่งคือการอ่อนกำลังลงของลมการค้า โดยปกติลมการค้าจะช่วยพัดพาน้ำอุ่นจากฝั่งตะวันออกไปสะสมในมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันตก พร้อมดึงน้ำเย็นจากใต้มหาสมุทรขึ้นมาทดแทน แต่เมื่อแปซิฟิกตะวันออกอุ่นตัวเร็วขึ้น ความแตกต่างของอุณหภูมิและความกดอากาศระหว่างสองฝั่งจะลดลง ทำให้ลมการค้าอ่อนกำลังและกระบวนการดึงน้ำเย็นขึ้นมาทดแทนลดลงตามไปด้วย
ภาวะดังกล่าวเปิดทางให้น้ำอุ่นคงอยู่ในแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกได้นานขึ้น ทำให้ระบบมหาสมุทรกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ยาก และเพิ่มความเสี่ยงที่ El Niño 2569-2570 จะยืดเยื้อกว่าเดิม
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภัยแล้งในบางพื้นที่ WMO ประเมินว่าอุณหภูมิช่วงกลางปี 2569 มีแนวโน้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยในเกือบทุกภูมิภาคของโลก และหาก El Niño พัฒนาแรงขึ้นในช่วงปลายปี ผลกระทบด้านความร้อนอาจทำให้ปี 2570 มีโอกาสเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์
El Niño ยังอาจทำให้รูปแบบฝนโลกผันผวนมากขึ้น บางภูมิภาคอาจเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วม ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และบางส่วนของเอเชียใต้มีแนวโน้มเผชิญอากาศร้อนและแห้งแล้งมากขึ้น หลายประเทศจึงเริ่มเตรียมรับมือก่อนเกิดผลกระทบ โดยฟิลิปปินส์เริ่มประเมินความพร้อมของระบบชลประทาน เตรียมเมล็ดพันธุ์ทนแล้ง และจัดทำแผนช่วยเหลือเกษตรกรล่วงหน้า ส่วนอินโดนีเซียเร่งกระจายเครื่องสูบน้ำกว่า 80,000 เครื่อง และเตรียมมาตรการบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับฤดูแล้งที่อาจมาเร็ว ยาวนาน และรุนแรงกว่าปกติ
ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือกับ El Niño ในช่วงต้นฤดูกาลเพาะปลูกปี 2569 แต่ผลกระทบมีแนวโน้มชัดเจนขึ้นในช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 เนื่องจากปริมาณฝนอาจต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และมีความเสี่ยงเกิดฝนทิ้งช่วงยาวนานในหลายพื้นที่
ณ ต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 39,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 55% ของความจุรวม ขณะที่น้ำใช้การได้จริงมีประมาณ 16,000 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 22% ของความจุเก็บกักสูงสุด ระดับดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี และสูงกว่าช่วงที่ไทยเผชิญ El Niño ในปี 2558-2559 และ 2566-2567
ข้อมูลนี้สะท้อนว่า น้ำต้นทุนในภาพรวมยังเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเพาะปลูกในพื้นที่ชลประทานหลักในช่วงต้นฤดูกาล อีกทั้งฝนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังช่วยพยุงสถานการณ์ โดยเฉพาะเดือนเมษายนและพฤษภาคม ซึ่งมีปริมาณฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 30 ปีประมาณ 17% และ 22% ตามลำดับ
ฝนที่มาตรงตามฤดูกาลช่วยเติมน้ำเข้าสู่อ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติ และระบบชลประทาน รวมทั้งลดแรงกดดันต่อการใช้น้ำจากเขื่อนหลักในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสนับสนุนดังกล่าวน่าจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงได้เพียงระยะสั้น เพราะตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เริ่มปรากฏสัญญาณปริมาณฝนลดลงและเกิดฝนทิ้งช่วงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก
เมื่อ El Niño รุนแรงและชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ความเสี่ยงภัยแล้งจะเพิ่มแรงกดดันต่อการบริหารจัดการน้ำและการเพาะปลูก โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่เกษตรที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ความเปราะบางอาจเริ่มเห็นชัดตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป หากเกิดฝนทิ้งช่วงยาวนาน อุณหภูมิสูงกว่าปกติ และปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
ช่วงปลายฤดูฝนถือเป็นช่วงสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นจังหวะที่น้ำฝนต้องไหลเข้าเติมอ่างเก็บน้ำ รองรับการเพาะปลูก และสำรองไว้สำหรับฤดูกาลเพาะปลูกปี 2570 หากฝนในช่วงนี้ต่ำกว่าปกติ ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่ในปี 2569 แต่จะส่งต่อไปยังน้ำต้นทุนและการจัดสรรน้ำในปีถัดไป
ความเสี่ยงไม่ได้กระจายเท่ากันทั่วประเทศ แต่แตกต่างกันตามปริมาณน้ำต้นทุน ความครอบคลุมของระบบชลประทาน และระดับการพึ่งพาน้ำฝน ภาคใต้ตอนบนและภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ชลประทานที่มีความเสี่ยงสูงกว่าภูมิภาคอื่น เพราะอ่างเก็บน้ำหลายแห่งมีปริมาณน้ำอยู่ในระดับต่ำ
ข้อมูล ณ ต้นเดือนมิถุนายน 2569 ระบุว่า อ่างเก็บน้ำหลักในภาคใต้มีปริมาณน้ำในอ่างประมาณ 54% ของความจุ และมีน้ำใช้การได้เพียง 33% ต่ำกว่าช่วง The Godzilla El Niño ปี 2558–2559 โดยเฉพาะเขื่อนแก่งกระจานและเขื่อนปราณบุรี ซึ่งมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ในระดับน้อยวิกฤติ
ภาคตะวันออกซึ่งมีความสำคัญทั้งต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมก็มีความเปราะบางเช่นกัน อ่างเก็บน้ำหลายแห่ง เช่น เขื่อนคลองสียัด เขื่อนขุนด่านปราการชล และเขื่อนนฤบดินทรจินดา มีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ในระดับน้อยวิกฤติ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปริมาณฝนในเดือนมิถุนายน 2569 ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตถึง 32%
ภาวะฝนน้อยทำให้ปริมาณน้ำไหลลงอ่างสะสมมีเพียง 8% ของค่าเฉลี่ยทั้งปี หากฝนในช่วงครึ่งหลังของปีไม่สามารถเติมน้ำได้เพียงพอ ความเสี่ยงจากการแข่งขันแย่งใช้น้ำระหว่างภาคเกษตร การอุปโภคบริโภค และภาคอุตสาหกรรมอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับพื้นที่นอกเขตชลประทาน กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงประกอบด้วยภาคเหนือฝั่งตะวันออก ภาคอีสานตอนล่าง ภาคกลางฝั่งตะวันออก ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนล่าง ข้อมูลคาดการณ์ฝนของ สสน. ระบุว่า ปริมาณฝนสะสมทั้งปี 2569 อาจอยู่ที่ 1,393 มิลลิเมตร ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 30 ปีประมาณ 106 มิลลิเมตร หรือราว 7%
พื้นที่ดังกล่าวมีสัดส่วนพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทานมากกว่า 80% ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด จึงมีความเปราะบางสูงต่อฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลกระทบจาก El Niño มีแนวโน้มชัดเจนขึ้น
สถานการณ์นี้สะท้อนว่า การก่อตัวของ El Niño รอบใหม่อาจไม่ได้กระทบเฉพาะฤดูกาลเพาะปลูกในปี 2569 แต่มีความเสี่ยงยืดเยื้อไปถึงปี 2570 หากฝนตกน้อย น้ำไหลเข้าเขื่อนไม่เพียงพอ และพื้นที่นอกเขตชลประทานเผชิญภัยแล้งรุนแรงขึ้น การเตรียมรับมือจึงควรเริ่มจากการวางแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับน้ำต้นทุน จัดลำดับการใช้น้ำ เร่งกักเก็บน้ำฝน และเตรียมแหล่งน้ำเสริมสำหรับพื้นที่เสี่ยง
การกลับมาของ El Niño เพิ่มแรงกดดันต่อรายได้เกษตรกรไทย ท่ามกลางความผันผวนทั้งด้านปริมาณและคุณภาพผลผลิต ความไม่แน่นอนของราคาสินค้าเกษตร และต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะต้นทุนปุ๋ยและพลังงาน
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ภาคเกษตรไทยเผชิญ El Niño มาแล้วหลายระลอก เหตุการณ์ปี 2558-2559 นับเป็นหนึ่งในรอบที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุด สะท้อนจากมูลค่าเพิ่มภาคเกษตรที่หดตัวต่อเนื่องจากภัยแล้งยืดเยื้อ
ในปี 2558 ปริมาณฝนสะสมเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่เพียง 1,251 มิลลิเมตร ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติ 15% และเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี พื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหายจากภัยแล้งเป็นวงกว้าง ขณะที่ผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ข้าวนาปรัง อ้อย และปาล์มน้ำมัน ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วน El Niño ปี 2566–2567 เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทของภาวะโลกร้อนที่ชัดเจนขึ้น ส่งผลให้หลายพื้นที่เผชิญอากาศร้อนและแห้งแล้ง อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงโดยรวมยังไม่เท่ากับรอบปี 2558-2559 เพราะปริมาณฝนรวมทั้งประเทศต่ำกว่าค่าเฉลี่ยไม่มากนัก ผลกระทบจึงกระจุกตัวในบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานในภาคกลางและภาคตะวันออก
นอกจากนี้ ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดยังปรับสูงขึ้นตามปริมาณอุปทานที่ลดลง จึงช่วยพยุงรายได้เกษตรกรได้บางส่วน แต่สำหรับ El Niño ปี 2569-2570 ผลกระทบมีแนวโน้มรุนแรงกว่ารอบปี 2566-2567 และในบางพื้นที่หรือบางสินค้าอาจใกล้เคียงกับเหตุการณ์ปี 2558-2559 หากพัฒนาไปสู่ระดับ Very strong El Niño
ภายใต้บริบทที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปริมาณฝนลดลง แต่ยังทำให้ความชื้นในดินระเหยเร็วขึ้น เพิ่มความต้องการใช้น้ำของพืช และทำให้พื้นที่นอกเขตชลประทานหรือพื้นที่แล้งซ้ำซากมีความเปราะบางมากขึ้น
SCB EIC จัดทำกรอบประเมินผลกระทบต่อภาคเกษตรไทยไว้สองฉากทัศน์ กรณีฐานประเมินว่า El Niño จะมีความรุนแรงปานกลาง ปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในบางช่วง แต่ยังไม่รุนแรงจนทำให้น้ำต้นทุนตึงตัวในวงกว้าง ความเสียหายจึงน่าจะกระจุกตัวในบางพื้นที่และบางสินค้า
ส่วนกรณีรุนแรงประเมินว่า El Niño อาจพัฒนาเข้าสู่ระดับ Very strong ในช่วงปลายปี 2569 ทำให้เกิดฝนทิ้งช่วงยาวนาน ปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก และน้ำต้นทุนเริ่มตึงตัวในหลายลุ่มน้ำ ส่งผลให้ภัยแล้งขยายตัวครอบคลุมพื้นที่เกษตรหลายภูมิภาค
เมื่อพิจารณาความเป็นไปได้ที่ NOAA ประเมินว่า El Niño รอบนี้มีโอกาสราว 63% ที่จะพัฒนาไปสู่ระดับ Very strong ในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 SCB EIC จึงประเมินว่า ภายใต้กรณีรุนแรง รายได้เกษตรกรไทยมีความเสี่ยงหดตัวต่อเนื่องตลอดช่วงปี 2569-2570
ในปี 2569 รายได้เกษตรกรคาดว่าจะหดตัวประมาณ 5.5% จากปีก่อน ผลกระทบจาก El Niño จะเริ่มทำให้ผลผลิตลดลงชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าเกษตรหลักบางกลุ่มยังถูกกดดันจากความสามารถในการแข่งขันในตลาดส่งออกที่ลดลง รวมถึงต้นทุนปุ๋ยและพลังงานที่อยู่ในระดับสูง
ปี 2570 ผลกระทบมีแนวโน้มชัดเจนและครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น ทั้งปริมาณและคุณภาพผลผลิตอาจลดลง แม้ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดมีโอกาสเพิ่มขึ้นตามอุปทานที่ลดลง แต่แรงหนุนด้านราคาอาจไม่เพียงพอชดเชยความเสียหายด้านผลผลิตทั้งหมด ทำให้รายได้เกษตรกรยังมีแนวโน้มหดตัวต่ออีกราว 1.7%
ความเสี่ยงดังกล่าวอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจผ่านหลายช่องทาง ทั้งกำลังซื้อของครัวเรือนเกษตร ต้นทุนวัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรม และราคาอาหาร หากรายได้เกษตรกรลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนการผลิตยังอยู่ในระดับสูง ความสามารถในการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพหรือปรับตัวต่อสภาพอากาศก็จะยิ่งจำกัดลง
ผลกระทบจาก El Niño จะแตกต่างกันตามระดับการพึ่งพาน้ำ ความอ่อนไหวต่ออุณหภูมิ พื้นที่เพาะปลูก ความสามารถของราคาที่จะช่วยชดเชยรายได้ และความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยสินค้าเกษตรสามารถแบ่งตามระดับความเสี่ยงได้เป็นสามกลุ่ม
สินค้าเหล่านี้มีความเปราะบางต่อฝนน้อย ฝนทิ้งช่วง และอุณหภูมิสูง โดยเฉพาะข้าวนาปีในพื้นที่นอกเขตชลประทานและข้าวนาปรัง ซึ่งอาจเผชิญข้อจำกัดด้านน้ำต้นทุนมากขึ้นในฤดูกาลเพาะปลูกปี 2570
สำหรับอ้อย ภัยแล้งอาจทำให้น้ำหนักผลผลิต ค่าความหวาน และปริมาณน้ำตาลที่สกัดได้ลดลง ส่วนมันสำปะหลัง แม้จะทนแล้งได้ดีกว่าพืชหลายชนิด แต่หากเกิดฝนทิ้งช่วงในระยะปลูกหรือช่วงที่ต้นมันกำลังตั้งตัว อาจกระทบทั้งอัตรารอด ผลผลิตต่อไร่ และปริมาณเชื้อแป้ง
El Niño ยังอาจซ้ำเติมความเปราะบางเดิมของมันสำปะหลังจากการระบาดของโรคใบด่าง ทำให้ความเสี่ยงด้านปริมาณและคุณภาพผลผลิตเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคประมงเพาะเลี้ยง โดยเฉพาะกุ้งขาว มีความเสี่ยงจากอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นและคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงที่ผันผวน ซึ่งอาจกระทบอัตรารอด การเติบโต และปริมาณผลผลิตต่อรอบการเลี้ยง
ผลกระทบต่อสินค้าเกษตรกลุ่มนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับไร่นา หากผลผลิตลดลงหรือมีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ จะส่งผลต่อโรงสี ผู้ส่งออกข้าว โรงงานน้ำตาล ธุรกิจเอทานอล โรงงานแป้งมันสำปะหลัง อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบ
ภาคประมงแปรรูป ห้องเย็น และผู้ส่งออกอาหารทะเลก็อาจเผชิญปริมาณวัตถุดิบที่ลดลง คุณภาพไม่สม่ำเสมอ และต้นทุนการจัดหาที่สูงขึ้น ความเสี่ยงดังกล่าวอาจกดดันทั้งความสามารถในการทำกำไรและความสามารถในการรักษาส่วนแบ่งในตลาดส่งออกของไทย
สินค้าเหล่านี้อาจยังไม่ได้รับผลกระทบด้านปริมาณอย่างชัดเจนในระยะสั้น แต่มีความเสี่ยงด้านคุณภาพ ผลผลิตต่อไร่ และความสม่ำเสมอของผลผลิต หากภาวะฝนน้อย อุณหภูมิสูง หรือน้ำต้นทุนตึงตัวยืดเยื้อ
ผลกระทบอาจส่งผ่านไปยังอุตสาหกรรมแปรรูปและผู้ใช้วัตถุดิบปลายน้ำ ผ่านต้นทุนจัดหาวัตถุดิบที่สูงขึ้นและคุณภาพวัตถุดิบที่ผันผวน อย่างไรก็ตาม ปาล์มน้ำมันและยางพารายังมีปัจจัยพยุงจากบทบาทในฐานะพืชพลังงาน ทำให้ราคามีโอกาสได้รับอานิสงส์จากความผันผวนของราคาพลังงานในบางช่วง
สำหรับผลไม้ แม้จะเผชิญความเสี่ยงจากอากาศร้อน น้ำต้นทุนตึงตัว และผลผลิตที่ออกไม่สม่ำเสมอ แต่ผลผลิตในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังออกสู่ตลาดค่อนข้างมากในบางพื้นที่ จึงช่วยลดแรงกระทบด้านปริมาณได้บางส่วน อย่างไรก็ดี หากฝนทิ้งช่วงและปัญหาน้ำต้นทุนต่อเนื่องไปถึงปลายปี ความเสี่ยงด้านคุณภาพและความสม่ำเสมอของผลผลิตอาจเห็นชัดขึ้นในฤดูกาลปี 2570
ผลกระทบมีแนวโน้มส่งผ่านผ่านต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิต มากกว่าทำให้ปริมาณผลผลิตลดลงโดยตรง เพราะการผลิตส่วนใหญ่อยู่ในฟาร์มระบบปิดที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม อากาศร้อนอาจกดดันอัตราการเติบโต น้ำหนักตัว และอัตราการให้ไข่ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนควบคุมอุณหภูมิในฟาร์มเพิ่มขึ้น ต้นทุนอาหารสัตว์ก็อาจผันผวนตามราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และวัตถุดิบอาหารสัตว์นำเข้า
ผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กในห่วงโซ่ปศุสัตว์มีแนวโน้มเปราะบางเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอาหารสัตว์ ฟาร์มปศุสัตว์ โรงเชือด โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ และค้าปลีกอาหารสด เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านการบริหารต้นทุน การทำสัญญาจัดซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า ระบบควบคุมอุณหภูมิ และอำนาจต่อรองในตลาด
ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้อัตรากำไรของผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กเสี่ยงถูกกดดันมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งมีระบบบริหารฟาร์มและการกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพกว่า
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า El Niño ปี 2569-2570 ไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยงต่อผลผลิตทางการเกษตร แต่เป็นแรงกดดันที่สามารถส่งผ่านไปยังห่วงโซ่อุปทานของเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เกษตรแปรรูป อาหารสัตว์ ปศุสัตว์ ประมงแปรรูป ไปจนถึงภาคการส่งออก
หากปริมาณวัตถุดิบลดลง ต้นทุนจัดหาจะสูงขึ้นและกดดันความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ พร้อมเพิ่มแรงกดดันต่อราคาอาหารและกำลังซื้อของครัวเรือนผ่านรายได้เกษตรกรที่ฟื้นตัวจำกัด El Niño รอบนี้จึงควรถูกมองเป็นความเสี่ยงเชิงเศรษฐกิจที่ต้องบริหารจัดการล่วงหน้า ไม่ใช่เพียงความเสี่ยงด้านสภาพอากาศของภาคเกษตร
การรับมือจำเป็นต้องครอบคลุมตั้งแต่การจัดการทรัพยากรน้ำ การวางแผนเพาะปลูกให้เหมาะสมกับน้ำต้นทุน การพัฒนาสายพันธุ์พืชที่ทนต่อสภาพอากาศ การสำรองวัตถุดิบ และการกระจายแหล่งจัดซื้อของภาคธุรกิจ ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อจำกัดความเสียหายต่อผลผลิต รายได้เกษตรกร ความมั่นคงทางอาหาร และความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะยาว