Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เอลนีโญจ่อทุบเกษตรไทย ผลผลิตลด-ต้นทุนพุ่ง-รายได้หด ข้าว-อ้อยเสี่ยงหนัก
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เอลนีโญจ่อทุบเกษตรไทย ผลผลิตลด-ต้นทุนพุ่ง-รายได้หด ข้าว-อ้อยเสี่ยงหนัก

10 ก.ค. 69
17:27 น.
แชร์

ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงระลอกใหม่จากการกลับมาของภาวะ El Niño ในช่วงปี 2569-2570 ซึ่งมีแนวโน้มก่อตัวเร็ว ยืดเยื้อ และอาจรุนแรงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต หากสถานการณ์พัฒนาไปตามที่คาด ปริมาณฝนอาจลดลง ฝนทิ้งช่วงยาวนานขึ้น และอุณหภูมิสูงกว่าปกติ โดยผลกระทบจะเริ่มชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และมีโอกาสต่อเนื่องไปถึงฤดูกาลเพาะปลูกปี 2570

รายงานจาก SCB EIC ระบุว่า แม้น้ำต้นทุนในเขื่อนหลักของไทยยังอยู่ในระดับที่พอบริหารจัดการได้ในระยะสั้น แต่ความเสี่ยงไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่เกษตรที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ซึ่งมีความเปราะบางต่อภาวะฝนน้อยและฝนทิ้งช่วงมากกว่าพื้นที่อื่น หากฝนในช่วงปลายฤดูไม่เพียงพอ น้ำต้นทุนสำหรับการเพาะปลูกในปีถัดไปอาจเริ่มตึงตัวมากขึ้น

ความเสี่ยงจาก El Niño ยังเกิดขึ้นในช่วงที่เกษตรกรไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง ทั้งค่าปุ๋ย พลังงาน และวัตถุดิบทางการเกษตร ขณะที่ความผันผวนของตลาดปุ๋ยโลกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนด้านราคาและอุปทาน ทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกมีโอกาสปรับสูงขึ้นในช่วงที่ผลผลิตกลับมีแนวโน้มลดลง

เมื่อผลผลิตลดลงพร้อมกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รายได้เกษตรกรจึงมีความเสี่ยงหดตัวต่อเนื่อง แม้ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดอาจปรับสูงขึ้นตามปริมาณอุปทานที่ลดลง แต่แรงหนุนด้านราคาอาจไม่เพียงพอชดเชยความเสียหายจากผลผลิตและคุณภาพที่ลดลงทั้งหมด โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน การบริหารจัดการน้ำ และความสามารถในการรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

สินค้าเกษตรที่มีความเสี่ยงสูงสุด ได้แก่ ข้าวเปลือก อ้อย มันสำปะหลัง และประมง เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อภาวะฝนน้อย น้ำต้นทุนตึงตัว และอุณหภูมิที่สูงขึ้น ผลกระทบยังอาจลุกลามไปถึงโรงสี โรงงานน้ำตาล โรงงานแป้งมัน อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป และผู้ส่งออก ทำให้ El Niño รอบนี้ไม่ใช่เพียงความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ แต่เป็นแรงกดดันที่อาจส่งผ่านไปยังรายได้ภาคเกษตร ต้นทุนภาคธุรกิจ และห่วงโซ่อุปทานของเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง

El Niño กลับมาเร็ว เสี่ยงลากยาวและรุนแรงกว่าปกติ

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ El Niño รอบใหม่ที่ก่อตัวเร็วและอาจยืดเยื้อกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต โดยมีภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยเร่งให้ผลกระทบรุนแรงยิ่งขึ้น National Oceanic and Atmospheric Administration หรือ NOAA ประกาศอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2569 ว่า โลกกำลังเข้าสู่ภาวะ El Niño และประเมินว่ามีโอกาส 63% ที่ปรากฏการณ์ครั้งนี้จะพัฒนาเป็น Very strong El Niño

สัญญาณสำคัญประการแรกมาจากการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน เครื่องชี้หลายตัวสะท้อนตรงกันว่าระบบมหาสมุทรกำลังเปลี่ยนผ่านจาก La Niña ไปสู่ El Niño อย่างรวดเร็ว โดย Relative Oceanic Niño Index หรือ RONI ซึ่งใช้วัดความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณ Niño 3.4 เมื่อเทียบกับอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเขตร้อนทั่วโลก ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2569 จากภาวะ La Niña เข้าสู่ภาวะเป็นกลาง และเริ่มส่งสัญญาณเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ El Niño

เมื่อพิจารณาเป็นรายพื้นที่ การอุ่นตัวเริ่มปรากฏชัดจากฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกก่อน ดัชนี Niño 1+2 ซึ่งสะท้อนอุณหภูมิผิวน้ำทะเลใกล้ชายฝั่งเปรูและเอกวาดอร์ เพิ่มขึ้นถึง 2.1 องศาเซลเซียสในเดือนมิถุนายน 2026 แสดงให้เห็นว่ามวลน้ำอุ่นกำลังก่อตัวอย่างรุนแรงในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก

ความร้อนดังกล่าวเริ่มแผ่ขยายเข้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง สะท้อนจากดัชนี Niño 3.4 ที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 0.9 องศาเซลเซียส สูงกว่าเกณฑ์ El Niño ที่กำหนดไว้ที่ 0.5 องศาเซลเซียส พัฒนาการของอุณหภูมิในทั้งสองบริเวณบ่งชี้ว่า El Niño ได้เริ่มก่อตัวแล้ว หากอุณหภูมิบริเวณ Niño 3.4 ยังคงเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ความเป็นไปได้ที่ El Niño รอบนี้จะมีความรุนแรงใกล้เคียงกับเหตุการณ์ปี 2558-2559 ก็จะยิ่งสูงขึ้น

เหตุการณ์ปี  2558-2559 ถือเป็นหนึ่งใน Very strong El Niño ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้เกิดทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมในหลายภูมิภาค และกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประชากรกว่า 60 ล้านคนทั่วโลก การเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ดังกล่าวจึงสะท้อนถึงความเสี่ยงที่ El Niño รอบใหม่อาจสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและการเกษตรในวงกว้าง

สัญญาณประการที่สองมาจากชั้นบรรยากาศ ซึ่งเริ่มตอบสนองต่อการอุ่นตัวของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนมากขึ้น ดัชนี Southern Oscillation Index หรือ SOI ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง และลดลงมาอยู่ที่ -1.5 ในเดือนพฤษภาคม 2026 บ่งชี้ว่าความแตกต่างของความกดอากาศระหว่างฝั่งตะวันออกและตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกกำลังลดลง ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของการก่อตัวของ El Niño

หาก SOI ปรับลดลงต่อเนื่องควบคู่กับการเพิ่มขึ้นของดัชนี Niño 3.4 จะเป็นสัญญาณว่าลมการค้ากำลังอ่อนกำลังลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อแรงลมลดลง มวลน้ำอุ่นจะเคลื่อนตัวไปสะสมในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกมากขึ้น และยิ่งสนับสนุนให้ El Niño ทวีความรุนแรง

การที่ El Niño 2569-2570 ก่อตัวขึ้นภายในเวลาเพียงประมาณสองปีหลังจากรอบปี 2566 สะท้อนว่าโลกอาจกำลังเผชิญความผันผวนของระบบภูมิอากาศที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้น แม้ El Niño จะเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่เกิดเป็นวัฏจักร แต่ภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิพื้นฐานของมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่เพิ่มพลังงานความร้อนให้กับระบบภูมิอากาศ

ความน่ากังวลของ El Niño รอบนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงการกลับมาเร็วกว่าที่คาด แต่รวมถึงความเสี่ยงที่จะพัฒนาอย่างรวดเร็ว ลากยาว และรุนแรงกว่าปกติ โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการสะสมพลังงานความร้อนใต้ผิวน้ำทะเลบริเวณเส้นศูนย์สูตรแปซิฟิก ซึ่ง NCEP รายงานว่าปรับสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2026

ความร้อนที่สะสมอยู่ใต้ผิวน้ำเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่พร้อมดันมวลน้ำอุ่นขึ้นสู่ผิวน้ำและแผ่ขยายเข้าสู่แปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกได้อย่างรวดเร็ว เมื่อผนวกกับอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น พลังงานดังกล่าวจึงอาจทำให้ El Niño รอบนี้มีแรงส่งมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อฝนทิ้งช่วง ภัยแล้ง และคลื่นความร้อนในหลายภูมิภาค

อีกปัจจัยหนึ่งคือการอ่อนกำลังลงของลมการค้า โดยปกติลมการค้าจะช่วยพัดพาน้ำอุ่นจากฝั่งตะวันออกไปสะสมในมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันตก พร้อมดึงน้ำเย็นจากใต้มหาสมุทรขึ้นมาทดแทน แต่เมื่อแปซิฟิกตะวันออกอุ่นตัวเร็วขึ้น ความแตกต่างของอุณหภูมิและความกดอากาศระหว่างสองฝั่งจะลดลง ทำให้ลมการค้าอ่อนกำลังและกระบวนการดึงน้ำเย็นขึ้นมาทดแทนลดลงตามไปด้วย

ภาวะดังกล่าวเปิดทางให้น้ำอุ่นคงอยู่ในแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกได้นานขึ้น ทำให้ระบบมหาสมุทรกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ยาก และเพิ่มความเสี่ยงที่ El Niño 2569-2570 จะยืดเยื้อกว่าเดิม

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภัยแล้งในบางพื้นที่ WMO ประเมินว่าอุณหภูมิช่วงกลางปี 2569 มีแนวโน้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยในเกือบทุกภูมิภาคของโลก และหาก El Niño พัฒนาแรงขึ้นในช่วงปลายปี ผลกระทบด้านความร้อนอาจทำให้ปี 2570 มีโอกาสเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

El Niño ยังอาจทำให้รูปแบบฝนโลกผันผวนมากขึ้น บางภูมิภาคอาจเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วม ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และบางส่วนของเอเชียใต้มีแนวโน้มเผชิญอากาศร้อนและแห้งแล้งมากขึ้น หลายประเทศจึงเริ่มเตรียมรับมือก่อนเกิดผลกระทบ โดยฟิลิปปินส์เริ่มประเมินความพร้อมของระบบชลประทาน เตรียมเมล็ดพันธุ์ทนแล้ง และจัดทำแผนช่วยเหลือเกษตรกรล่วงหน้า ส่วนอินโดนีเซียเร่งกระจายเครื่องสูบน้ำกว่า 80,000 เครื่อง และเตรียมมาตรการบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับฤดูแล้งที่อาจมาเร็ว ยาวนาน และรุนแรงกว่าปกติ

น้ำต้นทุนไทยยังพอรับมือ แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในครึ่งหลังของปี

ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือกับ El Niño ในช่วงต้นฤดูกาลเพาะปลูกปี 2569 แต่ผลกระทบมีแนวโน้มชัดเจนขึ้นในช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 เนื่องจากปริมาณฝนอาจต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และมีความเสี่ยงเกิดฝนทิ้งช่วงยาวนานในหลายพื้นที่

ณ ต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 39,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 55% ของความจุรวม ขณะที่น้ำใช้การได้จริงมีประมาณ 16,000 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 22% ของความจุเก็บกักสูงสุด ระดับดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี และสูงกว่าช่วงที่ไทยเผชิญ El Niño ในปี 2558-2559 และ 2566-2567

ข้อมูลนี้สะท้อนว่า น้ำต้นทุนในภาพรวมยังเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเพาะปลูกในพื้นที่ชลประทานหลักในช่วงต้นฤดูกาล อีกทั้งฝนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังช่วยพยุงสถานการณ์ โดยเฉพาะเดือนเมษายนและพฤษภาคม ซึ่งมีปริมาณฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 30 ปีประมาณ 17% และ 22% ตามลำดับ

ฝนที่มาตรงตามฤดูกาลช่วยเติมน้ำเข้าสู่อ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติ และระบบชลประทาน รวมทั้งลดแรงกดดันต่อการใช้น้ำจากเขื่อนหลักในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสนับสนุนดังกล่าวน่าจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงได้เพียงระยะสั้น เพราะตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เริ่มปรากฏสัญญาณปริมาณฝนลดลงและเกิดฝนทิ้งช่วงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก

เมื่อ El Niño รุนแรงและชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ความเสี่ยงภัยแล้งจะเพิ่มแรงกดดันต่อการบริหารจัดการน้ำและการเพาะปลูก โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่เกษตรที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ความเปราะบางอาจเริ่มเห็นชัดตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป หากเกิดฝนทิ้งช่วงยาวนาน อุณหภูมิสูงกว่าปกติ และปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

ช่วงปลายฤดูฝนถือเป็นช่วงสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นจังหวะที่น้ำฝนต้องไหลเข้าเติมอ่างเก็บน้ำ รองรับการเพาะปลูก และสำรองไว้สำหรับฤดูกาลเพาะปลูกปี 2570 หากฝนในช่วงนี้ต่ำกว่าปกติ ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่ในปี 2569 แต่จะส่งต่อไปยังน้ำต้นทุนและการจัดสรรน้ำในปีถัดไป

ความเสี่ยงไม่ได้กระจายเท่ากันทั่วประเทศ แต่แตกต่างกันตามปริมาณน้ำต้นทุน ความครอบคลุมของระบบชลประทาน และระดับการพึ่งพาน้ำฝน ภาคใต้ตอนบนและภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ชลประทานที่มีความเสี่ยงสูงกว่าภูมิภาคอื่น เพราะอ่างเก็บน้ำหลายแห่งมีปริมาณน้ำอยู่ในระดับต่ำ

ข้อมูล ณ ต้นเดือนมิถุนายน 2569 ระบุว่า อ่างเก็บน้ำหลักในภาคใต้มีปริมาณน้ำในอ่างประมาณ 54% ของความจุ และมีน้ำใช้การได้เพียง 33% ต่ำกว่าช่วง The Godzilla El Niño ปี 2558–2559 โดยเฉพาะเขื่อนแก่งกระจานและเขื่อนปราณบุรี ซึ่งมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ในระดับน้อยวิกฤติ

ภาคตะวันออกซึ่งมีความสำคัญทั้งต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมก็มีความเปราะบางเช่นกัน อ่างเก็บน้ำหลายแห่ง เช่น เขื่อนคลองสียัด เขื่อนขุนด่านปราการชล และเขื่อนนฤบดินทรจินดา มีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ในระดับน้อยวิกฤติ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปริมาณฝนในเดือนมิถุนายน 2569 ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตถึง 32%

ภาวะฝนน้อยทำให้ปริมาณน้ำไหลลงอ่างสะสมมีเพียง 8% ของค่าเฉลี่ยทั้งปี หากฝนในช่วงครึ่งหลังของปีไม่สามารถเติมน้ำได้เพียงพอ ความเสี่ยงจากการแข่งขันแย่งใช้น้ำระหว่างภาคเกษตร การอุปโภคบริโภค และภาคอุตสาหกรรมอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับพื้นที่นอกเขตชลประทาน กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงประกอบด้วยภาคเหนือฝั่งตะวันออก ภาคอีสานตอนล่าง ภาคกลางฝั่งตะวันออก ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนล่าง ข้อมูลคาดการณ์ฝนของ สสน. ระบุว่า ปริมาณฝนสะสมทั้งปี 2569 อาจอยู่ที่ 1,393 มิลลิเมตร ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 30 ปีประมาณ 106 มิลลิเมตร หรือราว 7%

พื้นที่ดังกล่าวมีสัดส่วนพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทานมากกว่า 80% ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด จึงมีความเปราะบางสูงต่อฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลกระทบจาก El Niño มีแนวโน้มชัดเจนขึ้น

สถานการณ์นี้สะท้อนว่า การก่อตัวของ El Niño รอบใหม่อาจไม่ได้กระทบเฉพาะฤดูกาลเพาะปลูกในปี 2569 แต่มีความเสี่ยงยืดเยื้อไปถึงปี 2570 หากฝนตกน้อย น้ำไหลเข้าเขื่อนไม่เพียงพอ และพื้นที่นอกเขตชลประทานเผชิญภัยแล้งรุนแรงขึ้น การเตรียมรับมือจึงควรเริ่มจากการวางแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับน้ำต้นทุน จัดลำดับการใช้น้ำ เร่งกักเก็บน้ำฝน และเตรียมแหล่งน้ำเสริมสำหรับพื้นที่เสี่ยง

รายได้เกษตรกรเสี่ยงหดตัวต่อเนื่องถึงปี 2570

การกลับมาของ El Niño เพิ่มแรงกดดันต่อรายได้เกษตรกรไทย ท่ามกลางความผันผวนทั้งด้านปริมาณและคุณภาพผลผลิต ความไม่แน่นอนของราคาสินค้าเกษตร และต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะต้นทุนปุ๋ยและพลังงาน

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ภาคเกษตรไทยเผชิญ El Niño มาแล้วหลายระลอก เหตุการณ์ปี 2558-2559 นับเป็นหนึ่งในรอบที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุด สะท้อนจากมูลค่าเพิ่มภาคเกษตรที่หดตัวต่อเนื่องจากภัยแล้งยืดเยื้อ

ในปี 2558 ปริมาณฝนสะสมเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่เพียง 1,251 มิลลิเมตร ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติ 15% และเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี พื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหายจากภัยแล้งเป็นวงกว้าง ขณะที่ผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ข้าวนาปรัง อ้อย และปาล์มน้ำมัน ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วน El Niño ปี 2566–2567 เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทของภาวะโลกร้อนที่ชัดเจนขึ้น ส่งผลให้หลายพื้นที่เผชิญอากาศร้อนและแห้งแล้ง อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงโดยรวมยังไม่เท่ากับรอบปี 2558-2559 เพราะปริมาณฝนรวมทั้งประเทศต่ำกว่าค่าเฉลี่ยไม่มากนัก ผลกระทบจึงกระจุกตัวในบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานในภาคกลางและภาคตะวันออก

นอกจากนี้ ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดยังปรับสูงขึ้นตามปริมาณอุปทานที่ลดลง จึงช่วยพยุงรายได้เกษตรกรได้บางส่วน แต่สำหรับ El Niño ปี 2569-2570 ผลกระทบมีแนวโน้มรุนแรงกว่ารอบปี 2566-2567 และในบางพื้นที่หรือบางสินค้าอาจใกล้เคียงกับเหตุการณ์ปี 2558-2559 หากพัฒนาไปสู่ระดับ Very strong El Niño

ภายใต้บริบทที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปริมาณฝนลดลง แต่ยังทำให้ความชื้นในดินระเหยเร็วขึ้น เพิ่มความต้องการใช้น้ำของพืช และทำให้พื้นที่นอกเขตชลประทานหรือพื้นที่แล้งซ้ำซากมีความเปราะบางมากขึ้น

SCB EIC จัดทำกรอบประเมินผลกระทบต่อภาคเกษตรไทยไว้สองฉากทัศน์ กรณีฐานประเมินว่า El Niño จะมีความรุนแรงปานกลาง ปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในบางช่วง แต่ยังไม่รุนแรงจนทำให้น้ำต้นทุนตึงตัวในวงกว้าง ความเสียหายจึงน่าจะกระจุกตัวในบางพื้นที่และบางสินค้า

ส่วนกรณีรุนแรงประเมินว่า El Niño อาจพัฒนาเข้าสู่ระดับ Very strong ในช่วงปลายปี 2569 ทำให้เกิดฝนทิ้งช่วงยาวนาน ปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก และน้ำต้นทุนเริ่มตึงตัวในหลายลุ่มน้ำ ส่งผลให้ภัยแล้งขยายตัวครอบคลุมพื้นที่เกษตรหลายภูมิภาค

เมื่อพิจารณาความเป็นไปได้ที่ NOAA ประเมินว่า El Niño รอบนี้มีโอกาสราว 63% ที่จะพัฒนาไปสู่ระดับ Very strong ในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 SCB EIC จึงประเมินว่า ภายใต้กรณีรุนแรง รายได้เกษตรกรไทยมีความเสี่ยงหดตัวต่อเนื่องตลอดช่วงปี 2569-2570

ในปี 2569 รายได้เกษตรกรคาดว่าจะหดตัวประมาณ 5.5% จากปีก่อน ผลกระทบจาก El Niño จะเริ่มทำให้ผลผลิตลดลงชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าเกษตรหลักบางกลุ่มยังถูกกดดันจากความสามารถในการแข่งขันในตลาดส่งออกที่ลดลง รวมถึงต้นทุนปุ๋ยและพลังงานที่อยู่ในระดับสูง

ปี 2570 ผลกระทบมีแนวโน้มชัดเจนและครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น ทั้งปริมาณและคุณภาพผลผลิตอาจลดลง แม้ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดมีโอกาสเพิ่มขึ้นตามอุปทานที่ลดลง แต่แรงหนุนด้านราคาอาจไม่เพียงพอชดเชยความเสียหายด้านผลผลิตทั้งหมด ทำให้รายได้เกษตรกรยังมีแนวโน้มหดตัวต่ออีกราว 1.7%

ความเสี่ยงดังกล่าวอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจผ่านหลายช่องทาง ทั้งกำลังซื้อของครัวเรือนเกษตร ต้นทุนวัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรม และราคาอาหาร หากรายได้เกษตรกรลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนการผลิตยังอยู่ในระดับสูง ความสามารถในการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพหรือปรับตัวต่อสภาพอากาศก็จะยิ่งจำกัดลง

ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และประมงเสี่ยงสูงสุด กระทบต่อเนื่องถึงภาคอุตสาหกรรม

ผลกระทบจาก El Niño จะแตกต่างกันตามระดับการพึ่งพาน้ำ ความอ่อนไหวต่ออุณหภูมิ พื้นที่เพาะปลูก ความสามารถของราคาที่จะช่วยชดเชยรายได้ และความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยสินค้าเกษตรสามารถแบ่งตามระดับความเสี่ยงได้เป็นสามกลุ่ม

  • กลุ่มที่มีความเสี่ยงรุนแรงประกอบด้วยข้าวเปลือก อ้อย มันสำปะหลัง และประมง

สินค้าเหล่านี้มีความเปราะบางต่อฝนน้อย ฝนทิ้งช่วง และอุณหภูมิสูง โดยเฉพาะข้าวนาปีในพื้นที่นอกเขตชลประทานและข้าวนาปรัง ซึ่งอาจเผชิญข้อจำกัดด้านน้ำต้นทุนมากขึ้นในฤดูกาลเพาะปลูกปี 2570

สำหรับอ้อย ภัยแล้งอาจทำให้น้ำหนักผลผลิต ค่าความหวาน และปริมาณน้ำตาลที่สกัดได้ลดลง ส่วนมันสำปะหลัง แม้จะทนแล้งได้ดีกว่าพืชหลายชนิด แต่หากเกิดฝนทิ้งช่วงในระยะปลูกหรือช่วงที่ต้นมันกำลังตั้งตัว อาจกระทบทั้งอัตรารอด ผลผลิตต่อไร่ และปริมาณเชื้อแป้ง

El Niño ยังอาจซ้ำเติมความเปราะบางเดิมของมันสำปะหลังจากการระบาดของโรคใบด่าง ทำให้ความเสี่ยงด้านปริมาณและคุณภาพผลผลิตเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคประมงเพาะเลี้ยง โดยเฉพาะกุ้งขาว มีความเสี่ยงจากอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นและคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงที่ผันผวน ซึ่งอาจกระทบอัตรารอด การเติบโต และปริมาณผลผลิตต่อรอบการเลี้ยง

ผลกระทบต่อสินค้าเกษตรกลุ่มนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับไร่นา หากผลผลิตลดลงหรือมีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ จะส่งผลต่อโรงสี ผู้ส่งออกข้าว โรงงานน้ำตาล ธุรกิจเอทานอล โรงงานแป้งมันสำปะหลัง อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบ

ภาคประมงแปรรูป ห้องเย็น และผู้ส่งออกอาหารทะเลก็อาจเผชิญปริมาณวัตถุดิบที่ลดลง คุณภาพไม่สม่ำเสมอ และต้นทุนการจัดหาที่สูงขึ้น ความเสี่ยงดังกล่าวอาจกดดันทั้งความสามารถในการทำกำไรและความสามารถในการรักษาส่วนแบ่งในตลาดส่งออกของไทย

  • กลุ่มที่มีความเสี่ยงระดับปานกลาง ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้

สินค้าเหล่านี้อาจยังไม่ได้รับผลกระทบด้านปริมาณอย่างชัดเจนในระยะสั้น แต่มีความเสี่ยงด้านคุณภาพ ผลผลิตต่อไร่ และความสม่ำเสมอของผลผลิต หากภาวะฝนน้อย อุณหภูมิสูง หรือน้ำต้นทุนตึงตัวยืดเยื้อ

ผลกระทบอาจส่งผ่านไปยังอุตสาหกรรมแปรรูปและผู้ใช้วัตถุดิบปลายน้ำ ผ่านต้นทุนจัดหาวัตถุดิบที่สูงขึ้นและคุณภาพวัตถุดิบที่ผันผวน อย่างไรก็ตาม ปาล์มน้ำมันและยางพารายังมีปัจจัยพยุงจากบทบาทในฐานะพืชพลังงาน ทำให้ราคามีโอกาสได้รับอานิสงส์จากความผันผวนของราคาพลังงานในบางช่วง

สำหรับผลไม้ แม้จะเผชิญความเสี่ยงจากอากาศร้อน น้ำต้นทุนตึงตัว และผลผลิตที่ออกไม่สม่ำเสมอ แต่ผลผลิตในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังออกสู่ตลาดค่อนข้างมากในบางพื้นที่ จึงช่วยลดแรงกระทบด้านปริมาณได้บางส่วน อย่างไรก็ดี หากฝนทิ้งช่วงและปัญหาน้ำต้นทุนต่อเนื่องไปถึงปลายปี ความเสี่ยงด้านคุณภาพและความสม่ำเสมอของผลผลิตอาจเห็นชัดขึ้นในฤดูกาลปี 2570

  • กลุ่มที่มีความเสี่ยงค่อนข้างจำกัด ได้แก่ ปศุสัตว์และเกษตรระบบฟาร์มปิด เช่น ไก่เนื้อ ไก่ไข่ และสุกร

ผลกระทบมีแนวโน้มส่งผ่านผ่านต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิต มากกว่าทำให้ปริมาณผลผลิตลดลงโดยตรง เพราะการผลิตส่วนใหญ่อยู่ในฟาร์มระบบปิดที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม อากาศร้อนอาจกดดันอัตราการเติบโต น้ำหนักตัว และอัตราการให้ไข่ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนควบคุมอุณหภูมิในฟาร์มเพิ่มขึ้น ต้นทุนอาหารสัตว์ก็อาจผันผวนตามราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และวัตถุดิบอาหารสัตว์นำเข้า

ผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กในห่วงโซ่ปศุสัตว์มีแนวโน้มเปราะบางเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอาหารสัตว์ ฟาร์มปศุสัตว์ โรงเชือด โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ และค้าปลีกอาหารสด เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านการบริหารต้นทุน การทำสัญญาจัดซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า ระบบควบคุมอุณหภูมิ และอำนาจต่อรองในตลาด

ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้อัตรากำไรของผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กเสี่ยงถูกกดดันมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งมีระบบบริหารฟาร์มและการกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพกว่า

ภาพรวมจึงสะท้อนว่า El Niño ปี 2569-2570 ไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยงต่อผลผลิตทางการเกษตร แต่เป็นแรงกดดันที่สามารถส่งผ่านไปยังห่วงโซ่อุปทานของเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เกษตรแปรรูป อาหารสัตว์ ปศุสัตว์ ประมงแปรรูป ไปจนถึงภาคการส่งออก

หากปริมาณวัตถุดิบลดลง ต้นทุนจัดหาจะสูงขึ้นและกดดันความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ พร้อมเพิ่มแรงกดดันต่อราคาอาหารและกำลังซื้อของครัวเรือนผ่านรายได้เกษตรกรที่ฟื้นตัวจำกัด El Niño รอบนี้จึงควรถูกมองเป็นความเสี่ยงเชิงเศรษฐกิจที่ต้องบริหารจัดการล่วงหน้า ไม่ใช่เพียงความเสี่ยงด้านสภาพอากาศของภาคเกษตร

การรับมือจำเป็นต้องครอบคลุมตั้งแต่การจัดการทรัพยากรน้ำ การวางแผนเพาะปลูกให้เหมาะสมกับน้ำต้นทุน การพัฒนาสายพันธุ์พืชที่ทนต่อสภาพอากาศ การสำรองวัตถุดิบ และการกระจายแหล่งจัดซื้อของภาคธุรกิจ ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อจำกัดความเสียหายต่อผลผลิต รายได้เกษตรกร ความมั่นคงทางอาหาร และความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะยาว


แชร์
เอลนีโญจ่อทุบเกษตรไทย ผลผลิตลด-ต้นทุนพุ่ง-รายได้หด ข้าว-อ้อยเสี่ยงหนัก