
เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือเครือซีพี อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป และทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ Amazon และ Amazon Web Services (AWS) เพื่อเร่งการนำ Cloud และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในธุรกิจ พร้อมตั้งเป้ายกระดับทักษะด้าน Cloud และ AI ให้คนไทย 3 ล้านคนทั่วประเทศ
ความร่วมมือที่วางกรอบการทำงานไว้ 5 ปี ครอบคลุมธุรกิจตั้งแต่โทรคมนาคม บริการทางการเงิน ค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ รวมถึงการพัฒนา AI Center of Excellence โดย AWS จะเข้ามาทำงานร่วมกับเครือซีพี อไรซ์ และทรู เพื่อนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจและการพัฒนาบุคลากร
การประกาศความร่วมมือเกิดขึ้นในงาน “Thailand AI National Mission” ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 โดยมี ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป และประธานกรรมการ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะกรรมการบริหารด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป และประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น และ ไฮเม่ วัลเลส์ Vice President และ Managing Director, Asia Pacific, Japan & China ของ Amazon Web Services ร่วมประกาศความร่วมมือ พร้อมพูดถึงทิศทางการนำ AI มาใช้และเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลาง AI ของภูมิภาค
ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือซีพี ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป และประธานกรรมการ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวถึงโอกาสของประเทศไทยจากการมาของ AI ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยมองว่า หากประเทศไทยต้องการขยับจากประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่ประชากรมีความมั่งคั่งมากขึ้น AI และธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องจะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการมีเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการนำ AI ไปใช้ให้เกิดประโยชน์และการปรับตัวให้ได้เร็วเพียงใด
ศุภชัยกล่าวว่า การมาของ AI เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่เห็นได้ไม่บ่อยในช่วงชีวิตคนคนหนึ่ง และมองว่าช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
ศุภชัยยกข้อมูลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ International Institute for Management Development (IMD) ซึ่งประเทศไทยอยู่อันดับ 26 ของโลก ใกล้เคียงกับอันดับขนาดเศรษฐกิจ และมองว่า การเปลี่ยนแปลงจาก AI จะเป็นอีกตัวแปรที่กำหนดว่าไทยจะสามารถขยับขึ้นไปได้มากน้อยเพียงใด
ศุภชัยยังกล่าวถึงประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่าอัตราการเติบโตจะอยู่ที่เฉลี่ยปีละ 2.2% แต่การเปลี่ยนแปลงจาก AI อาจช่วยผลักดันการเติบโตขึ้นไปสู่อัตรา 2.8% และในกรณี best case อาจอยู่ที่ 3.2%
อย่างไรก็ตาม ศุภชัยมองว่าโลกอาจประเมินผลกระทบของ AI ต่ำเกินไป เพราะหากเทคโนโลยีถูกนำไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นอาจมากกว่าที่สะท้อนผ่านตัวเลขการเติบโตของ GDP
ศุภชัยอธิบายว่า ห่วงโซ่คุณค่าของ AI (AI value chain) ประกอบด้วย 5 ส่วน เริ่มตั้งแต่ฐานรากอย่างพลังงาน ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อการพัฒนา AI ต้องใช้พลังงานสูง ตามด้วยชิปในฐานะเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนการประมวลผล จากนั้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์
ส่วนถัดมา คือ AI Model ซึ่งศุภชัยมองว่า ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ควรเริ่มคิดถึงการพัฒนา AI Model ของตัวเอง ภายใต้แนวคิด Sovereign AI เนื่องจากข้อมูลมีทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจและความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ
ส่วนปลายทางของห่วงโซ่คือ Applications หรือการนำ AI ไปใช้สร้างมูลค่าในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นอีกส่วนที่ศุภชัยให้ความสำคัญ โดยศุภชัยมองว่า การที่เครือซีพี อไรซ์ และทรู มีพันธมิตรอย่าง Amazon และ AWS จะช่วยสนับสนุนการนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริง และจะเป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศที่ทั้งสองฝ่ายต้องการผลักดันให้เกิดขึ้น
ศุภชัยมองว่า ประเทศไทยมีโอกาสที่จะสร้างบทบาทในห่วงโซ่คุณค่าของ AI โดยเฉพาะในส่วนพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมอธิบายว่า การเป็นศูนย์กลางด้านดาต้าเซ็นเตอร์หรือเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน AI ไม่ได้หมายถึงมูลค่าที่จะเกิดขึ้นเฉพาะกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่หาก AI ถูกนำเข้าไปอยู่ในระบบการทำงานของอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงชีวิตประจำวัน ก็จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจ ห่วงโซ่อุปทาน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสนับสนุนการส่งออกสินค้าที่อยู่ในระบบนิเวศนี้
“ตอนนี้ประเทศไทยเรามีโอกาสที่จะสร้าง AI value chain ให้เกิดขึ้น” ศุภชัยกล่าว พร้อมระบุว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงที่มีการพัฒนานโยบายเพื่อผลักดันตัวเองสู่การเป็น AI hub ในระดับภูมิภาค และเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ของห่วงโซ่ AI ในระดับโลก
โครงสร้างพื้นฐานที่ศุภชัยเน้นเป็นพิเศษ คือ ดาต้าเซ็นเตอร์ โดยยกตัวเลขมาให้ดูว่า ปัจจุบันสหรัฐฯ มีกำลังการผลิตดาต้าเซ็นเตอร์ราว 53.7 GW (กิกะวัตต์) จีน 31.9 GW เกาหลีใต้ 5 GW ญี่ปุ่น 1.5 GW และสิงคโปร์ 1 GW ขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 0.2 GW
ศุภชัยกล่าวว่า การลงทุนตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และภายใน 5 ปีอาจมีโอกาสขยายกำลังการผลิตไปอยู่ที่ประมาณ 10 GW ซึ่งจะทำให้ไทยมีบทบาทมากขึ้นในฐานะศูนย์กลางด้านดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี และ AI ของภูมิภาค และมองว่าตัวเลขอัตราการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์มีโอกาสเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก
อย่างไรก็ตาม การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพร้อม อีกสิ่งที่ศุภชัยมองว่ามีความสำคัญ คือ การดึงระบบนิเวศ AI เข้ามาอยู่ในประเทศไทย โดยไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง หรือเรียกว่า ‘AI Readiness’ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาใช้งาน จนถึงเรื่องอธิปไตยทางเทคโนโลยี
อีกด้านที่ศุภชัยมองว่าเป็นเรื่องที่ไทยควรสร้างอย่างเร่งด่วน คือ จำนวนบุคลากรด้าน AI โดยยกตัวเลขมาให้ดูว่า สหรัฐฯ มีบุคลากรด้าน AI ราว 200,000 คน จีนมีประมาณ 125,000 คน และสิงคโปร์มี 6,610 คน ขณะที่ประเทศไทยมีเพียงประมาณ 1,000 คน
ตัวเลขนี้เกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศต่างแข่งขันกันดึงดูดบุคลากรด้าน AI ขณะเดียวกันก็เร่งพัฒนาคนของตัวเอง ซึ่งศุภชัยมองว่าไทยจำเป็นต้องเพิ่มทั้งจำนวนบุคลากรและสัดส่วนของผู้ที่มีทักษะด้าน AI ในระดับสูง เพื่อให้สามารถแข่งขันในภูมิภาคได้
นี่จึงเป็นที่มาของเป้าหมายของกลุ่มซีพี อไรซ์ และทรู ในการพัฒนาทักษะด้าน AI ให้คนไทย 3 ล้านคน ผ่านความร่วมมือกับ AWS และการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยความร่วมมือจะครอบคลุมทั้งหลักสูตรการเรียนรู้ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ การรับรองทักษะ และการเปิดโอกาสให้นำความรู้ไปใช้จริง
ศุภชัยกล่าวว่า เครือซีพีต้องการเรียนรู้จาก Amazon และขยายความร่วมมือไปยังสถาบันการศึกษาและภาครัฐ เพื่อสร้างเครือข่ายที่จะช่วยผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในวงกว้าง
ศุภชัยเสนอ 5 ยุทธศาสตร์ที่ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันผลักดัน เพื่อพาประเทศไทยไปสู่การเป็น ‘AI Nation’ หรือประเทศที่มีความพร้อมและมีบทบาทในระบบนิเวศ AI ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี บุคลากร ไปจนถึงการนำ AI ไปใช้จริง
1. Regional Tech Hub – ปั้นไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค
ศุภชัยกล่าวว่า ประเทศไทยต้องทำให้ตัวเองเป็น regional tech hub เพราะหากไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคได้ ไทยก็อาจเป็นเพียงผู้ใช้งาน AI โดยไม่ได้เป็นผู้พัฒนาและผู้ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะทำให้ศักยภาพการแข่งขันของประเทศไม่สูงขึ้นเท่าที่ควร
2. AI Startup Ecosystem – สร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพ
ยุทธศาสตร์ที่สอง คือ การสร้าง AI startup ecosystem ซึ่งศุภชัยมองว่าเป็นการสร้างวัฒนธรรมของนวัตกรรม และเป็นส่วนสำคัญของการทรานสฟอร์มประเทศ เพราะสตาร์ทอัปในวันนี้ก็คือ SME ในวันข้างหน้า และอาจเติบโตไปเป็นยูนิคอร์น ซึ่งจะเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ทั่วถึงมากขึ้น
ศุภชัยกล่าวว่า เป้าหมายของกลุ่มซีพีและ Amazon คือ การส่งเสริมให้เกิด tech startup ประมาณ 20,000 ราย ซึ่งตัวเลขนี้ยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ ซึ่งมีประมาณ 50,000 ราย ทั้งนี้ หากสตาร์ทอัป 20,000 ราย ใช้บุคลากรเฉลี่ยรายละ 50 คน จะมีการจ้างงาน 1 ล้านคน และหากการลงทุนใน tech startup อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านดอลลาร์ต่อราย จะคิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
ศุภชัยมองว่า การสร้าง startup ecosystem จำเป็นต้องมีกลไกดึงดูดเงินทุนจาก venture capital ระดับโลกเข้ามาในไทย โดยยกตัวอย่างสิงคโปร์ที่มีมาตรการจูงใจและระบบ match fund ขณะเดียวกัน corperate ไทยก็ควรเข้ามามีบทบาทด้วยการตั้ง VC เพื่อลงทุนในสตาร์ทอัป เพื่อช่วยให้เกิดระบบนิเวศและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น
“ทุก corporate ควรตั้ง VC เพื่อลงทุนในสตาร์ทอัป เพราะนี่เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เกิด ecosystem และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้เร็วที่สุด” รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป และประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าว
3. Global Talent Destination – ดึงดูดบุคลากร AI ระดับโลก
ศุภชัยมองว่า หากไทยต้องการเป็น innovation hub และเป็นส่วนหนึ่งของ AI value chain ก็จำเป็นต้องดึงดูดบุคลากรระดับโลกเข้ามาทำงานในประเทศ แต่การสร้างแรงดึงดูดยังต้องอาศัยการปรับปรุงหลายด้าน ตั้งแต่ความสะดวก ความปลอดภัย ไปจนถึงการรองรับการย้ายเข้ามาทำงานพร้อมครอบครัว เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพมากพอที่จะแข่งขันกับประเทศอื่นซึ่งต่างต้องการเป็นศูนย์กลางด้าน AI และสร้าง ecosystem ของตัวเอง
4. Reform Education — ใช้ AI เป็นโอกาสปฏิรูปการศึกษา
ศุภชัยมองว่าการเปลี่ยนแปลงจาก AI เป็นโอกาสให้ไทยปฏิรูปการศึกษา โดยปัจจุบันมีนักศึกษามหาวิทยาลัยประมาณ 2 ล้านคน และนักเรียนอาชีวศึกษาประมาณ 800,000 คน หากนำ AI เข้าไปอยู่ในหลักสูตร และเปิดโอกาสให้นักศึกษารวมทีมพัฒนาโครงการ tech startup ด้าน AI ก็จะเป็นการสร้างประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่ตั้งแต่ในระบบการศึกษา และช่วยสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยี
ศุภชัยเสนอแนวคิดให้นักศึกษารวมทีมละ 10 คน หากใช้ฐานนักศึกษามหาวิทยาลัย 2 ล้านคน จะสามารถเกิดโครงการหรือ tech startup จำลองได้ประมาณ 200,000 โครงการ และหากสนับสนุนเงินทุนโครงการละ 1 ล้านบาท จะคิดเป็นเงินประมาณ 200,000 ล้านบาท โดยมองว่าหากเกิดยูนิคอร์นขึ้นมาเพียงบางส่วน ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นก็จะมีมูลค่าสูงกว่าการลงทุนตั้งต้น
5. AI Governance – วางกติกาควบคู่การพัฒนา
ศุภชัยมองว่าการเปลี่ยนแปลงจาก AI จำเป็นต้องเดินควบคู่กับเรื่องธรรมาภิบาลและจริยธรรม ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน
หนึ่งในแนวทาง คือ การพัฒนาภาครัฐจาก e-Government ไปสู่ AI Government เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานภาครัฐ ความโปร่งใส และ productivity อีกด้านคือการพัฒนา Digital ID รวมถึงโครงสร้างบริการดิจิทัลและ personal data twin เพื่อรองรับการให้บริการประชาชน
ส่วน Sovereign AI เป็นอีกประเด็นที่ศุภชัยให้ความสำคัญ โดยมองว่าข้อมูลมีทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจและความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ ดังนั้นการนำ AI มาใช้จึงต้องมี governance ที่ทำให้เกิดความมั่นคงควบคู่กันไป
หลังจากศุภชัยวางภาพใหญ่ของประเทศไทยแล้ว ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะกรรมการบริหารด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป และประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวถึงสิ่งที่ความร่วมมือระหว่างเครือซีพี อไรซ์ ทรู และ Amazon จะดำเนินการว่า AI จะสร้างคุณค่าที่แท้จริงได้เมื่อสามารถยกระดับคุณภาพชีวิต เติมเต็มประสบการณ์ของลูกค้า เปลี่ยนวิถีการดำเนินธุรกิจ และเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาวที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งของเครือเจริญโภคภัณฑ์ อไรซ์ และทรู เข้ากับเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมระดับโลกของ Amazon และ AWS ภายใต้ความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อน 5 กลยุทธ์พลิกเกม AI ประเทศไทยในระยะยาว 5 ปี ร่วมกันเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้าน AI ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าทั่วทั้งเครือซีพี พลิกโฉมธุรกิจค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ ปั้นธนาคารยุคใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในทุกกระบวนการ (AI-Native Bank) ผ่าน Ascend Money
รวมถึงการวางโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงและยืดหยุ่นภายใต้อธิปไตยของประเทศไทย และการเสริมทักษะและความเชี่ยวชาญด้าน AI ให้คนไทยกว่า 3 ล้านคน โดยมีหลักการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบเป็นรากฐานของทุกสิ่งที่ทำ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของโลก พร้อมรักษาความไว้วางใจ การกำกับดูแล และขีดความสามารถที่จำเป็นไว้ในประเทศ และเปลี่ยน AI ให้เป็นพลังขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศไทยได้ในระยะยาว
ไฮเม่ วัลเลส์ Vice President และ Managing Director, Asia Pacific, Japan & China ของ Amazon Web Services กล่าวว่า AWS นำศักยภาพด้านคลาวด์และ AI ที่ครอบคลุมที่สุด ควบคู่กับวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมมาช่วยยกระดับการสร้างสรรค์นวัตกรรม การพัฒนา และการเติบโตของประเทศไทย
“ความร่วมมือกับเครือซีพี อไรซ์ และทรู คอร์ปอเรชั่น มีเป้าหมายเพื่อเร่งการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในภาคโทรคมนาคม บริการทางการเงิน ค้าปลีก และการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างให้เกิดขึ้นจริงทั่วประเทศ”
ความร่วมมือระหว่างเครือซีพี อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป ทรู คอร์ปอเรชั่น และ AWS วางกรอบการทำงานตลอด 5 ปี ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาคน โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการนำ AI เข้าไปใช้ในธุรกิจหลักของกลุ่ม โดยมี 5 มิติสำคัญ ได้แก่
1. พัฒนาทักษะ Cloud และ AI ให้คนไทย 3 ล้านคน
เครือซีพี อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป และทรู คอร์ปอเรชั่น ตั้งเป้าร่วมกับ AWS พัฒนาความพร้อมด้าน cloud และ AI ให้คนไทย 3 ล้านคนทั่วประเทศ รวมถึงพนักงานในเครือซีพี ผ่านหลักสูตรการเรียนรู้ด้าน AI การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ การรับรองทักษะ และโปรแกรมนวัตกรรมที่เปิดโอกาสให้นำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริง เพื่อเพิ่มความพร้อมในการนำ AI ไปใช้และพัฒนาบุคลากรด้าน AI ให้กับประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังเปิดตัว ‘AI FOR ALL’ เวทีการแข่งขัน AI Innovation Hackathon ระดับประเทศ ซึ่งขับเคลื่อนร่วมกับ AWS เปิดโอกาสให้คนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั้งคนทำงาน นิสิตนักศึกษา และประชาชนทั่วไป ร่วมพัฒนาต้นแบบ generative AI เพื่อแก้โจทย์และความท้าทายสำคัญของประเทศ เช่น สาธารณสุข เกษตรกรรม และการศึกษา
2. โทรคมนาคม เดินหน้าสู่ AI-First Organization
ความร่วมมือครั้งนี้สนับสนุนเป้าหมายของทรู คอร์ปอเรชั่น ในการก้าวสู่การเป็น AI-First Organization โดย AWS และเครือซีพีจะร่วมพัฒนาแนวทางบริหารจัดการระบบ cloud เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของแอปพลิเคชัน ตลอดจนเสริมความมั่นคงปลอดภัยและการกำกับดูแลทั่วทั้งระบบไอทีของทรู
แผนงานครอบคลุมการนำ AI มาใช้กับการบริการลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัล ระบบบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (predictive maintenance) และการแก้ไขปัญหาเครือข่ายแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มระดับการทำงานแบบอัตโนมัติและลดการดำเนินงานด้วยตนเอง ขณะที่ทรูมีแผนศึกษาการนำบริการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ Amazon Leo มาใช้ในประเทศไทยผ่านผู้ได้รับอนุญาตตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
3. บริการทางการเงิน ใช้ AI ตั้งแต่ประเมินเครดิตถึงบริการเฉพาะบุคคล
แอสเซนด์ มันนี่ บริษัทฟินเทคในกลุ่มพันธมิตรของอไรซ์ มีแผนใช้ AWS รองรับระบบวิเคราะห์และประเมินเครดิตด้วย AI รวมถึงกระบวนการให้สินเชื่อ (loan origination) เพื่อช่วยขยายโอกาสให้แก่คนไทยกลุ่มที่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทางการเงิน
ขณะเดียวกัน ยังมีแผนนำ AI มาเสริมประสิทธิภาพระบบ e-KYC และการตรวจจับการทุจริต ตลอดจนยกระดับการบริหารการเงินและการสร้างความมั่งคั่งแบบเฉพาะบุคคล เพื่อให้สามารถนำเสนอบริการทางการเงินที่สอดคล้องกับรูปแบบและความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ดียิ่งขึ้น
4. AI Center of Excellence ต่อยอดการใช้งานทั่วเครือซีพี
AI Center of Excellence ของเครือซีพีจะได้รับการสนับสนุนจาก AWS เพื่อเร่งสร้างนวัตกรรมและความเป็นเลิศด้านปฏิบัติการทั่วทั้งเครือซีพี โดยระยะแรกมุ่งเน้นการพัฒนาระบบอัตลักษณ์ลูกค้าแบบรวมศูนย์ (unified customer identity system – Single ID) การเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจรีเทลและซัปพลายเชน การทรานส์ฟอร์มประสบการณ์ลูกค้า และการพัฒนาบริการดิจิทัลยุคใหม่
AWS ยังนำเครื่องมือ AI มาช่วยเสริมศักยภาพการทำงานของเครือซีพี อาทิ Kiro เครื่องมือพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วย AI และ Amazon Quick ผู้ช่วย generative AI สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมจัดทีมผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาเข้าทำงานร่วมกับทีมเทคโนโลยีของเครือซีพีและทรู
5. ค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ พลิกโฉมประสบการณ์ช้อปปิ้งกว่า 19,000 จุดบริการ
เครือซีพีมีเป้าหมายทรานส์ฟอร์มจุดให้บริการกว่า 19,000 แห่งของ 7-Eleven, Lotus’s และ Makro ตั้งแต่การคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า การนำเสนอสินค้าและข้อเสนอที่ตรงกับความต้องการ ไปจนถึงการบริหารจัดการตลอดเส้นทางการช้อปปิ้ง
ความร่วมมือกับ AWS จะครอบคลุมการพัฒนาระบบวางแผนซัปพลายเชนบน cloud การใช้ machine learning คาดการณ์ความต้องการสินค้า เพื่อเพิ่มความพร้อมของสินค้าและบริหารสต็อก รวมถึงการพัฒนาเครือข่าย retail media พร้อมระบบติดตามผลลัพธ์การขายแบบเรียลไทม์ และใช้ computer vision เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบมาตรฐานร้านค้าและการจัดการชั้นวางสินค้า