
ตลาดทุนไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน หลังดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยขยับจากระดับประมาณ 1,200 จุดในช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ราว 1,600 จุด ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว และกระแสเงินทุนต่างชาติพลิกจากภาวะไหลออกสุทธิ 3,000 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน มาเป็นไหลเข้าสุทธิแล้วกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ต้นปี
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET กล่าวในงาน Thailand Focus 2026 “Reignite Thailand” เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ว่า บรรยากาศการลงทุนในปีนี้แตกต่างจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในแง่ผลตอบแทนของตลาด ปริมาณการซื้อขาย กระแสเงินทุนต่างชาติ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเกือบ 30% ขณะที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิเกือบ 70,000 ล้านบาท
การจัดงาน Thailand Focus ครั้งที่ 20 จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงนำเสนอข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน แต่ยังเป็นเวทีสื่อสารทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายของประเทศไทยต่อนักลงทุนทั่วโลก ตลอดการจัดงาน 3 วัน มีบริษัทจดทะเบียน 77 แห่งเข้าร่วมการประชุมแบบรายบริษัทและแบบกลุ่ม เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนรับฟังยุทธศาสตร์จากผู้บริหารระดับประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินโดยตรง
นายอัสสเดชกล่าวว่า ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ดัชนี SET อยู่ที่ประมาณ 1,200 จุด และบางวันมีมูลค่าการซื้อขายต่ำกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ แต่ในปีนี้ดัชนีปรับขึ้นมาอยู่ที่ราว 1,600 จุด ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยโดยทั่วไปสูงกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อวันแล้ว
ด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ ในปีก่อนตลาดทุนไทยเผชิญเงินทุนไหลออกสุทธิประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์ แต่ตั้งแต่ต้นปีนี้กลับมามีเงินทุนไหลเข้าสุทธิมากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 70,000 ล้านบาท สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของความเชื่อมั่นและความสนใจที่มีต่อตลาดทุนไทย
บรรยากาศของงานในปีนี้ยังเปลี่ยนจากการพูดถึงความเสี่ยง กฎเกณฑ์ และประเด็นกำกับดูแลเป็นหลัก มาเป็นการมองไปข้างหน้าว่าประเทศไทยจะยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างไร รวมถึงนโยบายที่ภาครัฐจะนำไปสู่การลงทุนและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง
นายอัสสเดชระบุว่า นักลงทุนสถาบันต่างชาติที่ได้พบระหว่างการเดินทางไปลอนดอน ฮ่องกง สิงคโปร์ และศูนย์กลางการลงทุนแห่งอื่น ไม่เคยละความสนใจจากประเทศไทย เพราะยังมองว่าเศรษฐกิจไทยมีจุดยืนและศักยภาพ เพียงแต่การติดตามสถานการณ์ยังต้องนำไปสู่การตัดสินใจลงทุนจริง
ภายหลังการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลที่ตลาดคาดหวังว่าจะมีความเข้มแข็งและความต่อเนื่องมากขึ้น นักลงทุนเริ่มกลับมาให้ความสนใจประเทศไทยอย่างชัดเจน เพราะต้องการเห็นนโยบายถูกผลักดันไปสู่การลงทุนและการปฏิบัติที่จับต้องได้
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์วิกฤตในหลายพื้นที่ทั่วโลกยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดทุน โดยเฉพาะความผันผวนด้านพลังงาน นายอัสสเดชมองว่า ความคล่องตัวในการปรับนโยบายเพื่อรองรับผลกระทบจากภายนอก ตลอดจนการสื่อสารมาตรการของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการรักษาความเชื่อมั่น
อีกแรงสนับสนุนสำคัญมาจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและการลงทุนของภาคเอกชนในประเทศ ซึ่งเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น โดยเฉพาะการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจไทย เช่น ศูนย์ข้อมูล เซมิคอนดักเตอร์ การประกอบรถยนต์ไฟฟ้า และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์
นายอัสสเดชมองว่า ตัวเลขการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้มีมูลค่าสูง และอาจเป็นโอกาสของประเทศไทย หากสามารถเชื่อมโยงนโยบายและการดำเนินงานของทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน ตั้งแต่หน่วยงานที่ทำหน้าที่ดึงดูดการลงทุน หน่วยงานที่เตรียมความพร้อมด้านกฎเกณฑ์และโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงภาคธุรกิจที่รับช่วงต่อยอดการลงทุน
หนึ่งในโครงการที่ถูกจับตามองคือ “Thailand Fast Pass” ซึ่งเริ่มสะท้อนผลของการเร่งกระบวนการลงทุน โดยโจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มมูลค่าคำขออนุญาตหรือคำขอรับส่งเสริม แต่ต้องทำให้เม็ดเงินดังกล่าวเปลี่ยนเป็นเงินลงทุนที่เข้ามาในประเทศจริงและสร้างการจ้างงานจริง เพื่อให้ตลาดหลักทรัพย์สามารถนำผลลัพธ์ไปใช้สื่อสารกับนักลงทุนต่างชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในมุมของอุตสาหกรรม นายอัสสเดชประเมินว่า ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงเป็นจุดเด่น ขณะที่หุ้นกลุ่มสถาบันการเงินได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติต่อเนื่อง โดยนักลงทุนจำนวนหนึ่งมองบวกต่อธนาคารพาณิชย์ไทย แม้จะมีข้อสังเกตว่าเพดานการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ (Foreign Limit) อาจอยู่ในระดับต่ำที่เพียง 25%
นอกจากนี้ กลุ่มพลังงานและธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์จากการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ยังเป็นอีกส่วนที่ต้องติดตาม โดยนักลงทุนจะพิจารณาว่าอุตสาหกรรมใดจะได้รับอานิสงส์และสามารถต่อยอดการเติบโตจากเงินลงทุนจำนวนมากที่กำลังเข้าสู่ประเทศไทยได้
นายอัสสเดชย้ำว่า แม้ประเทศไทยอาจทำผลงานต่ำกว่าศักยภาพในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น ทั้งจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและการลงทุนของภาคเอกชนในประเทศ จึงต้องเร่งสร้างและสื่อสาร “เรื่องราวการเติบโตของประเทศไทย” เพื่อรักษาความสนใจของนักลงทุนให้ดำเนินต่อไป
ความสนใจที่ฟื้นตัวของตลาดยังอาจส่งผลต่อการระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก หรือ IPO แม้จำนวนบริษัทที่เข้าจดทะเบียนในปีนี้จะยังค่อนข้างน้อย แต่นายอัสสเดชมองว่าเป็นผลตามปกติของช่วงที่ตลาดก่อนหน้านี้ทำผลงานไม่ดี เพราะกระทบทั้งการกำหนดราคาที่เหมาะสมและความต้องการลงทุนในหุ้น IPO
เมื่อภาวะตลาดเริ่มส่งสัญญาณบวกมากขึ้น บริษัทต่าง ๆ จึงเริ่มกลับมาสนใจระดมทุนผ่านตลาดทุนไทย โดยคาดหวังว่าในระยะต่อไปจะเห็นเงินทุนและบริษัทจากอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาใช้ตลาดทุนเพิ่มขึ้น รวมถึงนักลงทุนที่พร้อมเข้าลงทุนในหุ้น IPO มากกว่าเดิม
ตลาดหลักทรัพย์อยู่ระหว่างทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เพื่อทบทวนกฎเกณฑ์ให้ตลาดทุนไทยสามารถแข่งขันได้ และมีความคล่องตัวสอดคล้องกับสภาพธุรกิจและความต้องการของบริษัทที่ประสงค์เข้าจดทะเบียน
แนวทางหนึ่งคือการปรับเกณฑ์สำหรับธุรกิจในกลุ่ม New Economy ให้สามารถเข้าถึงการระดมทุนในตลาดได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น แต่ยังต้องรักษาความปลอดภัยของนักลงทุนผ่านการเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะความเสี่ยงของธุรกิจที่ยังอยู่ระหว่างการเติบโต
พร้อมกันนี้ ตลาดหลักทรัพย์อยู่ระหว่างทำงานร่วมกับบีโอไอ เพื่อพิจารณาวิธีดึงดูดบริษัทจากอุตสาหกรรมใหม่ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยให้เข้ามาใช้ประโยชน์จากตลาดทุนไทย โดยอยู่ในขั้นตอนการจัดทำแนวทางเพื่อเชิญชวนบริษัทเป้าหมายในอนาคต
สำหรับโครงการ JUMP+ นายอัสสเดชระบุว่าได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ เพราะสะท้อนบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ในการผลักดันการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนอย่างชัดเจน
โครงการดังกล่าวมุ่งให้บริษัทเปิดเผยแผนในช่วง 3 ปีข้างหน้าว่าจะสร้างการเติบโต พัฒนาองค์กร และลงทุนในด้านใดบ้าง ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลและความยั่งยืน ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจสูง โดยในงาน Thailand Focus ปีนี้ มีบริษัทภายใต้โครงการ JUMP+ เข้าร่วมทั้งหมด 15 แห่ง
Thailand Focus 2026 ยังขยายบทบาทจากการนำเสนอตลาดทุนไทยไปสู่การสร้างความสนใจต่อภูมิภาคอาเซียน โดยเชิญผู้บริหารระดับสูงจากตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนนโยบายและความคืบหน้าของแต่ละตลาดกับนักลงทุน
นายอัสสเดชระบุว่า ตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียนมีความร่วมมือกันมาอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างที่เห็นผลชัดคือการพัฒนาตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือ DR ซึ่งเริ่มต้นจากความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกับสิงคโปร์ ก่อนขยายการเชื่อมโยงไปยังหลักทรัพย์และตลาดอื่นทั่วโลก
ความสำเร็จดังกล่าวทำให้ตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งในอาเซียนเข้ามาหารือและขอคำปรึกษาจากไทยเกี่ยวกับแนวทางการเชื่อมโยงตลาด รวมถึงการปรับกฎเกณฑ์ภายในแต่ละประเทศให้รองรับการลงทุนข้ามพรมแดน
ประเด็นที่อยู่ระหว่างการหารือยังครอบคลุมถึงการสร้างโอกาสให้นักลงทุนในแต่ละประเทศเข้าถึงบริษัทจากประเทศอื่นมากขึ้น รวมถึงความเป็นไปได้ที่บริษัทแห่งหนึ่งอาจเสนอขายหุ้น IPO พร้อมกันในสองตลาด ตลอดจนความร่วมมือด้านการเปิดเผยข้อมูล ESG ให้มีมาตรฐานร่วมและสามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางข้อมูลสำหรับนักลงทุนทั่วโลก
อีกโครงการที่อยู่ระหว่างการพูดคุยคือการจัดทำดัชนีในสัดส่วน 60:40 โดยกำหนดให้องค์ประกอบ 60% มาจากตลาดจีน ฮ่องกง หรือเซินเจิ้น และอีก 40% มาจากตลาดอื่น เช่น ตลาดหุ้นไทยหรือตลาดอาเซียนโดยรวม แนวคิดดังกล่าวเชื่อมโยงกับนโยบายของจีนที่เปิดโอกาสให้เงินทุนและนักลงทุนภายในประเทศออกไปลงทุนในต่างประเทศได้มากขึ้น โดยตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียนกำลังพิจารณาว่าจะผลักดันโครงการและสร้างประโยชน์ให้ภูมิภาคได้อย่างไร
การจัด Thailand Focus ในปีนี้ยังมีจังหวะใกล้เคียงกับการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก ซึ่งจะจัดขึ้นในประเทศไทยช่วงเดือนตุลาคม นายอัสสเดชจึงคาดหวังให้งานนี้เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของการสร้างความสนใจต่อประเทศไทย เอเชีย และอาเซียน พร้อมนำไปสู่การลงทุนที่ช่วยขับเคลื่อนตลาดทุนและเศรษฐกิจของภูมิภาคร่วมกันในระยะต่อไป