
ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน มูลค่าตลาดลดลงจากประมาณ 22 ล้านล้านบาท เหลือ 16 ล้านล้านบาท ดัชนี SET ถอยจากราว 1,660 จุด มาอยู่บริเวณ 1,200 จุดต้นๆ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิสะสมประมาณ 450,000 ล้านบาท โจทย์ฟื้นการเติบโตและความเชื่อมั่นจึงถูกหยิบมาถอดรหัสในงาน “Empowering Opportunities: เปลี่ยนเกมตลาดทุนไทย สู่โอกาสการลงทุนที่ยั่งยืน” เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
หนึ่งในความหวังสำคัญในการฟื้นเสน่ห์ตลาดทุนไทยคือโครงการ JUMP+ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดพื้นที่ให้บริษัทจดทะเบียนนำแผนที่เคยอยู่หลังประตูห้องประชุมออกมาแสดงต่อสาธารณะ ตั้งแต่เป้าหมายการเติบโต วิธีสร้างรายได้และกำไร ไปจนถึงการยกระดับธรรมาภิบาลและรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อม
JUMP+ รุ่นแรกมีบริษัทเข้าร่วม 142 แห่ง เกินเป้าหมายเดิมที่วางไว้ประมาณ 100 แห่ง โดยแต่ละบริษัทต้องจัดทำแผนระยะ 3 ปี และรายงานความคืบหน้าทุก 6 เดือน เพื่อให้นักลงทุนเห็นทั้ง “ปลายทาง” และ “เส้นทาง” ที่บริษัทจะใช้ไปถึงเป้าหมาย
ภารกิจสำคัญของ JUMP+ คือการฉายไฟไปยังหุ้นที่มีศักยภาพแต่ยังไม่ถูกตลาดมองเห็น โดยเฉพาะบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่อาจมีธุรกิจแข็งแกร่ง มีโอกาสเติบโต หรือมีแผนเข้าสู่ธุรกิจใหม่ แต่ยังสื่อสารกับนักลงทุนไม่มากพอ
อย่างไรก็ตาม การประกาศแผนเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะสิ่งที่จะตัดสินว่าบริษัทเหล่านี้คือ “หุ้นเด่น” หรือเป็นเพียงความหวังบนกระดาษ คือความสามารถในการลงมือทำ สร้างผลประกอบการจริง และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสจนได้รับความไว้วางใจจากตลาด
ส่วนเป้าหมายพาหุ้นไทยไปถึง 2,000 จุด แม้มีความเป็นไปได้ แต่ไม่อาจอาศัย JUMP+ เพียงลำพัง หากกำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนเติบโตอย่างน้อยปีละประมาณ 3.6% และ P/E ตลาดเพิ่มขึ้นสู่ราว 18 เท่า ดัชนีก็มีโอกาสแตะระดับดังกล่าว โดยยังต้องมีเศรษฐกิจ สภาพคล่อง และธรรมาภิบาลเป็นแรงส่งสำคัญ เพื่อเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้กลายเป็นความเชื่อมั่นระยะยาว
นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กล่าวในงาน “Empowering Opportunities: เปลี่ยนเกมตลาดทุนไทย สู่โอกาสการลงทุนที่ยั่งยืน” เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ว่า โครงการ JUMP+ ถูกจัดทำขึ้นเพื่อฟื้นความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทย ด้วยการผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนวางแผนเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับธรรมาภิบาลและการจัดการก๊าซเรือนกระจก พร้อมสื่อสารความคืบหน้าต่อนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ที่มาของโครงการเกิดจากตลาดทุนไทยซบเซาต่อเนื่องในช่วงปี 2566-2568 โดยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมลดจากประมาณ 22 ล้านล้านบาท เหลือ 16 ล้านล้านบาท ดัชนี SET ลดจากราว 1,660 จุด เหลือระดับ 1,200 จุดต้น ๆ ขณะที่ตลาด IPO ชะลอตัวในทิศทางเดียวกัน จากปี 2565 ที่มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่กว่า 40 แห่ง ลดเหลือเพียง 18 แห่งในปี 2568 สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยสูญเสียความน่าสนใจทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง
JUMP+ จึงนำแนวคิดจากโครงการ Value Up ในต่างประเทศมาปรับใช้ โดยบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ต้องทำแผนและกำหนดเป้าหมายการเติบโตในช่วง 3 ปี โดยเลือกตัวชี้วัดให้เหมาะกับธุรกิจ เช่น รายได้ กำไร หรือตัวชี้วัดอื่นๆ พร้อมระบุกลยุทธ์ที่จะใช้บรรลุเป้าหมาย และรายงานความคืบหน้าทุก 6 เดือนว่า ดำเนินการตามแผนได้มากน้อยเพียงใด เผชิญอุปสรรคอะไร และจำเป็นต้องปรับแผนหรือไม่
แผนดังกล่าวครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจ (Business) ธรรมาภิบาล (Governance) และ การจัดการก๊าซเรือนกระจก (Climate Action) โดยเฉพาะแผนธรรมาภิบาลซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างประเทศให้ความสำคัญ เพราะเป็นพื้นฐานในการสร้างความเชื่อมั่นต่อบริษัท
เมื่อบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะสนับสนุนทั้งเงินทุนซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก CMDF, องค์ความรู้, ช่องทางประชาสัมพันธ์ และรางวัลเพิ่มเติมสำหรับบริษัทที่บรรลุเป้าหมาย รวมถึงการอบรมด้านนักลงทุนสัมพันธ์ ธรรมาภิบาล และการประเมิน CGR
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์สำคัญไม่ได้อยู่ที่เงินสนับสนุนเท่านั้น แต่อยู่ที่การได้รับการยอมรับจากนักลงทุน ในต่างประเทศ ดังนั้น JUMP+ จึงมุ่งให้บริษัทไม่เพียงทำตามแผน แต่ต้องเปิดเผยและสื่อสารความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เพราะต่อให้บริษัทมีศักยภาพเพียงใด หากนักลงทุนไม่รับรู้ มูลค่าที่สร้างขึ้นก็อาจไม่ถูกมองเห็น
นายณัฐพล สุวรรณสิริ ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานกลยุทธ์ผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กล่าวในงาน “Empowering Opportunities: เปลี่ยนเกมตลาดทุนไทย สู่โอกาสการลงทุนที่ยั่งยืน” เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ว่า JUMP+ เป็นกลไกสำคัญในการฟื้นความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทย ด้วยการเปลี่ยนแผนเติบโตภายในบริษัทให้เป็นคำมั่นที่นักลงทุนมองเห็นและติดตามผลได้
แม้เสน่ห์ของตลาดหุ้นไทยในภาพรวมจะลดลงในช่วงที่ผ่านมา และบริษัทจดทะเบียนยังเผชิญข้อจำกัดด้านการเติบโต กำไร และความสามารถในการทำกำไร แต่ตลาดไทยยังมีจุดแข็งหลายด้าน ทั้งหุ้นปันผลยังให้อัตราผลตอบแทนสูง นโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ มาตรการของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ธุรกิจ New S-Curve และกระแส ESG ที่ช่วยเปิดโอกาสการเติบโต (Growth Opportunity) ให้แก่บริษัทจดทะเบียน และแผนธุรกิจและความมุ่งมั่นในการเติบโตของแต่ละบริษัท ซึ่งอาจช่วยดึงความสนใจกลับสู่ตลาดหุ้นไทยได้
โจทย์สำคัญจึงเป็นการทำให้ศักยภาพดังกล่าวแปรเป็นการเติบโตและได้รับการมองเห็นจากนักลงทุน นี่คือที่มาของ JUMP+ ซึ่งสะท้อนการปรับบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ จากผู้กำกับดูแล มาเป็นผู้สนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนสร้างการเติบโตและส่งต่อมูลค่าไปยังผู้ถือหุ้น
JUMP+ เปิดรับบริษัทเข้าร่วมเฟสแรกในไตรมาส 1 ของปี 2568 มีบริษัทเข้าร่วม 142 แห่ง นายณัฐพลเปิดเผยว่า จากการหารือ บริษัทจดทะเบียนเกือบทั้งหมดมีแผนเติบโตอยู่แล้ว แต่แผนเหล่านั้นมักใช้ขับเคลื่อนกันภายในองค์กร นักลงทุนจึงไม่เห็นทิศทางและความตั้งใจของบริษัทอย่างชัดเจน
โครงการจึงเปิดโอกาสให้บริษัทนำแผนที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการมาเปิดเผยต่อนักลงทุน ทั้งเป้าหมายการเติบโต การเข้าสู่ธุรกิจ New S-Curve การยกระดับธรรมาภิบาล และการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ถือเป็นกลไกใหม่ที่ช่วยให้นักลงทุนมองเห็นอนาคตของบริษัท จากเดิมที่การเปิดเผยข้อมูลมักเน้นผลการดำเนินงานในอดีต
อย่างไรก็ตาม การประกาศแผนเพียงอย่างเดียวอาจสร้างความสนใจได้เพียงระยะสั้น บริษัทจึงต้องรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักลงทุนติดตามได้ว่า หลังผ่านไป 6 เดือน 1 ปี หรือ 2 ปี แผนที่ประกาศไว้เกิดผลจริงเพียงใด JUMP+ จึงให้ความสำคัญทั้งกับการเปิดเผยแผน การลงมือทำ และการรายงานผลระหว่างทาง
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะสนับสนุนบริษัทเพื่อช่วยให้แผนเกิดผลจริง พร้อมเชื่อมโยงบริษัทกับนักลงทุนให้รับรู้ถึงความคืบหน้าและผลลัพธ์
ความสำเร็จของ JUMP+ จึงขึ้นอยู่กับสองด้าน คือ บริษัทต้องทำตามแผนได้จริง และนักลงทุนต้องรับรู้ถึงผลลัพธ์ เพราะต่อให้บริษัทสร้างการเติบโตได้ แต่หากขาดการสื่อสาร คุณค่าที่เกิดขึ้นก็อาจไม่สะท้อนเป็นความน่าสนใจหรือมูลค่าของบริษัท เปรียบเสมือนเพชรที่มีคุณค่า แต่ไม่มีใครมองเห็น
นางสาววราพร ประภาศิริกุล หุ้นส่วนและหัวหน้าสายงานตรวจสอบบัญชี อีวาย ประเทศไทย กล่าวในงาน “Empowering Opportunities: เปลี่ยนเกมตลาดทุนไทย สู่โอกาสการลงทุนที่ยั่งยืน” เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ว่า หนึ่งในศักยภาพสำคัญของโครงการ JUMP+ คือการจุดประกายให้ทุกฝ่ายในตลาดทุนกลับมาให้ความสำคัญกับ “ความเชื่อมั่น” ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการตัดสินใจลงทุนของทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศ
ในช่วงที่ผ่านมา ความผันผวนทางเศรษฐกิจและข่าวสารด้านต่างๆ มีส่วนทำให้ความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนและบริษัทจดทะเบียนลดลง เมื่อนักลงทุนขาดความไว้วางใจ ย่อมมีแนวโน้มชะลอหรือถอนการลงทุน แม้บริษัทจดทะเบียนไทยหลายแห่งจะมีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีความตั้งใจพัฒนาธุรกิจอย่างจริงจังก็ตาม
JUMP+ จึงอาจเป็นกลไกสำคัญในการดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมา ผ่านการผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนวางแผนธุรกิจและกลยุทธ์การเติบโตอย่างชัดเจนในระยะยาว ขณะเดียวกันยังช่วยให้นักลงทุนปรับมุมมองจากการติดตามผลตอบแทนหรือความเคลื่อนไหวในระยะสั้น ไปสู่การพิจารณาความสามารถในการเติบโตและปรับตัวของบริษัทในระยะยาวมากขึ้น
นางสาววราพรอธิบายว่า การประเมินมูลค่าบริษัทเริ่มต้นจากข้อมูลสำคัญอย่างกำไรต่อหุ้น หรือ Earnings per Share: EPS แต่การที่บริษัทมีกำไรสูงเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะตัวเลขดังกล่าวต้องมาพร้อมความถูกต้อง โปร่งใส และน่าเชื่อถือด้วย
เมื่อนักลงทุนอ่านงบการเงินและพบว่าบริษัทมีกำไรในระดับหนึ่ง นักลงทุนต้องมั่นใจว่าตัวเลขนั้นสะท้อนผลประกอบการที่แท้จริง จึงจะสามารถนำข้อมูลไปคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคตและประเมินมูลค่าหุ้นต่อได้ ความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการเงินจึงเชื่อมโยงโดยตรงกับความเชื่อมั่นและการตัดสินใจลงทุน
ธรรมาภิบาล หรือ Governance ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของ ESG จึงไม่ได้มีความหมายเพียงการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์หรือการสร้างภาพลักษณ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม แต่เป็นกลไกที่ช่วยสร้างหลักประกันว่า ข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและสะท้อนสถานการณ์จริง ไม่ว่าผลการดำเนินงานในขณะนั้นจะออกมาดีหรือไม่ก็ตาม
แม้บริษัทจะเผชิญกำไรลดลงจากการแข่งขัน ภาวะเศรษฐกิจ หรือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หากบริษัทเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส พร้อมอธิบายปัญหา กลยุทธ์รับมือ และแนวทางแก้ไขอย่างชัดเจน นักลงทุนก็ยังสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปวิเคราะห์และประมาณการผลประกอบการในอนาคตได้
ในมุมนี้ แผนธุรกิจภายใต้ JUMP+ จะช่วยให้นักลงทุนมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างกลยุทธ์ของบริษัทกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในงบการเงิน ไม่ว่าจะเป็นรายได้ กำไร ต้นทุน หรือภาระการลงทุน ทำให้ข้อมูลทางการเงินไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่สะท้อนผลการดำเนินงานในอดีต แต่ยังช่วยอธิบายทิศทางของธุรกิจในอนาคตด้วย
นาวสาววราพรระบุว่า นักลงทุนต่างชาติและกองทุนต่างๆ ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงประเด็น ESG เข้ากับข้อมูลทางการเงินอย่างมาก โดยไม่ได้มองเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลแยกออกจากผลประกอบการของบริษัท
ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจเผชิญความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมจนไม่สามารถใช้เครื่องจักรแบบเดิมต่อไปได้ และจำเป็นต้องลงทุนในเครื่องจักรรุ่นใหม่ ย่อมส่งผลต่อสถานะทางการเงินของบริษัท ทั้งจากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นและสินทรัพย์เดิมที่อาจต้องตัดออกจากบัญชี บริษัทจึงควรประเมินให้ชัดว่า ความเสี่ยงดังกล่าวจะกระทบธุรกิจอย่างไร และสะท้อนเข้าสู่งบการเงินในรูปแบบใด
หากบริษัทจดทะเบียนมีแผนและกลยุทธ์รองรับ พร้อมสื่อสารให้นักลงทุนเข้าใจว่า กำลังเผชิญความเสี่ยงอะไร จะรับมืออย่างไร และผลกระทบทางการเงินจะเกิดขึ้นในช่วงใด นักลงทุนก็จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น
การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสจึงไม่ได้เป็นเพียงภาระด้านการกำกับดูแล แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างมูลค่า เพราะช่วยให้นักลงทุนเชื่อมั่นในข้อมูลที่ได้รับ โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพของข้อมูลและธรรมาภิบาลของบริษัทอย่างมาก
สำหรับเงื่อนไขที่จะทำให้ JUMP+ ยกระดับมูลค่าของบริษัทจดทะเบียนและตลาดหุ้นไทยได้จริง นาวสาววราพรมองว่า โครงการนี้ควรเป็นมากกว่ามาตรการที่มีกรอบเวลาเพียง 3 หรือ 5 ปี แต่ต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระยะยาว โดยทุกฝ่ายต้องเห็นเป้าหมายร่วมกันและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
บริษัทจดทะเบียนต้องเริ่มจากการมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน ตามมาด้วยความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนกลยุทธ์นั้นให้เกิดขึ้นจริง พร้อมปรับตัวเมื่อเงื่อนไขทางธุรกิจเปลี่ยนแปลง หากดำเนินการเพียงช่วงสั้นๆ หรือทำอย่างขาดความต่อเนื่อง ผลลัพธ์ที่ต้องการย่อมเกิดขึ้นได้ยาก
ในเวลาเดียวกัน บริษัทต้องปรับมุมมองต่อธรรมาภิบาลจากเดิมที่อาจเห็นว่าเป็นเพียงการทำตามกฎหรือเป็นต้นทุนในการดำเนินงาน ไปสู่การมองว่าธรรมาภิบาลสามารถสร้างมูลค่าให้ธุรกิจได้ ทุกครั้งที่บริษัทจัดทำโครงการหรือวางกลยุทธ์ จึงควรพิจารณาทั้งต้นทุนที่เกิดขึ้นและมูลค่าระยะยาวที่โครงการนั้นสามารถสร้างกลับมา
แม้ปัจจัยภายนอกจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและอาจกระทบผลประกอบการระหว่างทาง แต่หากบริษัทเชื่อมั่นในทิศทางระยะยาว มีแผนรองรับ และเดินหน้าต่ออย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้การพัฒนาบริษัทไม่สะดุดหรือขาดช่วง
หาก JUMP+ ประสบความสำเร็จภายใน 5 ปี ผลลัพธ์สำคัญอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวเลขในตลาดทุนที่ปรับตัวดีขึ้น แต่จะรวมถึงการเปลี่ยน “แกนความคิด” ของทั้งบริษัทจดทะเบียนและนักลงทุนด้วย
ในฝั่งนักลงทุน การตัดสินใจจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระแสข่าวระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่จะให้ความสำคัญกับการศึกษาข้อมูล แผนธุรกิจ กลยุทธ์ และคุณภาพของผลประกอบการมากขึ้น ส่วนบริษัทจดทะเบียนก็จะกลับมาให้ความสำคัญกับการวางแผนระยะยาว การกำหนดกลยุทธ์ และความสามารถในการปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
เมื่อทั้งสองฝ่ายผ่านกระบวนการปรับตัวดังกล่าวแล้ว หากเกิดความเปลี่ยนแปลงหรือความเสี่ยงใหม่ในอนาคต ตลาดทุนไทยก็จะมีพื้นฐานที่พร้อมรับมือมากขึ้น เพราะบริษัทและนักลงทุนเข้าใจแล้วว่า ควรใช้ข้อมูลอย่างไร วางแผนอย่างไร และปรับตัวต่อความไม่แน่นอนอย่างไร
นาวสาววราพรทิ้งท้ายว่า บริษัทจดทะเบียนควรมองธรรมาภิบาลเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่า ไม่ใช่เพียงภาระจากการปฏิบัติตามกฎ ขณะที่นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านและใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ เพราะเมื่อผู้ใช้ข้อมูลให้ความสำคัญกับคุณภาพของข้อมูลมากขึ้น บริษัทผู้จัดทำข้อมูลก็จะต้องยกระดับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลตามไปด้วย
แรงผลักดันจากทั้งบริษัทจดทะเบียนและนักลงทุนจึงจะช่วยให้ตลาดทุนไทยเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันบนพื้นฐานของแผนงานที่ชัดเจน ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และการเติบโตอย่างมีคุณภาพในระยะยาว
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินว่า การผลักดันดัชนีตลาดหุ้นไทยไปสู่ระดับ 2,000 จุดมีความเป็นไปได้ แต่ไม่อาจอาศัยโครงการ JUMP+ หรือมาตรการใดมาตรการหนึ่งเพียงลำพัง เพราะการเปลี่ยนเกมตลาดทุนไทยต้องเกิดจากทั้งการยกระดับศักยภาพของบริษัทจดทะเบียน การฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคที่เอื้อต่อการเติบโต
แนวคิดดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักว่า ระดับดัชนีตลาดหุ้นเกิดจากองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่ กำไรต่อหุ้น หรือ Earnings per Share (EPS) ซึ่งสะท้อนการเติบโตของธุรกิจ และอัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือ P/E ซึ่งสะท้อนมูลค่าที่นักลงทุนยินดีจ่ายจากความเชื่อมั่นต่ออนาคตของตลาด หากทั้งกำไรและระดับการประเมินมูลค่าเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ดัชนีก็มีโอกาสขยับขึ้นตามไปด้วย
จากการคำนวณของ ดร.ปิยศักดิ์ หากกำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนเติบโตต่อเนื่องอย่างน้อยปีละประมาณ 3.6% และ P/E ของตลาดเพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 18 เท่า ดัชนีหุ้นไทยก็มีโอกาสแตะ 2,000 จุดได้ โดยปัจจุบัน P/E เฉลี่ยของตลาดปรับขึ้นมาอยู่บริเวณ 15.7-16 เท่า จากราว 12-13 เท่าในช่วงก่อนหน้าแล้ว
อย่างไรก็ตาม หากกำไรต่อหุ้นของตลาดโดยรวมสามารถเติบโตได้ใกล้เคียง 5% ต่อปี แรงส่งต่อดัชนีก็จะยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะหมายถึงบริษัทจดทะเบียนไม่ได้เติบโตเพียงตามภาวะตลาด แต่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างผลประกอบการได้อย่างต่อเนื่อง
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสามารถสะท้อนผ่านกระแสเงินทุนต่างชาติหรือฟันด์โฟลว์ได้ส่วนหนึ่ง หลังจากเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณเงินทุนไหลกลับชัดเจนขึ้น
ดร.ปิยศักดิ์ระบุว่า จากข้อมูลที่นำเสนอในงาน ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดของภูมิภาคที่มีกระแสเงินทุนต่างชาติเป็นบวก โดยมีเงินไหลเข้ามากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ตลาดอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม อินเดีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ยังเผชิญเงินทุนไหลออก ส่วนตลาดที่มีเงินทุนไหลเข้าเช่นเดียวกับไทยคือญี่ปุ่น
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากภาพเศรษฐกิจไทยที่เริ่มดีขึ้น เศรษฐกิจขยายตัวในระดับมากกว่า 2% และมีโอกาสเข้าสู่ระดับ 2.5% หรือขยับเข้าใกล้เป้าหมาย 3% หากแรงส่งดำเนินต่อไป ขณะเดียวกัน นโยบายการคลังยังมีบทบาทกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลัง ส่วนนโยบายการเงินมีทิศทางผ่อนคลายโดยที่เสถียรภาพของระบบการเงินยังอยู่ในระดับค่อนข้างดี
เสถียรภาพทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเรียกความเชื่อมั่นกลับมา เมื่อประกอบกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโตได้ในระดับหนึ่ง จึงทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาพิจารณาตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงทำให้เงินทุนไหลเข้าระยะสั้น แต่ต้องทำให้นักลงทุนต่างชาติเห็นศักยภาพการเติบโตระยะยาวของประเทศ ทั้งจากอุตสาหกรรมใหม่หรือ New S-Curve และจากแผนธุรกิจของบริษัทจดทะเบียน หากทำได้ เงินทุนต่างชาติที่กลับเข้ามาจะไม่ได้เกิดจากการที่ตลาดอื่นมีความน่าสนใจลดลงเท่านั้น แต่จะเป็นการลงทุนที่อยู่กับตลาดไทยอย่างต่อเนื่องมากขึ้น
ที่ผ่านมา กระแสการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ส่งแรงหนุนมายังตลาดหุ้นไทยผ่านบริษัทในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์แล้วบางส่วน แต่ระยะต่อไปต้องจับตาว่าแรงส่งดังกล่าวจะกระจายไปสู่ภาคเศรษฐกิจและบริษัทจดทะเบียนกลุ่มอื่นได้มากเพียงใด เพราะการขยายวงของการเติบโตจะช่วยให้ตลาดไม่ได้พึ่งพาหุ้นเพียงไม่กี่กลุ่ม
ดร.ปิยศักดิ์ยกญี่ปุ่นในยุคของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะเป็นกรณีศึกษา โดยระบุว่า นอกจากนโยบายเศรษฐกิจ “ธนูสามดอก” แล้ว ปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับตลาดหุ้นญี่ปุ่นคือการปฏิรูปธรรมาภิบาลและเพิ่มประสิทธิภาพของบริษัทจดทะเบียน
แนวทางของญี่ปุ่นมีส่วนคล้ายกับ JUMP+ ตรงที่มุ่งผลักดันให้บริษัทสร้างผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ ROE ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ใช้มาตรการที่เข้มข้นกว่า เช่น การกำหนดเป้าหมายให้ ROE เติบโตเฉลี่ยปีละ 5% ติดต่อกัน 5 ปี หากบริษัททำไม่ได้ตามเกณฑ์ก็อาจได้รับผลกระทบต่อสถานะในดัชนีหรือระดับการซื้อขาย
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับโครงสร้างคณะกรรมการบริษัท ทั้งความหลากหลายทางเพศ การมีกรรมการที่มีความเชี่ยวชาญ และกลไกกำกับดูแลที่ช่วยคุ้มครองผู้ถือหุ้น มาตรการเหล่านี้ช่วยกดดันให้บริษัทใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน
สำหรับ JUMP+ แนวทางหลักยังเป็นการสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยแผนการเติบโต แผนเพิ่มประสิทธิภาพ และแนวทางยกระดับธรรมาภิบาลอย่างเป็นรูปธรรม แม้ไม่ได้ใช้กลไกบังคับเข้มข้นเท่าญี่ปุ่น แต่สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้บริษัทที่มีศักยภาพถูกมองเห็นและได้รับการประเมินมูลค่าใหม่จากตลาด
แม้ JUMP+ จะช่วยยกระดับ “ฝั่งอุปทาน” ด้วยการเพิ่มจำนวนบริษัทที่มีแผนเติบโตและมีคุณภาพ แต่การผลักดันตลาดทุนไทยไปสู่ระดับใหม่ยังต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย
องค์ประกอบแรกคือโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งจะเป็นฐานให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ New S-Curve โดยเริ่มเห็นสัญญาณจากการลงทุนและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แต่ยังต้องมีโครงการและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างการเติบโตในวงกว้างมากขึ้น
องค์ประกอบที่สองคือ “โครงสร้างพื้นฐานเชิงนโยบาย” ทั้งนโยบายการเงิน การคลัง การศึกษา และมาตรการเพิ่มสภาพคล่องในตลาดทุน นโยบายการเงินและการคลังต้องช่วยประคองเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาเสถียรภาพและวินัย ไม่สร้างความเสี่ยงระยะยาว ส่วนการปฏิรูปการศึกษาจะเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมใหม่
ส่วน JUMP+ ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานเชิงนโยบายที่ช่วยพัฒนาหุ้นหรือสินทรัพย์คุณภาพเข้าสู่ตลาด แต่เมื่อมี “ของดี” อยู่ในตลาดแล้ว ยังต้องสร้างอุปสงค์หรือจำนวนผู้ซื้อให้เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับภาวะเศรษฐกิจ หากประชาชนมีรายได้สูงขึ้น มีเงินเหลือและเงินออมมากขึ้น ก็จะมีความสามารถเข้ามาลงทุนในตลาดทุนได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ตลาดต้องยกระดับการกำกับดูแลอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาธรรมาภิบาลและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน เพราะหากปัญหาเหล่านี้ยังเกิดขึ้นซ้ำ ความเชื่อมั่นที่ JUMP+ พยายามสร้างก็อาจถูกบั่นทอนได้
ดร.ปิยศักดิ์สรุปว่า ความสำเร็จของ JUMP+ และโอกาสผลักดันดัชนีหุ้นไทยสู่ 2,000 จุดขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ
ประการแรก บริษัทจดทะเบียนต้องนำแผนที่ประกาศไว้ไปปฏิบัติจริง และสร้างผลลัพธ์ได้ตามเป้าหมาย เพราะเพียงการมีแผนหรือเปิดเผยข้อมูลยังไม่เพียงพอ นักลงทุนต้องสามารถติดตามได้ว่าแต่ละบริษัทมีพัฒนาการตามที่สัญญาไว้หรือไม่
ประการที่สอง ต้องสร้างอุปสงค์การลงทุนให้เติบโตควบคู่กับการเพิ่มหุ้นคุณภาพ ทั้งจากนักลงทุนรายย่อย นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเศรษฐกิจที่เติบโต รายได้และเงินออมของประชาชนที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนสภาพคล่องในระบบที่เอื้อต่อการลงทุน
ประการที่สาม ต้องมีกลไกกำกับดูแลที่เข้มแข็ง สามารถควบคุมและป้องกันปัญหาธรรมาภิบาลได้ หากบริษัทจดทะเบียนมีผลประกอบการดีควบคู่กับการบริหารที่โปร่งใส ความเชื่อมั่นจะฟื้น ฟันด์โฟลว์จะไหลกลับ และ P/E ของตลาดมีโอกาสได้รับการปรับขึ้นหรือ “รีเรตติ้ง”
หากองค์ประกอบเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ภายในระยะ 5 ปี บริษัทจดทะเบียนจะมีโอกาสเพิ่ม ROE กำไรสุทธิ และผลประกอบการได้ตามเป้าหมาย นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนและมีแรงจูงใจเข้ามาลงทุนมากขึ้น ขณะที่ตลาดจะมีสภาพคล่องสูงขึ้นและสามารถดึงดูดเงินทุนต่างชาติในระยะยาว
ในมุมเศรษฐกิจ ดร.ปิยศักดิ์มองว่า ตลาดหุ้นยังทำหน้าที่เป็นดัชนีชี้นำ เพราะราคาหุ้นสะท้อนความคาดหวังต่อเศรษฐกิจในอนาคต หากดัชนีปรับขึ้นต่อเนื่องจากประมาณ 1,200 จุด สู่ 1,400 จุด และราว 1,600 จุดในปัจจุบัน ก็อาจสะท้อนว่าตลาดคาดหวังเศรษฐกิจไทยในช่วง 12-16 เดือนข้างหน้าจะทยอยฟื้นตัว หากไม่มีปัจจัยลบใหม่เข้ามาเปลี่ยนทิศทาง
สำหรับนักลงทุน การมี JUMP+ ไม่ได้หมายความว่าหุ้นของทุกบริษัทที่เข้าร่วมจะน่าลงทุนโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาอย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่ เป้าหมายที่บริษัทประกาศมีความน่าเชื่อถือและเป็นไปได้เพียงใด บริษัทดำเนินการตามแผนระยะยาวจริงหรือไม่ และท้ายที่สุดแผนดังกล่าวสามารถเปลี่ยนเป็นผลประกอบการ มูลค่ากิจการ และราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่
หากบริษัททำได้ครบทั้งสามด้าน จึงจะสะท้อนว่า JUMP+ ไม่ได้เป็นเพียงโครงการสื่อสารแผนธุรกิจ แต่เป็นกลไกที่ช่วยยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียน ฟื้นความเชื่อมั่น และเพิ่มโอกาสให้ตลาดหุ้นไทยก้าวไปสู่เป้าหมาย 2,000 จุดได้อย่างมีพื้นฐานรองรับ