
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.56 บาท/ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวาน ที่ 33.60 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นสอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี พุ่งแตะระดับ 5.6206% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย.2545 ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ราคาน้ำมันปรับตัวลง ลดลงกว่า 3.48% ปิดที่ 89.38 ดอลลาร์/บาร์เรล นักลงทุนยังคงจับตาปริมาณน้ำมันจากตะวันออกกลาง เนื่องจากตลาดยังคงกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานชะงักงันในช่วงเวลาที่สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านยังคงดำเนินอยู่ อาจส่งผลกระทบต่อการจัดหาน้ำมัน
ทองคำตลาดนิวยอร์กบวก 0.27% ปิดที่ 4,179.70 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยราคาฟื้นตัวหลังจากที่ร่วงลงกว่า 3% เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเงินเฟ้อและการจ้างงานของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลง 6.7 จุด สู่ระดับ 81.9 ในเดือน ก.ย. ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 89.0 จากระดับ 88.6 ในเดือน ส.ค.
ผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน ลดลง 256,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 7.079 ล้านตำแหน่งในเดือน ส.ค. ต่ำกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 7.225 ล้านตำแหน่ง จากระดับ 7.335 ล้านตำแหน่งในเดือนก.ค.
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 70.3% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ต.ค. และให้น้ำหนัก 94.9% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค.
นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ โดยจะมีกำหนดประกาศในวันพุธ ส่วนตัวเลขภาคการผลิตของสหรัฐ มีกำหนดเผยแพร่ในวันพฤหัสบดี ขณะที่รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนก.ย. ซึ่งตลาดจับตามองอย่างใกล้ชิด มีกำหนดเปิดเผยในวันศุกร์ที่ 2 ต.ค.
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 7,685.18 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิพันธบัตรไทย 3,051.54 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.62 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.59 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมีปัจจัยมาจากสถานการณ์ตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังมีความไม่แน่นอน ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
จากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ปรับตัวขึ้น ทำให้คาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดกล่าวสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
เครื่องมือ CME FedWatch ระบุว่า ขณะนี้นักลงทุนให้น้ำหนัก 70.3% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมเดือนต.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 57.6% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 55.1% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมเดือนธ.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 44.1% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
จับตาตัวเลขเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ โดยจะมีกำหนดประกาศในวันพุธ ส่วนตัวเลขภาคการผลิตของสหรัฐ ในวันพฤหัสบดี ขณะที่รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนกันยายน ซึ่งตลาดจับตามองอย่างใกล้ชิด มีกำหนดเปิดเผยในวันศุกร์
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 3,935 ล้านบาท และขายสุทธิตลาดพันธบัตรไทยจำนวน 5,594 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.48 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานศุกร์ที่ระดับ 33.41 บาท/ดอลลาร์
เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังท่าทีธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินแบบคุมเข้ม โดยมีโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ก่อนสิ้นปี เพื่อสกัดแรงกดดันเงินเฟ้อของสหรัฐฯ
โดยข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME ระบุว่า นักลงทุนคาดการณ์โอกาส 66% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค. และ 93% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.
สัปดาห์นี้ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน , อัตราเงินเฟ้อ ที่วัดจากดัชนีราคา PCE/Core PCE, ดัชนี ISM/PMI ภาคการผลิต, ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2569 (final), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และตัวเลขที่นักลงทุนให้ความสำคัญที่สุดคือข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราการว่างงานเดือน ก.ย.ที่จะประกาศในวันศุกร์ นอกจากนี้ต้องติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างสัปดาห์ 21-25 ก.ย. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 3,584 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตรไทยจำนวน 495 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.50 บาท/ดอลลาร์ ใกล้เคียงกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.51 บาท/ดอลลาร์
สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ และมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยถูกกดดันจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งภายในปีนี้ หลังจากเจ้าหน้าที่เฟดหลายรายได้ออกมาส่งสัญญาณสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย เพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ขณะที่แนวโน้มเงินเฟ้อยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวล
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 69% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนต.ค. และให้น้ำหนัก 50.3% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมเดือน ธ.ค.
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับตัวทะลุระดับ 93 ดอลลาร์/บาร์เรลและราคาน้ำมันดิบเบรนท์ราคาทะลุ 105 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.440% ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดในรอบ 22 ปี
ราคาทองร่วงทำนิวโลว์ลงแตะระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งสัปดาห์หลังถูกกดดันจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น จับตาแนวรับ 4,235 ดอลลาร์ ซึ่งหากราคาหลุดระดับนี้ ก็อาจเปิดทางให้ตลาดปรับฐานลงอีก โดยอาจแตะระดับ 4,000 ดอลลาร์
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติเมื่อวานนี้ ซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 3,216 ล้านบาท และขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 661 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.45 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.26 บาท/ดอลลาร์
ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่า จากทิศทางของดอลลาร์สหรัฐที่กลับมาแข็งค่าขึ้น โดยดัชนีดอลลาร์สหรัฐกลับมายืนเหนือ 100 พร้อมกับราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงมาซื้อขายต่ำกว่า 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และ Bond Yield สหรัฐที่กลับมาพุ่งขึ้นอีกครั้ง
การย่อตัวของราคาทองคำและการแข็งค่าของดอลลาร์ พร้อมกับราคาน้ำมันดิบ Brent ขยับขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อและมีความต้องการเงินดอลลาร์จากฝั่งผู้นำเข้าน้ำมันเพื่อชำระค่าสินค้าอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลาง สัญญาณถ้อยแถลงแบบเหยี่ยวของ Fed จากการที่ โทมัส บาร์กิน (Thomas Barkin) ประธาน Fed สาขาริชมอนด์ ซึ่งมีสิทธิ์ออกเสียงในปี 2027 ได้แสดงจุดยืนแบบเหยี่ยวในสัปดาห์นี้ โดยโต้แย้งว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะควบคุมเงินเฟ้อ และภาวะตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่งควรจะช่วยหนุนการใช้จ่ายของผู้บริโภคต่อไป
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในช่วงนี้ คือการประชุมระดับโลกระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ และจีน ซึ่งจะมีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเทคโนโลยีและธุรกิจชั้นนำระดับโลกเข้าร่วม โดยต้องจับตาประเด็นการหารือผลกระทบด้านสงครามการค้า และแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยี AI ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทวันนี้คาดกรอบการเคลื่อนไหวที่ 33.30 -33.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 1,168 ล้านบาท และซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 4,612 ล้านบาท.
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.13 บาท/ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.17 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันอังคาร (22 ก.ย.) หลังจากเจ้าหน้าที่หลายรายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ออกมาสนับสนุนการดำเนินนโยบายคุมเข้มทางการเงินเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในปีนี้
นักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้เตือนในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ว่า เขาอาจทำลายล้างอิหร่าน หากไม่มีการบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมกับกล่าวว่า ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะเกิดขึ้นได้ก็น่าจะหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้ขายสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 796 ล้านบาท และขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 3,000 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.22 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.29 บาท/ดอลลาร์
สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ขานรับการดิ่งลงของราคาน้ำมัน และการปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลร่วงลงตามราคาน้ำมัน โดยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลงกว่า 2% และเป็นปรับตัวลงติดต่อกันเป็นวันที่ 4 หลังมีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์พร้อมที่จะเจรจากับอิหร่าน และสหรัฐจะไม่ทำการโจมตีกลุ่มฮูตี
นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนในสัปดาห์นี้ โดยการประชุมจะครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ภาษีศุลกากร และแร่ธาตุสำคัญ รวมทั้งประเด็นทางเศรษฐกิจอื่น ๆ
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้ขายสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 2,734 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 4,633 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 33.31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก แต่ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับเยน หลังคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) 2 ราย คัดค้านการตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ตลาดคาดการณ์ไว้อย่างกว้างขวาง ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความไม่แน่ใจเกี่ยวกับโอกาสที่ BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในอนาคต
BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 31 ปีที่ 1.25% แต่การปรับขึ้นดังกล่าวไม่ได้ช่วยหนุนค่าเงินเยน เนื่องจากนักลงทุนมองว่า BOJ ไม่ได้ส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินอย่างชัดเจนเพียงพอ
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อวันศุกร์ และปรับตัวขึ้นเป็นสัปดาห์แรกในรอบ 4 สัปดาห์ โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ลดลง ซึ่งช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่อาจยืดเยื้อ รวมถึงการปิดสถานะขายชอร์ตของนักลงทุนที่เข้ามาเก็งกำไรจากการคาดการณ์ว่าราคาทองคำจะปรับตัวลง
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดเมื่อวันศุกร์ หลังจีนดำเนินการตามคำร้องขอของซาอุดีอาระเบีย ด้วยการเรียกร้องให้อิหร่านจำกัดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบียที่ดำเนินการโดยกลุ่มกบฏฮูตี ซึ่งการโจมตีดังกล่าวได้สร้างความเสี่ยงต่อเส้นทางส่งออกน้ำมันแห่งที่ 2 ในตะวันออกกลาง
สหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่มีการเจรจาสันติภาพนับตั้งแต่ข้อตกลงชั่วคราวที่บรรลุในเดือน มิ.ย. ล่มลง โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า สงครามดังกล่าวจะถูกหยิบยกขึ้นหารือในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในสัปดาห์นี้ และคณะผู้แทนของอิหร่านจะเข้าร่วมการประชุมด้วย
เครื่องมือ FedWatch ของ CME ระบุว่า ขณะนี้นักลงทุนประเมินโอกาส 55% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมเดือน ต.ค.
ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขส่งออกเดือน ส.ค. ของไทย สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ถ้อยแถลงเจ้าหน้าที่เฟด และจับตาซัมมิท ทรัมป์-สี จิ้นผิง
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวันศุกร์ ซื้อสุทธิหุ้นไทย 464.61ล้านบาท และซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 1,228 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.26 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวาน ที่ 33.36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ หลังราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ชะลอตัวลง ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์อ่อนแรงลงหลังจากที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน ขานรับธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% และส่งสัญญาณปรับขึ้นอีกในปีนี้
ราคาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ปรับตัวลง 0.5% และราคาน้ำมันเบรนท์ [BRENT.X] ลดลง 0.95% หลังจากมีรายงานว่าซาอุดีอาระเบียตัดสินใจเพิ่มปริมาณการจัดส่งน้ำมันดิบให้แก่โรงกลั่นน้ำมันในเอเชีย โดยดำเนินการขนส่งผ่านประเทศโอมาน ซึ่งข่าวดังกล่าวช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานชะงักงัน
ราคาทองดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 4,345 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยได้ปัจจัยบวกจากการร่วงลงของราคาน้ำมันและการอ่อนค่าของดอลลาร์ การร่วงลงของราคาน้ำมันทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ขณะที่นักลงทุนประเมินผลการประชุมล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% โดยมีเป้าหมายเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติ 6-3 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.75% สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดไว้ และก็มีการคาดการณ์ว่า BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 5 พ.ย.
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.25% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี ในการประชุมนโยบายการเงินในวันพรุ่งนี้
กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 10,000 ราย สู่ระดับ 196,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 207,000 ราย
ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านลดลง 2.6% สู่ระดับ 1.275 ล้านยูนิตในเดือน ส.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 1.320 ล้านยูนิต จากระดับ 1.309 ล้านยูนิตในเดือน ก.ค.
ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (Pending Home Sales) เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือน ส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 0.2% และฟื้นตัวขึ้นอย่างมากจากเดือน ก.ค.ที่ร่วงลง 2.6%
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 1,651.14 ล้านบาท และซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 685.36 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.40 บาท/ดอลลารร์ อ่อนค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.25 บาท/ดอลลาร์
เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ภายหลังคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดมีมติเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 12-0 ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเมื่อคืนนี้ ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2566
นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด กล่าวในการแถลงข่าวหลังการประชุมว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่งมากขึ้นนับตั้งแต่การประชุมเฟดครั้งก่อน แต่เงินเฟ้อยังไม่ชะลอตัวลง และยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานเกินไป
ส่วนรายงาน Dot Plot ซึ่งแสดงการคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่เฟด ระบุว่า เจ้าหน้าที่ 16 จากทั้งหมด 18 ราย คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้
ขณะเดียวกัน เฟดได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2569 และ 2570 สู่ระดับ 2.3% และ 2.4% ตามลำดับ จากเดิมที่ระดับ 2.2% และ 2.3% ขณะที่คงตัวเลขคาดการณ์ในปี 2571 ที่ระดับ 2.2% และคาดการณ์การขยายตัวในปี 2572 ที่ระดับ 2.1% รวมทั้งคาดการณ์การขยายตัวในระยะยาวที่ระดับ 2.0%
เฟดคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อตามดัชนี Core PCE ในปี 2569-2572 ที่ระดับ 3.4%, 2.5%, 2.2% และ 2.0% ตามลำดับ จากเดิมคาดการณ์เงินเฟ้อในปี 2569-2571 ที่ระดับ 3.3%, 2.5% และ 2.1% ตามลำดับ
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 7,192.29 ล้านบาท และขายสุทธิพันธบัตรไทย 924 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.32 บาท/ดอลลาร์ ใกล้เคียงกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.30 บาท/ดอลลาร์
สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหวสอดคล้องการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ท่ามกลางการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในคืนนี้ รวมทั้งปัจจัยหนุนจากการที่ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในการประชุมของเฟดในคืนนี้ นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยแล้ว นักลงทุนยังจับตารายงานคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ของเจ้าหน้าที่เฟด รวมทั้งการเปิดเผยตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อัตราว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อ
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 94.5% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ และนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้ง ภายในช่วงเวลา 1 ปีข้างหน้า โดยมีเหตุผลสนับสนุนจากการที่นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ได้กล่าวสุนทรพจน์ส่งสัญญาณการใช้นโยบายทางการเงินที่เข้มงวดในการประชุมที่แจ็กสันโฮลเมื่อเดือนที่แล้ว ถ้าเงินเฟ้อยังไม่ได้อยู่ในกรอบเป้าหมาย
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้ขายสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย1,084 ล้านบาท และขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 67 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.23 บาท/ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.27 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น และทำให้นักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ของสหรัฐก็ปรับเพิ่มสูงขึ้น
จับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กลางสัปดาห์นี้มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยหลังจากทิศทางเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ของสหรัฐก็ปรับเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ และเพิ่มโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยเครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group ให้น้ำหนักมากถึง 90% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% หลังเสร็จสิ้นการประชุมในวันพุธ (16 ก.ย.) นี้
นอกจากนี้ ตลาดจับตาถ้อยแถลงของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟด และรายงานคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเจ้าหน้าที่เฟด และตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อัตราว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อ
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 48 ล้านบาท และขายสุทธิพันธบัตรไทย 7,391 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.08 บาท/ดอลลาร์ใกล้เคียงกับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ระดับ 33.06 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันศุกร์ (11 ก.ย.) หลังข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าราคาผู้บริโภคยังเพิ่มขึ้น และตอกย้ำการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า
ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือน ส.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือน ก.ค. ขณะที่ CPI พื้นฐานเพิ่มขึ้น 2.4% ในเดือน ส.ค. เมื่อเทียบกับปีก่อน หลังจากเพิ่มขึ้น 2.5% ในเดือน ก.ค.
ตลาดประเมินโอกาสประมาณ 86% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 15-16 ก.ย. เพิ่มขึ้นจากประมาณ 72% ในวันก่อนหน้า ตามข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 3,137 ล้านบาท และขายสุทธิพันธบัตรไทย 210 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.13 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 32.95 บาท/ดอลลาร์
ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในโมเมนตัมอ่อนค่าจากราคาน้ำมันดิบ Brent ขยับขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเกิดจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อและมีความต้องการเงินดอลลาร์จากฝั่งผู้นำเข้าน้ำมันเพื่อชำระค่าสินค้า
ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นสู่ 5.4% เมื่อเทียบรายปีในเดือนสิงหาคม สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 5.3% และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 4.8% ในเดือนกรกฎาคม ตัวเลขที่ร้อนแรงกว่าคาดนี้บ่งชี้ว่าต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงกําลังส่งผ่านไปยังห่วงโซ่อุปทานอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐปรับตัวสูงขึ้นทั่วทั้งเส้นอัตราผลตอบแทน หลังจาก ECB มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอ้างอิง 25 basis points สู่ระดับ 2.50% ส่งผลให้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นโดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ปรับขึ้นมาที่ 4.57% ,อายุ 10 ปี ปรับขึ้นมาที่ 4.95% และอายุ 30 ปี ปรับขึ้นมาที่ 5.37% เป็นปัจจัยหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตลาดจับตาตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ในคืนนี้เนื่องจากมีผลสำคัญต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด (Fed) ในการประชุมสัปดาห์หน้า
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทวันนี้คาดกรอบการเคลื่อนไหวที่ 33.00-33.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 2,027 ล้านบาท และซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 611 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.90 บาท/ดอลลาร์ใกล้เคียงกับปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 32.93 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์ยังคงเทรดอยู่ในกรอบ โดยอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน จากการที่ตลาดให้น้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามตัวแปรสำคัญยังคงต้องติดตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดทางตะวันออกกลาง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อทั่วโลก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยต่อการปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารทั่วโลกรวมถึงธนาคารกลางสหรัฐได้เช่นกัน
ตลาดกำลังชั่งน้ำหนักระหว่าง เงินเฟ้อที่อาจกลับมาเร่งจากราคาน้ำมัน กับตลาดแรงงานที่แข็งแรงขึ้น ดังนั้นตัวเลขดัชนีผู้บริโภค หรือ US CPI ที่จะประกาศในวันศุกร์จะมีความสำคัญต่อความคาดหวังการลดดอกเบี้ยในการประชุม FOMC ในสัปดาห์หน้า (วันที่ 15 -16) เป็นอย่างมาก
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติซืัอสุทธิหุ้นไทย 3,136 ล้านบาท ขณะที่ขายสุทธิพันธบัตรไทย 2,640 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.89 บาท/ดอลลาร์แข็งค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 32.93 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์อ่อนค่าเทียบสกุลเงินหลัก ท่ามกลางการซื้อขายที่เป็นไปอย่างระมัดระวังก่อนที่ทางการสหรัฐฯ จะเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อในสัปดาห์นี้ ขณะที่เงินเยนแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ โดยได้แรงหนุนจากกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า โดยค่าเงินเยนพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 7 เดือน โดยคาดว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยคาดการณ์ว่า BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.25% ในการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 17-18 ก.ย.นี้
เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 60% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 15-16 ก.ย.นี้ นอกจากนี้นักวิเคราะห์จาก UBS คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งก่อนสิ้นปี 2569 โดยจะปรับขึ้นครั้งละ 0.25% ในการประชุมเดือน ก.ย. และ ธ.ค. หลังจากเควิน วอร์ช ประธานเฟด แสดงท่าทีสนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ประกอบกับข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งเกินคาด
จับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และการรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ในวันพฤหัสบดี และดัชนีผู้บริโภค (CPI) ) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นในวันศุกร์
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติซืัอสุทธิหุ้นไทย 652 ล้านบาท และซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 1,047 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.85 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 32.87 บาท/ดอลลาร์
เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ตามทิศทางของเงินสกุลอื่นในภูมิภาค โดยเฉพาะเงินเยน ที่แข็งค่าขึ้นค่อนข้างเร็ว
เงินเยนแข็งค่าในรอบกว่าหกเดือนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น
ทั้งนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 15-16 ก.ย.
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 60.4% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในวันที่ 16 ก.ย. หลังการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่แข็งแกร่งในวันศุกร์ และให้น้ำหนักเพียง 39.6% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75%
สหรัฐจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ประจำเดือนส.ค. ในวันศุกร์นี้ โดยนักวิเคราะห์คาดว่า ดัชนี CPI ทั่วไป (Headline CPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.4% ในเดือนส.ค. หลังจากปรับตัวขึ้น 3.4% เช่นกันในเดือนก.ค.
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 2,765.22 ล้านบาท และซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 2,960 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.92 บาท/ดอลลาร์ ทรงตัวจากราคาปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ระดับ 32.90 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันศุกร์ (4 ก.ย.) หลังข้อมูลระบุว่า นายจ้างสหรัฐฯ เพิ่มการจ้างงาน 162,000 ตำแหน่งในเดือน ส.ค. สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 56,000 ตำแหน่งอย่างมาก ส่งผลให้ตลาดเพิ่มการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ย.
อย่างไรก็ตาม ดอลลาร์สหรัฐลดช่วงบวกลงบางส่วน เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว 3 วัน และนักลงทุนรอข้อมูลเงินเฟ้อที่จะเปิดเผยในสัปดาห์หน้า โดยวันจันทร์ (7 ก.ย.) เป็นวันหยุดราชการของสหรัฐฯ เนื่องในวันแรงงาน (Labor Day)
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติเมื่อวันศุกร์ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 121.51 ล้านบาท และซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 1,265 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.90 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.00 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพฤหัสบดี (3 ก.ย.) หลังจากคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ สมาชิกคณะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กล่าวว่า เขาจะสนับสนุนให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ หากข้อมูลบ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเริ่มลดลง
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้ซื้อสุทธิหุ้นไทย 1,955 ล้านบาท และซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 2,325 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.20 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.33 บาท/ดอลลาร์
ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในโมเมนตัมแข็งค่าขึ้นตามการฟื้นตัวของราคาทองคำ หลังจากอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 33.30 บาทต่อดอลลาร์เมื่อวานนี้ โดยมีสาเหตุหลักจากการที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับตัวสูงขึ้นแตะ 4.80% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 เดือน จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อคืนนี้หลังตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐฯ (ADP Nonfarm Payrolls) เดือนสิงหาคม 2026 ประกาศออกมา เพิ่มขึ้นเพียง 38,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 47,000 ตำแหน่ง และลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 46,000 ตำแหน่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างชัดเจน
มาตรการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงคลังสหรัฐยังคงเป็นแรงกดดันทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าได้ (Dollar debasement) เนื่องจากการเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว ควบคู่กับแนวโน้มลดสัดส่วนการออกพันธบัตรระยะยาวและหันไปออกตั๋วเงินคลังระยะสั้นมากขึ้น มีลักษณะใกล้เคียงกับ Operation Twist ซึ่งเป็นการกดอัตราผลตอบแทนระยะยาว แต่ไม่ได้แก้ปัญหาพื้นฐานด้านการขาดดุลและหนี้สาธารณะ ส่งผลให้ปฏิกิริยาของตลาดกลับมาอยู่ในรูปของการลดการถือครองเงินดอลลาร์ และเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีอุปทานจำกัด เช่น ทองคำ เงิน และสินทรัพย์ดิจิทัลหนุนให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้.
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทวันนี้คาดกรอบการเคลื่อนไหวที่ 33.10-33.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้ ขายสุทธิหุ้นไทย 655 ล้านบาท และขายสุทธิพันธบัตรไทย 40 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ 33.28 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งขึ้นทั่วโลก ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อหลังจากสหรัฐและอิหร่านกลับมาเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งอาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ราคาทองร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ หลุด 4,400 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ โดยถูกกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์ และการดีดตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น
เมื่อคืนกระทรวงแรงงานสหรัฐเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน เพิ่มขึ้น 89,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 7.271 ล้านตำแหน่งในเดือนก.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 7.300 ล้านตำแหน่ง จากระดับ 7.182 ล้านตำแหน่งในเดือนมิ.ย.
นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินภาวะตลาดแรงงานและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่จะประกาศในวันศุกร์ที่ 4 ก.ย. โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานเพิ่มขึ้น 58,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. หลังจากลดลง 23,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานทรงตัวที่ระดับ 4.1%
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 66.4% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนก.ย. จากเดิมที่ให้น้ำหนักเพียง 39.6% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติเมื่อวานนี้ ซื้อสุทธิหุ้นไทย 2,061.15 ล้านบาท และขายสุทธิพันธบัตรไทย 10,332.18 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.16 บาท/ดอลลาร์ ใกล้เคียงกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.18 บาท/ดอลลาร์
สกุลเงินดอลลาร์ USD ยังคงเทรดอยู่ในกรอบแคบโดยแข็งค่าเมื่อเทียบกับ JPY แต่ภาพรวมยังไม่ได้กลับเป็น USD Bullish เต็มตัว ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ อาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยต่อไป Higher for longer หรืออาจปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อได้มากกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า
ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญในสัปดาห์นี้คือ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) ในคืนวันศุกร์ ขณะที่ JOLTS (เป็นดัชนีเพื่อดูอุปสงค์ของการจ้างงาน), ขณะที่ ADP และ ISM Services จะเป็นข้อมูลสำคัญระหว่างทางสำหรับประเมินความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและทิศทาง Fed หลังตลาดเพิ่มน้ำหนักโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเดือน ก.ย.
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 821 ล้านบาท และขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 335ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ