Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ไทยเสนอ Bangkok Dialogue ฝาก ‘5 ข้อคิด’ จากเวที IMF-World Bank สู่โลก
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ไทยเสนอ Bangkok Dialogue ฝาก ‘5 ข้อคิด’ จากเวที IMF-World Bank สู่โลก

17 ต.ค. 69
18:51 น.
แชร์

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้จัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) แถลงผลการจัดงานระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 พร้อมนำเสนอ 5 ข้อคิดจากประเทศไทยสู่เวทีโลกผ่านเอกสาร ‘Bangkok Dialogue Notes’ ซึ่งรวบรวมประเด็นสำคัญจากการหารือระหว่างผู้กำหนดนโยบาย องค์การระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และผู้แทนจากหลากหลายวงการ

ดร.เอกนิติกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีผู้ลงทะเบียนผ่านระบบของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่ม ธนาคารโลกกว่า 19,000 คน ซึ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การจัดประชุม Annual Meetings โดยประเทศไทยได้ รับคำชื่นชมด้านการเป็นเจ้าภาพและการจัดการประชุมระดับโลก ทั้งจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( IMF) กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) และผู้แทนระดับสูงจากทั่วโลก ขณะเดียวกันไทยยังมีโอกาสนำเสนอประเด็นที่ต้องการผลักดันร่วมกับ IMF และธนาคารโลก เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของวาระเศรษฐกิจโลก

ประเด็นสำคัญที่ไทยต้องการนำเสนอต่อประชาคมโลก คือ การสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศและประชาชนสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเผชิญความเสี่ยงหลายด้านพร้อมกัน ตั้งแต่ความขัดแย้งและการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงต้นทุนพลังงานและความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ

อีกประเด็น คือ การนำเสนอบทบาทของไทยในฐานะ ‘ผู้เชื่อมโยงที่โลกไว้วางใจ’ หรือ ‘Trusted Connector’ ซึ่งหมายถึงการเชื่อมโยงประเทศและภาคส่วนต่าง ๆ ผ่านความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความไว้วางใจ เพื่อให้สามารถร่วมมือกันรับมือกับปัญหาและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้

ไทยนำเสนอ Bangkok Dialogue ฝาก 5 ข้อคิดสู่โลก

ดร.เอกนิติชี้ว่า โลกกำลังเปลี่ยนไปพร้อมกันหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ เทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และโครงสร้างประชากรที่ต่างจากเดิม แต่โจทย์ไม่ได้มีเพียง การแบ่งขั้วระหว่างประเทศ ภายในแต่ละประเทศยังมีช่องว่างทางโอกาสระหว่างคนที่ได้ประโยชน์กับคนที่ปรับตัว ไม่ทัน ธุรกิจขนาดใหญ่อาจเข้าถึงเทคโนโลยีและตลาดใหม่ได้เร็วกว่า SMEs ขณะที่บางชุมชนยังขาดเครื่องมือ ที่จะคว้าโอกาสจากความเปลี่ยนแปลง

“ความเข้มแข็งไม่ได้เกิดจากการอยู่ลำพัง แต่เกิดจากความร่วมมือที่ไว้ใจกัน และช่วยให้ผู้คนมีทางเลือกมากขึ้น โจทย์จึงไม่ใช่แค่ว่าจะเปิดประเทศมากขึ้นหรือพึ่งพาตนเองมากขึ้น แต่คือเราจะเชื่อมต่อกับโลกอย่างไร ให้ประเทศและประชาชนเข้มแข็งขึ้นจริง” ดร.เอกนิติกล่าว

ทั้งนี้ Bangkok Dialogue Notes ไม่ใช่ข้อตกลงร่วมระหว่างประเทศหรือข้อเสนอแนะอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการรวบรวมข้อคิดจากการแลกเปลี่ยนในหลายเวที โดยมีคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยจะสร้างความเข้มแข็งจากภายใน พร้อมกับร่วมมือกับโลก เพื่อรับมือกับปัญหาและสร้างโอกาสให้ประชาชนได้อย่างไ

เนื้อหาใน Bangkok Dialogue Notes สรุปได้ดังนี้

1. โลกยิ่งแบ่งขั้ว ยิ่งต้องคิดใหม่เรื่อง Resilience - ความเข้มแข็ง ยืดหยุ่น ปรับตัวได้

โลกเผชิญความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร ขณะที่ประโยชน์จากการค้า การลงทุน และเทคโนโลยียังกระจายไม่ทั่วถึง การสร้างความเข้มแข็งจึงต้องครอบคลุมทั้งความมั่นคงของประเทศและความสามารถของประชาชนกับธุรกิจในการรับมือ ปรับตัว และเติบโต โดยยังต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อจัดการปัญหาร่วมกัน

2. เข้มแข็งได้ โดยไม่ต้องโดดเดี่ยว

การสร้างความมั่นคงภายในประเทศไม่จำเป็นต้องแลกกับการแยกตัวจากโลก ความร่วมมือควรตั้งอยู่บนความไว้วางใจ รับมือกับวิกฤติได้ และสร้างโอกาสให้ประชาชน ชุมชน และธุรกิจขนาดเล็ก ไม่ใช่เพียงเพิ่มปริมาณการค้า การลงทุน หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูล แนวคิดนี้นำไปสู่บทบาทของ “ผู้เชื่อมโยงที่โลกไว้วางใจ” หรือ Trusted Connectors

3. ข้อคิดสำคัญจากกรุงเทพฯ

การหารือหลายเวทีสะท้อนข้อคิดที่สอดคล้องกัน 5 ประการ ได้แก่

  1. ประเทศจะเข้มแข็งได้ คนต้องรับมือไหวและไปต่อได้ : การช่วยเหลือประชาชนให้ผ่านปัญหาเฉพาะหน้าเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ต้องส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โอกาสเข้าสู่การทำงาน และระบบคุ้มครองทางสังคม เพื่อให้ประชาชนและธุรกิจมีความสามารถในการปรับตัว พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาของตนเอง
  2. จะสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศ ต้องให้คนในประเทศเห็นประโยชน์ : ความร่วมมือกับต่างประเทศจะดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน เมื่อประชาชนเห็นว่าการเปิดกว้างและการเชื่อมโยงกับโลกช่วยให้ชีวิตและธุรกิจดีขึ้น และผลประโยชน์กระจายไปอย่างทั่วถึง ความเชื่อมั่นของคนในประเทศจึงเป็นส่วนสำคัญของการสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศ
  3. เชื่อมกับโลกแล้ว คนของเราต้องเก่งขึ้น : ความสำเร็จของการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ ไม่ควรวัดเฉพาะปริมาณหรือมูลค่าที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าประชาชนได้รับทักษะเพิ่มขึ้นหรือไม่ ธุรกิจไทยมีความเข้มแข็งขึ้นเพียงใด มีความรู้และความสามารถในการผลิตเพิ่มขึ้นหรือไม่ และชุมชนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้นหรือไม่
  4. ความร่วมมือเรื่องเล็กที่ทำได้จริง ช่วยต่อยอดความร่วมมือเรื่องใหญ่ : ประเทศต่าง ๆ สามารถเริ่มจากการร่วมกันแก้ปัญหาในระดับภูมิภาคหรือประเด็นเฉพาะ เรียนรู้จากสิ่งที่ได้ผล แล้วขยายไปสู่กติกาและความร่วมมือที่กว้างขึ้น เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ระบบพหุภาคี
  5. ประเทศขนาดกลางเชื่อมโลกได้ โดยมีสถาบันการเงินเพื่อพัฒนาระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลกช่วยต่อยอด : ประเทศกลุ่ม Middle Powers สามารถประสานความร่วมมือระหว่างประเทศต่างภูมิภาคในประเด็นที่มีประโยชน์ร่วมกัน โดยสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย มีบทบาทช่วยวางมาตรฐานร่วม เตรียมโครงการให้พร้อม แบ่งรับความเสี่ยง และขยายแนวทางที่ได้ผลไปยังประเทศอื่น

4. จากข้อคิดสู่การลงมือทำ

แนวทางดำเนินงานมี 4 เสาหลัก ได้แก่ ดิจิทัลและ AI ที่ประชาชนเข้าถึงและไว้วางใจได้ การค้าและการลงทุนที่ช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างงานที่มีคุณภาพ เศรษฐกิจสีเขียวที่เชื่อมโยงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสังคมอายุยืนที่ต้องปรับระบบการศึกษา การทำงาน สุขภาพ การออม และสวัสดิการให้รองรับช่วงชีวิตที่เปลี่ยนไป โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการเพิ่มศักยภาพและโอกาสให้ประชาชน

5. คุยแล้ว ต้องทำต่อ

การหารือต้องนำไปสู่การลงมือทำ โดยทำให้ประชาชนเห็นประโยชน์จากการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และเงินทุนอย่างทั่วถึง ร่วมกันแก้ปัญหาเฉพาะด้านผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศขนาดกลาง ธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี ภาคธุรกิจ และชุมชน ตลอดจนขยายแนวทางที่ได้ผลไปสู่ความร่วมมือในวงกว้างและเสริมความเข้มแข็งให้ระบบพหุภาคี

6. สิ่งที่ไทยร่วมเสนอต่อโลก

ไทยออกแบบกิจกรรมในฐานะเจ้าภาพให้เชื่อมโยงกับประเด็นหารือระดับโลก ทั้ง Host Country Dialogues สองเวทีเรื่องความเข้มแข็งในโลกที่แตกแยกและระบบการเงินเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการประชุมระดับผู้นำ พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ Bangkok Blueprint และกิจกรรมสำหรับเยาวชน เพื่อขยายการแลกเปลี่ยนออกไปนอกห้องประชุมและนำเสนอมุมมองของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ต่อประเด็นระดับโลก

4 เสาหลัก เชื่อมความร่วมมือสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ข้อคิดจาก Bangkok Dialogue เชื่อมโยงกับ 4 เสาหลักของกิจกรรมที่ประเทศไทยจัดขึ้นในฐานะเจ้าภาพ โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศช่วยให้ประชาชนและธุรกิจทุกขนาดรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และเข้าถึงโอกาสใหม่

เสาที่ 1 : ดิจิทัลและ AI ที่คนใช้ประโยชน์ได้และไว้ใจได้

การสร้างอนาคตดิจิทัลต้องทำมากกว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือพัฒนา AI ให้เก่งขึ้น แต่ต้องช่วย ให้ผู้คนใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับชีวิตและการทำงานได้จริง โดย Small AI หรือเครื่องมือ AI ที่ใช้งานได้ ในชีวิตประจำวันและมีราคาที่เข้าถึงได้ สามารถช่วยให้คนเข้าถึงบริการสุขภาพและการศึกษา ช่วยธุรกิจขนาดเล็ก ตัดสินใจได้ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างงานที่มากขึ้นและดีขึ้น

ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะยังช่วยให้รัฐส่งความช่วยเหลือได้ตรงจุด และช่วยให้ SMEs เข้าถึงตลาด และแหล่งเงินทุน ขณะที่การเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินภายใต้แนวคิด Connect the Dots โดยทีมประเทศไทย ซึ่งเป็นกรอบหลักในการร่วมป้องกันและสกัดกั้นภัยการเงินดิจิทัล ซึ่งได้ต่อยอดไปยัง Bangkok Blueprint จะทำให้ ประชาชนใช้ระบบการเงินดิจิทัลได้อย่างมั่นใจคุณค่าของ AI จึงไม่ได้อยู่แค่ว่า AI เก่งแค่ไหน แต่อยู่ที่ช่วยให้คนเก่ง ขึ้นได้มากและทั่วถึงเพียงใด

เสาที่ 2 : การค้าและการลงทุนที่เพิ่มทางเลือก และสร้างความสามารถให้คนในประเทศ

การรับมือโลกที่มีความไม่แน่นอนและการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งจัดหา ตลาด เทคโนโลยี และประเทศคู่ค้า เพื่อเพิ่มทางเลือกเมื่อเกิดปัญหา ขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศควรช่วยสร้างงานที่มีคุณภาพ พัฒนา SME เพิ่มทักษะแรงงาน และสร้างนวัตกรรมภายในประเทศ

ในระดับภูมิภาค อาเซียนสามารถต่อยอดความร่วมมือผ่านการเชื่อมโยงภาคบริการ ระบบชำระเงินข้ามพรมแดน และโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานและเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก

เสาที่ 3 : เศรษฐกิจสีเขียวที่ช่วยลดความเสี่ยง และเงินทุนที่ไปถึงคนที่ต้องปรับตัว

การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วย พลังงานสะอาด โครงข่ายไฟฟ้า ที่แข็งแรงขึ้น และการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีราคาผันผวน

ขณะที่กลไกการเงินระดับภูมิภาคสามารถช่วยเสริมความพยายามระดับโลก ทั้งด้านการเปลี่ยนผ่านและการปรับตัวต่อสภาพ ภูมิอากาศจะเดินหน้าต่อได้ จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจของคนในพื้นที่ เห็นประโยชน์ และมีส่วนร่วมจาก ประชาชนและธุรกิจ ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง รวมถึงมีการจัดสรรเงินทุนและทรัพยากรอย่างเหมาะสมกับความเสี่ยงและความต้องการ

เสาที่ 4 : อายุยืนขึ้นต้องมีโอกาสและความมั่นคงมากขึ้นด้วย

การที่ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้นควรเป็นโอกาสการจัดการด้านการศึกษา การทำงาน สุขภาพ การออม และการคุ้มครองทางสังคมให้สอดคล้องกับชีวิตในแต่ละช่วงวัย โดยความร่วมมือระหว่างประเทศสามารถช่วยให้เกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนนวัตกรรม เพื่อให้ผู้คนมีโอกาสและความมั่นคงตลอดช่วงชีวิตที่ยืนยาวขึ้น

ไทยชู Trusted Connector เชื่อมโลกด้วยความไว้วางใจ

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ประเทศไทยต้องการแสดงให้เห็นถึงบทบาทของการเป็น Trusted Connector ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนและความร่วมมือระหว่างประเทศเผชิญความท้าทาย โดยการสร้างความไว้วางใจต้องเริ่มจากการมีเป้าหมายร่วมกัน การรู้จักกันมากขึ้น การเชื่อถือได้ และการปฏิบัติตามสิ่งที่ตกลงกันไว้

การประชุมครั้งนี้เปิดโอกาสให้ไทยได้พบปะกับรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศจากหลายภูมิภาค โดยดร.เอกนิติกล่าวถึงการสร้างความสัมพันธ์กับผู้แทนเหล่านี้เพื่อสานต่อการหารือในอนาคต ทั้งการเชื่อมโยงความร่วมมือกับประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินอิสลาม และการหารือกับประเทศในยุโรปเพื่อขยายความร่วมมือในช่วงต่อไป

ดร.เอกนิติระบุว่า การเป็น Trusted Connector ไม่ได้หมายถึงการทำหน้าที่เชื่อมโยงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรักษาความน่าเชื่อถือด้วยการทำตามคำมั่นที่ให้ไว้ หลังการประชุมจึงต้องติดตามประเด็นที่หารือกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นสามารถนำไปสู่ความร่วมมือและโอกาสทางเศรษฐกิจได้

จากเจ้าภาพเวทีระดับโลก สู่โอกาสของเศรษฐกิจไทย

สำหรับโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ดร.เอกนิติกล่าวถึงโอกาสของไทยในการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งมีการลงทุนในกิจการอย่างเซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์ด้านพลังงาน และแผงวงจรพิมพ์ (PCB)

สำหรับโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ดร.เอกนิติกล่าวถึงการดึงดูดการลงทุนในกิจการที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยไทยได้รับการลงทุนในอุตสาหกรรมอย่างเซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์ด้านพลังงาน และแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ซึ่งเป็นโอกาสที่ไทยจะเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม การดึงดูดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ไทยต้องต่อยอดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ให้เป็นความสามารถในการผลิตและทักษะของคนไทย พร้อมผลักดันให้ธุรกิจในประเทศ โดยเฉพาะ SME และธุรกิจท้องถิ่น เข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานและได้รับประโยชน์จากการลงทุนมากขึ้น

นอกจากนั้น ดร.เอกนิติกล่าวถึงความสำคัญของการสร้างความเข้มแข็งในประเทศควบคู่กับการเชื่อมโยงกับโลก โดยหากธุรกิจรายย่อยและชุมชนไม่สามารถเข้าถึงประโยชน์จากการลงทุนได้ ก็อาจเกิดแรงต่อต้านต่อโครงการลงทุนในประเทศ การเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกจึงต้องดำเนินควบคู่กับการสร้างโอกาสให้ประชาชนในประเทศด้วย

ความสำเร็จไม่ใช่แค่จัดงานดี แต่ได้เปิดให้โลกเห็นศักยภาพไทย

ดร.เอกนิติกล่าวถึงความสำเร็จในการจัดการประชุมว่า สิ่งที่ไทยได้รับจากการเป็นเจ้าภาพไม่ใช่เพียงการยอมรับด้านการจัดงาน แต่ยังรวมถึงโอกาสในการนำเสนอประเด็นที่ต้องการผลักดันในเวทีระหว่างประเทศ และแบ่งปันประสบการณ์ของไทยต่อความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคม

ประเทศไทยออกแบบกิจกรรมให้เชื่อมโยงกัน ทั้งเวที Host Country Dialogues การพบปะของผู้นำ นิทรรศการ (pavillion) การนำเสนอ Bangkok Blueprint และกิจกรรมเยาวชน เพื่อให้การแลกเปลี่ยนครอบคลุมทั้งประเด็นนโยบายและประสบการณ์จากภาคส่วนต่าง ๆ

อีกส่วนหนึ่งที่ไทยให้ความสำคัญ คือ การนำเสนอวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของประเทศ โดยเฉพาะนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ (Royal Pavilion) ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมประชุมเรียนรู้หลักการทรงงานและหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9) ตลอดจนความเชื่อมโยงกับประเด็นที่โลกให้ความสำคัญในปัจจุบัน เช่น การสร้างความเข้มแข็ง การพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และความยั่งยืน

ดร.เอกนิติระบุว่า หนึ่งในสิ่งที่สะท้อนความสำเร็จในการจัดงาน คือการที่คริสตาลินา กิออร์กิเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการ IMF ได้อัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ว่า เป็นข้อคิดเตือนใจในการปฏิบัติภารกิจของ IMF ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการค่อย ๆ สร้างและสะสมผลลัพธ์ที่ดีให้เข้มแข็งขึ้นตามเวลา

นอกจากนี้ การจัดงานยังเปิดโอกาสให้ชุมชนจากหลายพื้นที่นำผลงานและผลิตภัณฑ์มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน โดยพื้นที่จัดประชุมมีการตกแต่งด้วยผลงานจากชุมชน และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้ที่มาและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ซึ่ง ดร.เอกนิติกล่าวว่า การนำผลิตภัณฑ์ของไทยไปสู่สายตาผู้เข้าร่วมประชุมนานาชาติเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงกิจกรรมระดับโลกกับประชาชนในประเทศ

อีกส่วนสำคัญที่ไทยนำเสนอต่อเวทีระหว่างประเทศ และถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จของการจัดงาน คือ Bangkok Blueprint for Resilient Financial Services ซึ่งเป็นแนวทางความร่วมมือในการรับมือภัยหลอกลวงทางการเงิน โดยไทยใช้ประสบการณ์ของตนเองประกอบการหารือ และเน้นว่าปัญหาดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นปัญหาข้ามพรมแดนที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ประเทศต่าง ๆ สามารถนำแนวทางจาก Bangkok Blueprint ไปพิจารณาปรับใช้ตามบริบทของตนเอง เนื่องจากแต่ละประเทศมีสังคมและวัฒนธรรมแตกต่างกัน การแลกเปลี่ยนประสบการณ์จึงช่วยให้ประเทศต่าง ๆ มีแนวทางในการรับมือกับปัญหาที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัลร่วมกัน

ต่อยอดสู่ความร่วมมือในภูมิภาค

สำหรับการดำเนินงานหลังจบการประชุม ดร.เอกนิติกล่าวว่า จะสานต่อการพบปะและหารือกับประเทศต่าง ๆ รวมถึงเชื่อมโยงภาคธุรกิจไทยกับนักลงทุนและผู้ประกอบการจากต่างประเทศ และไทยยังต้องการต่อยอดความร่วมมือที่เกิดขึ้นในช่วงการประชุมไปสู่การทำงานร่วมกันในระยะยาว โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมโยงด้านการลงทุน พลังงาน และเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศมากกว่าการดำเนินงานแยกกันเป็นรายปี

ในระดับอาเซียน ดร.เอกนิติกล่าวถึงความจำเป็นในการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดร่วมกัน เพื่อเพิ่มการค้าและการลงทุนภายในภูมิภาค โดยกล่าวถึงข้อมูลที่กรรมการผู้จัดการ IMF ยกขึ้นมากล่าวถึงในการประชุมว่า การค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนมีสัดส่วนประมาณ 22% ซึ่งต่ำกว่าสัดส่วนการค้าภายในสหภาพยุโรปที่ระบุไว้ราว 60%

ดร.เอกนิติเห็นว่า อาเซียนควรใช้ประโยชน์จากตลาดที่มีประชากรราว 700 ล้านคน ไม่เพียงแค่การค้าสินค้า แต่ควรเพิ่มความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีในภูมิภาคเอง รวมถึงการเชื่อมโยงระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลของแต่ละประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงบริการและกิจกรรมทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดน

นอกเหนือจากการค้าและเศรษฐกิจดิจิทัล ดร.เอกนิติกล่าวว่า อาเซียนยังมีโอกาสขยายการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิกในอุตสาหกรรมที่แต่ละประเทศมีความต้องการและศักยภาพแตกต่างกัน พร้อมกล่าวว่า ต้องการผลักดันให้การหารือด้านการเงินของอาเซียนมีการกำหนดเป้าหมาย (KPI) ร่วม และมีการดำเนินงานต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติขึ้นจริง

รัฐบาลตั้งเป้าเร่งลงทุนสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจ

ดร.เอกนิติกล่าวว่า การสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยต้องอาศัยการลงทุนทั้งในคนและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อปรับตัวให้ทันกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป โดยรัฐบาลต้องการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงที่มีความผันผวน และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

ขณะเดียวกัน การลงทุนในทุนมนุษย์เป็นอีกส่วนสำคัญของการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ โดย ดร.เอกนิติกล่าวถึงหลักคิดการพัฒนาที่ต้องกลับมาพิจารณาความต้องการของประชาชนและชุมชน เข้าใจปัญหาในพื้นที่ และเพิ่มโอกาสให้คนสามารถพัฒนาความสามารถของตนเอง เพื่อให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงและมีส่วนร่วมกับการเติบโตของประเทศ

ในด้านการกำหนดเป้าหมาย รัฐบาลจะใช้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยมีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เพื่อร่วมกันกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดการพัฒนาประเทศ ซึ่งเป้าหมายที่ระบุไว้ ได้แก่ การยกระดับอัตราการเติบโตที่มีศักยภาพของเศรษฐกิจไทยให้สูงกว่า 3% และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จากระดับประมาณ 22% เป็น 30% โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในฐานะปัจจัยที่ช่วยสร้างรายได้และศักยภาพการเติบโตในอนาคต

นอกจากนี้ รัฐบาลยังตั้งเป้าปรับปรุงความสะดวกในการดำเนินธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดต้องทำร่วมกับภาคเอกชน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกับแนวทางดำเนินงานและสามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

แชร์
ไทยเสนอ Bangkok Dialogue ฝาก ‘5 ข้อคิด’ จากเวที IMF-World Bank สู่โลก