
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน ภัยธรรมชาติ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่การหาเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการทำให้โครงการด้านสิ่งแวดล้อมสามารถสร้างผลตอบแทน ดึงดูดนักลงทุน และตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวได้จริง
ประเด็นนี้เป็นหัวใจสำคัญของเวที Financing a Resilient Green Economy ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้การประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) โดยมีผู้แทนรัฐบาลไทย ธนาคารโลก และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินสีเขียวระดับโลกร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางระดมเงินทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและพร้อมรับมือกับวิกฤตในอนาคต
ดร.สันติธาร เสถียรไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในอดีตการสร้างเศรษฐกิจที่มีความสามารถรับมือวิกฤต (Resilient Economy) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) มักถูกมองเป็นคนละเรื่อง แต่ความผันผวนของราคาพลังงานในปัจจุบันทำให้ทั้งสองเป้าหมายเชื่อมโยงกันมากขึ้น
สำหรับประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง ความผันผวนของตลาดพลังงานโลกส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนเศรษฐกิจและภาระทางการคลัง การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจึงไม่ใช่เพียงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นแนวทางลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้า
รัฐบาลไทยจึงวางแนวทางดำเนินงานผ่าน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ Stabilize, Transition และ Invest
แนวทางแรกคือ Stabilize หรือการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยปรับจากการใช้นโยบายอุดหนุนราคาพลังงานในวงกว้างไปสู่การช่วยเหลือครัวเรือนและธุรกิจแบบตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อลดผลกระทบจากราคาพลังงานโดยไม่สร้างภาระต่องบประมาณมากเกินไป
ด้านที่สองคือ Transition หรือการเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยรัฐบาลผลักดันมาตรการส่งเสริมให้ครัวเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์ รวมถึงการปรับกฎระเบียบเพื่อให้ประชาชนและธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้า และเปลี่ยนบทบาทจากผู้ใช้ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวมาเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค หรือ Prosumer
ส่วนด้านสุดท้ายคือ Invest หรือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการปรับปรุงระบบสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับพลังงานสะอาด รวมถึงการพัฒนากลไกทางการเงินเพื่อดึงดูดเงินลงทุนระยะยาว
หนึ่งในโครงการที่ ดร.สันติธาร กล่าวถึงคือ Low Carbon City ซึ่งเป็นความร่วมมือกับธนาคารโลกและสถาบันการเงิน เพื่อสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์และระบบบริหารจัดการพลังงานในอาคารและพื้นที่อุตสาหกรรม โดยใช้ระบบดิจิทัลติดตาม ตรวจวัด และรายงานผลการลดการปล่อยคาร์บอน ก่อนนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและรับรองเพื่อพัฒนาเป็นคาร์บอนเครดิตสำหรับซื้อขายกับผู้ซื้อในต่างประเทศ
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายทั้งลดต้นทุนพลังงาน พัฒนาตลาดคาร์บอนของไทย และสร้างกลไกทางการเงินที่สามารถสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง
Paschal Donohoe ผู้บริหารกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาอย่าง World Bank Group มีบทบาทสำคัญในการช่วยประเทศต่าง ๆ เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวผ่านสองช่องทาง ได้แก่ การใช้เงินทุนของสถาบันสนับสนุนโครงการพัฒนาโดยตรง และการระดมเงินลงทุนภาคเอกชนผ่านมาตรการค้ำประกัน การลดความเสี่ยง และการพัฒนาสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ
เขาเปิดเผยว่า ในปีงบประมาณล่าสุดที่รายงานในเวทีดังกล่าว World Bank Group จัดสรรเงินทุนสำหรับโครงการด้านสภาพภูมิอากาศจำนวน 48,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันยังสามารถระดมเงินทุนจากภาคเอกชนได้อีก 48,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงินทุนสำหรับกิจกรรมด้านสภาพภูมิอากาศถึง 96,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปีเดียว
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้เงินทุนจากสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาเป็นเครื่องมือดึงดูดเงินทุนเอกชน โดยเฉพาะในโครงการที่มีความเสี่ยงสูงหรือยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดได้ด้วยตนเอง
นอกจากนี้ Donohoe ยังกล่าวว่า การลงทุนด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศทั่วโลกจนถึงปี 2050 อาจเกี่ยวข้องกับการสร้างหรือรักษาตำแหน่งงานได้มากถึง 150 ล้านตำแหน่ง
เขามองว่าการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมไม่ควรถูกแยกออกจากการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ควรเชื่อมโยงกับการสร้างงาน ความมั่นคงทางพลังงาน และการเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม โดยแต่ละประเทศควรเป็นผู้กำหนดลำดับความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านให้สอดคล้องกับบริบทของตนเอง
ด้าน Dr. Ma Jun ประธาน Institute of Finance and Sustainability (IFS) และ Capacity-building Alliance of Sustainable Investment (CASI) กล่าวถึงประสบการณ์การพัฒนาระบบการเงินสีเขียวของจีนว่า การระดมเงินทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นในวงกว้างจำเป็นต้องมีทั้งมาตรฐานที่ชัดเจน ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย และมาตรการจูงใจที่ทำให้การลงทุนสีเขียวมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ Green Taxonomy หรือระบบจัดประเภทกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยให้ธนาคารและนักลงทุนสามารถตรวจสอบได้ว่าโครงการใดเข้าข่ายเป็นกิจกรรมสีเขียว โดยไม่ต้องพึ่งพาการตรวจสอบจากบุคคลภายนอกในทุกธุรกรรม
เขาระบุว่า จีนมีการปล่อยสินเชื่อสีเขียวประมาณ 1 ล้านรายการต่อปี การมีเกณฑ์กลางที่ใช้ร่วมกันจึงช่วยลดต้นทุนการตรวจสอบและป้องกันการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมเกินจริง หรือ Greenwashing
อย่างไรก็ตาม การมีมาตรฐานเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะสินเชื่อสีเขียวมักมีต้นทุนเพิ่มเติมจากการจัดทำรายงาน การเปิดเผยข้อมูล และการตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หากต้นทุนเหล่านี้ทำให้สินเชื่อสีเขียวมีราคาแพงกว่าสินเชื่อทั่วไป ผู้กู้ก็อาจไม่มีแรงจูงใจเลือกใช้
Dr. Ma Jun ยกตัวอย่างเมืองฝูโจวของจีน ซึ่งใช้มาตรการสนับสนุนหลายรูปแบบ ทั้งเงินอุดหนุน การค้ำประกัน และบริการตรวจวัดคาร์บอนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย จนสามารถลดต้นทุนสินเชื่อสีเขียวให้ต่ำกว่าสินเชื่อทั่วไปประมาณ 0.20 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้สินเชื่อสีเขียวของเมืองเติบโตเฉลี่ยประมาณ 40% ต่อปีในช่วงแปดปีที่ผ่านมา
เขายังระบุว่า ตลอดสิบปีที่ผ่านมา จีนได้พัฒนาตลาดสินเชื่อสีเขียวและตราสารหนี้สีเขียวจนมีมูลค่าคงค้างรวมกันประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
อีกหนึ่งความท้าทายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการลงทุนเพื่อปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Adaptation ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่โครงการป้องกันน้ำท่วม การบริหารจัดการน้ำ ไปจนถึงการพัฒนาระบบเกษตรกรรมให้ทนต่อภัยแล้งและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
Dr. Ma Jun ประเมินว่า เงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศที่ไหลเข้าสู่โครงการปรับตัวอาจมีสัดส่วนเพียงประมาณ 5–10% โดยอุปสรรคสำคัญคือโครงการจำนวนมากยังไม่สามารถสร้างรายได้หรือผลตอบแทนเพียงพอสำหรับชำระคืนเงินกู้ ทำให้ธนาคารและนักลงทุนเอกชนไม่สามารถเข้ามาสนับสนุนได้ง่าย
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เขาได้กล่าวถึง Green Accelerator ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มไม่แสวงหากำไรที่มุ่งเชื่อมโยงผู้พัฒนาเทคโนโลยีกับผู้ใช้งาน เพื่อเปลี่ยนโครงการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศให้สามารถสร้างรายได้และเข้าถึงเงินทุนได้จริง
ตัวอย่างหนึ่งคือเทคโนโลยีเก็บน้ำฝนจากหลังคาอาคารและพื้นผิวโครงสร้างพื้นฐาน ก่อนนำมาผ่านกระบวนการผลิตเป็นน้ำดื่ม โดยมีต้นทุนประมาณหนึ่งในห้าของกระบวนการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดปริมาณน้ำที่อาจก่อให้เกิดน้ำท่วม ขณะเดียวกันก็สร้างรายได้จากการจำหน่ายน้ำ
อีกตัวอย่างคือเมล็ดพันธุ์พืชที่ทนต่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเขาระบุว่าสามารถลดการใช้น้ำได้ประมาณ 30–40% และเพิ่มผลผลิตได้ราว 15% รวมถึงระบบชลประทานอัจฉริยะที่ใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศเพื่อกำหนดเวลาการให้น้ำและปุ๋ย ช่วยลดต้นทุนการเกษตรและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
กรณีเหล่านี้สะท้อนว่า การลงทุนด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศไม่จำเป็นต้องเป็นโครงการที่พึ่งพางบประมาณรัฐเพียงอย่างเดียว หากสามารถพัฒนารูปแบบธุรกิจที่สร้างรายได้ควบคู่ไปกับการลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติได้ ก็จะช่วยเปิดโอกาสให้เงินทุนเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
ขณะที่ Jean-Paul Servais ประธานคณะกรรมการ International Organization of Securities Commissions (IOSCO) เน้นย้ำว่าการสร้างตลาดทุนที่สามารถสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียวได้ จำเป็นต้องมีระบบเปิดเผยข้อมูลที่น่าเชื่อถือและสามารถเปรียบเทียบกันได้ระหว่างประเทศ
เขากล่าวถึงบทบาทของมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนที่พัฒนาโดย International Sustainability Standards Board (ISSB) ซึ่งช่วยให้บริษัทและนักลงทุนใช้กรอบข้อมูลที่สอดคล้องกันในการประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม เขามองว่ามาตรฐานระหว่างประเทศต้องคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละประเทศ ทั้งด้านขนาดเศรษฐกิจ ความพร้อมของภาคธุรกิจ และศักยภาพในการจัดทำข้อมูล โดยไม่ควรกำหนดข้อกำหนดที่เพิ่มภาระเกินความจำเป็น
สิ่งสำคัญไม่ใช่ปริมาณข้อมูลที่บริษัทเปิดเผย แต่เป็นคุณภาพและความเกี่ยวข้องของข้อมูลต่อการตัดสินใจลงทุน เพราะข้อมูลที่น่าเชื่อถือจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและทำให้เงินทุนสามารถไหลเข้าสู่โครงการที่เหมาะสมได้มากขึ้น
อีกประเด็นหนึ่งที่ ดร.สันติธาร ให้ความสำคัญคือ การลงทุนด้าน Climate Adaptation ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นนอกเหนือจากเงินทุน เพราะการที่ประชาชนและธุรกิจยังไม่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ อาจเกิดจากข้อจำกัดสามด้าน ได้แก่ ความตระหนักรู้ แรงจูงใจ และขีดความสามารถ
ในด้านความตระหนักรู้ ประชาชนบางส่วนยังไม่เข้าใจว่าภัยธรรมชาติที่เคยเกิดขึ้นไม่บ่อยกำลังมีแนวโน้มเกิดถี่ขึ้น หรือแม้จะตระหนักถึงความเสี่ยงแล้ว ก็อาจยังขาดข้อมูลสภาพภูมิอากาศที่จำเป็นต่อการตัดสินใจ
ส่วนด้านแรงจูงใจ แม้เกษตรกรหรือผู้ประกอบการจะทราบว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือสถานประกอบการของตนอยู่ในพื้นที่เสี่ยง แต่ก็อาจไม่ยอมปรับเปลี่ยน เนื่องจากกังวลเรื่องต้นทุนและรายได้ที่จะสูญเสียไป
เขามองว่าระบบการเงินต้องช่วยสะท้อนราคาความเสี่ยงให้เหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนและภาคธุรกิจตัดสินใจปรับตัว แทนที่จะสร้างแรงจูงใจให้ยังคงดำเนินกิจกรรมในรูปแบบที่มีความเสี่ยงสูง
ขณะเดียวกัน หลายพื้นที่อาจมีความจำเป็นต้องลงทุนในระบบป้องกันน้ำท่วมหรือบริหารจัดการน้ำ แต่ยังขาดความสามารถในการพัฒนาโครงการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ จึงเป็นจุดที่ภาครัฐและสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาสามารถเข้ามาช่วยเหลือ
ดร.สันติธารยังเน้นย้ำถึงแนวทางการพัฒนาที่ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อประชาชนเข้าใจความเสี่ยงและมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางปรับตัวของตนเอง
ดร.สันติธาร ได้เสนอแนวคิดให้ประเทศสมาชิกอาเซียนพัฒนาความร่วมมือด้านการเงินเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยนำบทเรียนจากกลไกความร่วมมือทางการเงินในอดีตมาปรับใช้
เขาอธิบายว่า อาเซียนเคยสร้างความร่วมมือเพื่อรับมือกับความผันผวนทางการเงินและวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้ว แต่เมื่อโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ภูมิภาคอาจจำเป็นต้องมีกลไกความร่วมมือทางการเงินที่ตอบโจทย์ความท้าทายรูปแบบใหม่นี้
แนวคิดดังกล่าวประกอบด้วยสามด้าน ได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าด้านสภาพภูมิอากาศ การเชื่อมโยงตลาดคาร์บอนและมาตรฐานการเงินสีเขียวระหว่างประเทศสมาชิก และการระดมทรัพยากรร่วมกันทั้งด้านเงินทุน องค์ความรู้ และความเชี่ยวชาญ
การพัฒนาความร่วมมือในระดับภูมิภาคยังอาจช่วยให้ประเทศสมาชิกสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินแบบผสมผสาน หรือ Blended Finance เพื่อดึงดูดเงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่โครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความจำเป็น แต่ยังมีข้อจำกัดในการระดมทุนด้วยตนเอง
แม้ข้อเสนอนี้ยังเป็นเพียงแนวคิดสำหรับการหารือในอนาคต แต่สะท้อนความพยายามขยายความร่วมมือทางการเงินของอาเซียนจากการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ ไปสู่การจัดการความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของภูมิภาคมากขึ้น
การเสวนาครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า การสร้างเศรษฐกิจสีเขียวที่รับมือกับวิกฤตได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการออกแบบนโยบายที่เหมาะสม มาตรฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เทคโนโลยีที่ช่วยให้โครงการสร้างรายได้ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการเงิน และภาคเอกชน
โจทย์สำคัญของการเปลี่ยนผ่านจึงไม่ใช่เพียงการหาเงินมาลงทุนในโครงการสีเขียวให้มากขึ้น แต่คือการทำให้การลงทุนเหล่านั้นสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ลดความเสี่ยงจากวิกฤต และเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว