
ราคาน้ำมันอาจแพงขึ้นอีกในปีหน้า หลัง Westpac ธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่จากออสเตรเลียออกมาเตือนลูกค้าว่า ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งขึ้นเข้าใกล้ระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 หากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทวีความรุนแรงต่อไป แม้การส่งออกน้ำมันจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นราคามาตรฐานของตลาดโลก อยู่ที่ประมาณ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันนี้ (21 ต.ค. 69) หลังจากแตะ 112 ดอลลาร์ในวันอังคาร ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน หากราคาขึ้นไปถึง 150 ดอลลาร์ จะเท่ากับเพิ่มขึ้นราว 38% จากระดับปัจจุบันตามการประเมินของ Westpac
แรงกดดันล่าสุดมาจากการกลับมาปะทะกันในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในซาอุดีอาระเบียโดยกลุ่มฮูตี ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก เหตุการณ์ดังกล่าวจึงเพิ่มความกังวลว่า ความขัดแย้งอาจกระทบทั้งปริมาณน้ำมันและเส้นทางขนส่งในระยะต่อไป
เซียน เฟนเนอร์ หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์ธุรกิจและอุตสาหกรรมของ Westpac ระบุว่า หากสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมาหลายเดือนได้ภายในปีหน้า ตลาดน้ำมันโลกอาจเผชิญภาวะขาดแคลนอุปทานที่รุนแรงและยืดเยื้อกว่าเดิม
ดังนั้น ระดับ 150 ดอลลาร์จึงไม่ใช่การคาดการณ์ที่ปราศจากเงื่อนไข แต่เป็นภาพที่อาจเกิดขึ้นหากการสู้รบขยายตัว ขณะที่การเจรจาไม่สามารถลดความตึงเครียดหรือทำให้เส้นทางเดินเรือกลับมาเป็นปกติได้
ในระยะใกล้ Westpac มองว่า ช่วงหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นจุดเสี่ยงสำคัญต่อราคาน้ำมัน แม้สหรัฐฯ และอิหร่านยังแลกเปลี่ยนข้อเสนอเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบอีกครั้ง แต่เฟนเนอร์ระบุว่า จุดยืนของทั้งสองฝ่ายยังแตกต่างกันมาก
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะโจมตีอิหร่านก่อนการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ซาราห์ อิงลิช หัวหน้าฝ่ายกิจการรัฐบาลระหว่างประเทศของ Citi ประเมินว่า ปฏิบัติการโจมตีมีแนวโน้มกลับมาอีกครั้งหลังการลงคะแนน โดยมองว่าทรัมป์ได้ส่งสัญญาณเกี่ยวกับแนวทางต่ออิหร่านไว้ค่อนข้างชัดเจนแล้ว
สิ่งที่ทำให้ตลาดน้ำมันรอบนี้ซับซ้อนคือ ราคาปรับสูงขึ้นทั้งที่การผลิตและการส่งออกจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียเริ่มฟื้นตัวแล้ว โดยปริมาณส่งออกน้ำมันดิบของภูมิภาคกลับมาอยู่ที่ประมาณ 70-90% ของระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง
อย่างไรก็ตาม การมีน้ำมันส่งออกมากขึ้นไม่ได้หมายความว่า น้ำมันเหล่านั้นจะเดินทางถึงตลาดได้ด้วยต้นทุนและความรวดเร็วเท่าเดิม เฟนเนอร์ระบุว่า การขนส่งในปัจจุบันต้องพึ่งพากระบวนการที่ช้าลง มีต้นทุนสูงขึ้น และในบางกรณีต้องใช้เรือหลายลำ
การถ่ายน้ำมันจากเรือลำหนึ่งไปยังอีกลำหนึ่งอาจใช้เวลา 5-10 วัน ขณะที่การคุ้มกันเรือโดยสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียทำให้เกิดความล่าช้า และเรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางที่ไกลกว่าเดิม
ต้นทุนประกันภัยที่สูงขึ้นยิ่งเพิ่มภาระให้แก่ผู้ขนส่ง ปัจจุบันค่าเช่าเรือบรรทุกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียไปยังจีนสูงกว่าระดับเมื่อหนึ่งปีก่อนถึง 15 เท่า ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ต้นทุนส่งมอบน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง แม้ปริมาณส่งออกจะฟื้นกลับมาเป็นส่วนใหญ่แล้วก็ตาม
ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดพลังงาน เพราะราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานอาจทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อไม่คลี่คลาย และทำให้อัตราดอกเบี้ยยังเผชิญแรงกดดัน
สกอตต์ โครเนิร์ต หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หุ้นสหรัฐฯ ของ Citi ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ ยังเป็นความเป็นไปได้ หากราคาน้ำมัน ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง สหรัฐฯ อาจต้องเผชิญความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2570
ในมุมมองของโครเนิร์ต ราคาน้ำมันเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยคลายความกังวลด้านเงินเฟ้อและลดแรงกดดันต่ออัตราดอกเบี้ย กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากราคาน้ำมันยังไม่ลดลง ความเสี่ยงที่เงินเฟ้อและดอกเบี้ยสูงจะกดดันเศรษฐกิจก็ยังไม่หมดไป
แบบจำลองล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF สะท้อนว่า ผลกระทบอาจเกิดขึ้นก่อนที่ราคาน้ำมันจะแตะระดับ 150 ดอลลาร์ด้วยซ้ำ
IMF ประเมินว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อและผลักดันให้ราคาน้ำมันอยู่ที่ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตลอดไตรมาสแรกของปี 2570 อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีดังกล่าวอาจลดลง 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้น 1.1 จุดเปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขของ Westpac และ IMF มีวัตถุประสงค์ต่างกัน โดย Westpac ประเมินระดับราคาที่อาจเกิดขึ้นภายใต้ฉากทัศน์ที่ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ส่วน IMF จำลองผลกระทบทางเศรษฐกิจหากราคาน้ำมันทรงตัวที่ 130 ดอลลาร์ จึงไม่ควรตีความว่าเป็นคำพยากรณ์ชุดเดียวกัน แต่ทั้งสองกรณีสะท้อนตรงกันว่า ความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียอาจกลายเป็นแรงกระแทกสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในปี 2570
ทิศทางราคาน้ำมันในระยะต่อไปจึงขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ความเสี่ยงที่การโจมตีจะกลับมาหลังการเลือกตั้งกลางเทอม และความสามารถของประเทศในอ่าวเปอร์เซียในการรักษาระดับการส่งออกพร้อมลดความล่าช้าและต้นทุนการขนส่ง
หากการเจรจายังหาข้อสรุปไม่ได้และความรุนแรงกลับมาเพิ่มขึ้น ตลาดอาจต้องเผชิญทั้งอุปทานที่ตึงตัวและค่าขนส่งที่สูงต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ฉากทัศน์น้ำมัน 150 ดอลลาร์ของ Westpac มีน้ำหนักมากขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และการเติบโตของเศรษฐกิจโลกพร้อมกัน
อ้างอิง: AFR