
ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ถูกจับตาว่ากำลังร่วมมือกันแทรกแซงตลาดเงิน เพื่อสกัดการอ่อนค่าของเงินเยน หลังเยนร่วงลงแตะระดับต่ำสุดเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในรอบ 40 ปี โดยแหล่งข่าวจากรัฐบาลญี่ปุ่น 2 รายเปิดเผยกับ Reuters ว่า ซัตสึกิ คาตายามะ (Satsuki Katayama) รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น เตรียมประกาศในวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคมนี้ว่า ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ได้ดำเนินการร่วมกันในตลาดเงิน เพื่อหยุดการอ่อนค่าของเยน
แหล่งข่าวของ Reuters ระบุว่า คาตายามะมีแนวโน้มย้ำถึงความมุ่งมั่นของสองประเทศในการรับมือกับการอ่อนค่าของเยนที่ทั้งสองฝ่ายมองว่ามากเกินไป โดยเมื่อถูกถามว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็น “joint action” หรือการดำเนินการร่วมกันหรือไม่ หนึ่งในแหล่งข่าวตอบว่า “ใช่” พร้อมระบุว่า “ปฏิบัติการยังคงดำเนินอยู่”
การประกาศที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันจันทร์นี้ เกิดขึ้นหลังแหล่งข่าวในตลาดระบุว่า ทางการญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ได้เข้าแทรกแซงด้วยการซื้อเยนหลายระลอก และหากได้รับการยืนยัน การดำเนินการครั้งนี้จะเป็นการแทรกแซงค่าเงินเยนร่วมกันครั้งแรกในรอบ 15 ปี นับตั้งแต่ปี 2011 โดยมีเป้าหมายเพื่อพยุงเงินเยนจากระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี นับตั้งแต่ปี 1986
แหล่งข่าวตลาดรายหนึ่งเปิดเผยกับ Reuters ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นเข้าไปซื้อเยนด้วยดอลลาร์ในช่วงเวลาการซื้อขายที่นิวยอร์กเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม ขณะที่ข้อมูลของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) บ่งชี้ว่า ญี่ปุ่นอาจขายเงินดอลลาร์มากถึง 58,970 ล้านดอลลาร์ เพื่อพยุงค่าเงินเยน
ทั้งนี้ การแทรกแซงของญี่ปุ่นเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อน BOJ ตัดสินใจคงนโยบายการเงินในวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม แต่ส่งสัญญาณว่ามีโอกาสสูงที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเยน ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ได้เปลี่ยนท่าทีไปในทิศทางเข้มงวดมากขึ้น
หลังคาซูโอะ อูเอดะ (Kazuo Ueda) ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) แถลงข่าวเกี่ยวกับการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินในวันศุกร์ เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว จนตลาดสงสัยว่าอาจเป็นผลจากการเข้าแทรกแซงซื้อเยนอีกครั้งโดยทางการญี่ปุ่น
อัตสึชิ มิมูระ (Atsushi Mimura) นักการทูตด้านอัตราแลกเปลี่ยนระดับสูงสุดของกระทรวงการคลังญี่ปุ่น กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังการแข็งค่าของเยนในวันศุกร์ว่า ในฐานะผู้รับผิดชอบนโยบายค่าเงิน เขาต้องการรับมือกับสถานการณ์โดยประสานงานอย่างใกล้ชิดกับนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นสัญญาณว่ากระทรวงการคลังและ BOJ กำลังทำงานร่วมกันเพื่อรับมือกับเงินเยนที่อ่อนค่า
ขณะเดียวกัน ในฝั่งสหรัฐฯ Reuters ได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับสถานการณ์ว่า ในวันศุกร์ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ แจ้งธนาคารหลายธนาคารว่า อาจเข้าแทรกแซงตลาดเยน และขอให้ธนาคารเหล่านั้น “stand ready for future action” หรือเตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินการในอนาคต
สัญญาณจากฝั่งสหรัฐฯ ยังปรากฏในภาพถ่ายของ Reuters ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เมื่อวันศุกร์ โดยบนสมุดโน้ตของสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ปรากฏหัวข้อ “To Do” และข้อความต่อว่า “Buy Japanese Yen (JPY) $5-10 bil.” ซึ่งหมายถึงซื้อเงินเยน 5,000-10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภาพดังกล่าวถูกถ่ายเมื่อเวลา 11.33 น. ตามเวลาตะวันออกของสหรัฐฯ ระหว่างช่วงการประชุมที่เปิดให้สื่อมวลชนบันทึกภาพ หรือราว 2 ชั่วโมงหลัง Reuters รายงานว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ แจ้งธนาคารหลายแห่งว่าอาจเข้าแทรกแซงตลาดเยนในวันศุกร์ โดยภาพดังกล่าวเห็นป้ายชื่อของเบสเซนต์วางอยู่บนโต๊ะเหนือสมุดโน้ต
ต่อมาในช่วงบ่ายวันศุกร์ เงินเยนแข็งค่าขึ้นอีกระลอก โดยข้อมูลจาก LSEG แสดงให้เห็นว่า ดอลลาร์อ่อนค่าจากประมาณ 158.9 เยนต่อดอลลาร์ในเวลาประมาณ 16.14 น. ตามเวลา GMT เหลือประมาณ 157.6 เยน ก่อนเวลา 17.00 น. หรือดอลลาร์อ่อนค่าลงประมาณ 0.8% ในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังไม่ได้ตอบคำถาม Reuters เกี่ยวกับข้อความในสมุดโน้ต หรือคำถามว่ากระทรวงการคลังได้เข้าแทรกแซงเพื่อพยุงค่าเงินเยนเมื่อวันศุกร์หรือไม่
ทั้งนี้ การเข้าแทรกแซงของสหรัฐฯ รอบนี้ หากเกิดขึ้นจริงจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 ที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เข้าไปพยุงค่าเงินเยน โดยครั้งนั้นสหรัฐฯ เข้าร่วมกับประเทศสมาชิก G7 ในการดำเนินการประสานงาน หลังเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ในญี่ปุ่น
อีกสัญญาณหนึ่งของการประสานงานระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ คือ กระทรวงการคลังญี่ปุ่นได้โพสต์ข้อความภาษาอังกฤษบน X ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นไม่บ่อย โดยระบุว่า ญี่ปุ่นมี “เครื่องมือหลากหลายเพื่อรับมือกับความต้องการด้านสภาพคล่องของตลาด” รวมถึงการเข้าถึง Repurchase Facility ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
ทั้งนี้ Fed Facility ดังกล่าวถูกนำมาใช้ในปี 2020 เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพตลาดในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเปิดทางให้ญี่ปุ่นสามารถเข้าถึงสภาพคล่องดอลลาร์เป็นการชั่วคราว และอาจช่วยลดแรงกดดันด้านเงินทุนที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลญี่ปุ่นจากการเข้าแทรกแซงตลาดเงิน
การเข้าถึงช่องทางดังกล่าวทำให้ญี่ปุ่นสามารถระดมสภาพคล่องดอลลาร์ได้โดยไม่จำเป็นต้องขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาโดยตรง ขณะที่นักวิจารณ์แสดงความเห็นว่า ญี่ปุ่นอาจเผชิญข้อจำกัดหากต้องเข้าแทรกแซงซื้อเยนอย่างต่อเนื่อง เพราะการขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ถือครองอยู่จำนวนมากเพื่อใช้เป็นเงินทุน อาจทำให้เกิดแรงเทขายในตลาดหนี้สหรัฐฯ และผลักดันผลตอบแทนพันธบัตรให้สูงขึ้น
นักวิเคราะห์บางรายมองว่า สัญญาณความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นอาจเกิดขึ้นจากความกังวลของสหรัฐฯ ต่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (bond yield) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจสูงขึ้นไปอีก หากญี่ปุ่นไม่สามารถป้องกันการเทขายเงินเยนและพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) ได้
โนบุยาสึ อาทาโกะ (Nobuyasu Atago) อดีตเจ้าหน้าที่ BOJ กล่าวกับ Reuters ว่า ทั้งสหรัฐฯ และญี่ปุ่นกำลังเผชิญความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะร้อนแรงขึ้น และทำให้ธนาคารกลางดำเนินนโยบายตามสถานการณ์ไม่ทัน พร้อมระบุว่า ทั้งสองประเทศมองเห็นประโยชน์จากการร่วมมือกัน
ขณะเดียวกัน มิโนรุ คิอุจิ (Minoru Kiuchi) รัฐมนตรีเศรษฐกิจญี่ปุ่นกล่าวในวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคมว่า รัฐบาลจะเพิ่มความพยายามในการสื่อสารกับตลาด โดยระบุว่า “การรักษาความเชื่อมั่นของตลาดต่อความยั่งยืนทางการคลังของญี่ปุ่นเป็นเรื่องสำคัญมาก” คิอุจิ ซึ่งสนับสนุนนโยบายการคลังและการเงินแบบขยายตัว กล่าวในรายการโทรทัศน์ของญี่ปุ่น
อ้างอิง : Reuters [1], Reuters [2]