Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
บริษัทญี่ปุ่นล้มละลายพุ่ง เยนอ่อนทำต้นทุนนำเข้าสูง หวั่นกระทบจ้างงาน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

บริษัทญี่ปุ่นล้มละลายพุ่ง เยนอ่อนทำต้นทุนนำเข้าสูง หวั่นกระทบจ้างงาน

2 ก.ค. 69
14:39 น.
แชร์

"เงินเยน" ที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องกำลังสร้างต้นทุนอย่างมหาศาลต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น หลังมีรายงานระบุว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 จำนวนบริษัทญี่ปุ่นที่ล้มละลายจากแรงกดดันด้านค่าเงินเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในประเด็นนี้

รายงานของ Tokyo Shoko Research เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2569 มีบริษัทญี่ปุ่นถึง 45 แห่งที่ระบุว่า “เงินเยนอ่อนค่า” เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้บริษัทล้มละลาย ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าแรงกดดันจากค่าเงินกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งเป็นกลุ่มที่จ้างแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศ

แม้เงินเยนอ่อนค่าจะช่วยหนุนรายได้ของภาคส่งออก แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับทำให้ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น และบีบให้อัตรากำไรของธุรกิจจำนวนมากลดลง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบและสินค้าจากต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ภาวะดังกล่าวยังเพิ่มน้ำหนักให้กับเหตุผลในการเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น เนื่องจากการลดช่องว่างอัตราดอกเบี้ยกับสหรัฐฯ อาจช่วยพยุงค่าเงินเยนได้ แม้ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นจะกลายเป็นอีกแรงกดดันต่อภาคธุรกิจก็ตาม

เยนอ่อน-ต้นทุนนำเข้าพุ่ง บีบกำไรธุรกิจขนาดเล็ก

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ หลังสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อในยุคหลังโควิด-19 ขณะที่ญี่ปุ่นยังคงใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ เพื่อพาประเทศให้หลุดพ้นจากภาวะเงินฝืด 

แม้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศจะเริ่มแคบลงแล้ว แต่แรงหนุนจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสงครามในอิหร่าน ยังคงกดดันเงินเยนอย่างต่อเนื่อง

ณ วันที่ 2 กรกฎาคม เงินเยนยังซื้อขายอ่อนค่ากว่าระดับ 162 เยนต่อดอลลาร์ ใกล้ระดับอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่ปี 2529 ภาวะดังกล่าวทำให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้นเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบ สินค้า หรือพลังงานจากต่างประเทศ

แรงกดดันด้านต้นทุนยังถูกซ้ำเติมจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งผลักดันต้นทุนให้ปรับขึ้นอย่างรุนแรง ตามผลสำรวจขององค์การเพื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและนวัตกรรมภูมิภาคของญี่ปุ่น ดัชนีราคาวัตถุดิบและสินค้าที่ธุรกิจขนาดเล็กในหลายภาคส่วนจัดซื้อพุ่งสูงขึ้นในไตรมาส 2 ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตของธนาคารกลางญี่ปุ่นก็ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเช่นกัน

ล้มละลายกระจุกตัวภาคค้าส่ง ธุรกิจไร้อำนาจขึ้นราคาถูกกดดันหนัก

รายงานของ Tokyo Shoko Research ระบุว่า การล้มละลายที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินกระจุกตัวอย่างชัดเจนในภาคค้าส่ง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนนำเข้า ขณะเดียวกันก็มีข้อจำกัดในการผลักภาระต้นทุนไปยังลูกค้า

หนึ่งในกรณีตัวอย่างคือ Merry Time Foods บริษัทในกรุงโตเกียวที่นำเข้าปู กุ้ง และทูน่าจากประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย บริษัทล้มละลายในเดือนพฤษภาคม โดยระบุว่าความสามารถในการทำกำไรลดลงอย่างหนักจากเงินเยนอ่อนค่าและความไม่มั่นคงทางการเมืองในประเทศผู้จัดหาสินค้า

บริษัทวิจัยดังกล่าวประเมินว่า การล้มละลายที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินมีแนวโน้มจะยังอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มค้าส่ง ค้าปลีก และผู้ผลิตที่มีอำนาจจำกัดในการปรับขึ้นราคา

แรงกดดันนี้รุนแรงเป็นพิเศษสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งได้รับผลกระทบจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ขณะเดียวกัน ธุรกิจเหล่านี้ยังเผชิญแรงกดดันให้ปรับขึ้นค่าจ้าง ท่ามกลางภาวะขาดแคลนแรงงานเรื้อรัง

โยชิฮิโระ ซากาตะ ผู้จัดการของ Tokyo Shoko Research ระบุว่า เงินเยนอ่อนค่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ซ้ำเติมสถานการณ์ และเมื่อรวมกับเงินเฟ้อและต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น ก็กลายเป็นภาระสะสมที่กดดันภาคธุรกิจมากขึ้น

เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงค่าเงินอาจกลายเป็นแรงกดดันรอบใหม่

นอกจากต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้นแล้ว ยูจิ ไซโตะ ที่ปรึกษาบริหารของ SBI FXTrade มองว่า อีกหนึ่งแรงกดดันต่อธุรกิจขนาดเล็กอาจมาจากการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า reverse knockout options

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถูกขายอย่างแพร่หลายโดยธนาคารภูมิภาค ในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงแบบมีโครงสร้าง โดยเฉพาะให้กับผู้นำเข้าขนาดเล็กและผู้นำเข้าในภูมิภาคที่ต้องการลดค่าเบี้ยออปชันล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนแตะระดับ knockout ที่กำหนดไว้ ออปชันจะหมดอายุ และการป้องกันความเสี่ยงก็จะสิ้นสุดลงทันที

เมื่อไม่มีการป้องกันความเสี่ยง บริษัทที่ต้องใช้เงินดอลลาร์จึงเหลือทางเลือกไม่มากนัก ไม่ว่าจะเป็นการซื้อดอลลาร์ในตลาดสปอต ทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงใหม่ในระดับที่อาจเสียเปรียบกว่าเดิม หรือปล่อยให้ธุรกิจเปิดรับความผันผวนของค่าเงินต่อไป

ไซโตะระบุว่า ยิ่งเงินเยนอ่อนค่าลงมากเท่าใด ผู้นำเข้าก็ยิ่งมีแนวโน้มเข้าสู่โครงสร้างออปชันที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นเท่านั้น และเมื่อระดับ knockout ถูกทะลุ บริษัทเหล่านี้อาจถูกบังคับให้ซื้อดอลลาร์ในตลาดสปอต ก่อให้เกิดวงจรเชิงลบที่ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้เงินเยนอ่อนค่าลงอีก

นักวิเคราะห์ประเมินว่า ระดับ reverse knockout ที่ยังเหลืออยู่กระจุกตัวในช่วง 163-170 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่หลายบริษัทไม่คาดว่าเงินเยนจะอ่อนค่าไปถึง 

ฮิโรยูกิ มาชิดะ ผู้อำนวยการฝ่ายขายอัตราแลกเปลี่ยนและสินค้าโภคภัณฑ์ญี่ปุ่นของ Australia & New Zealand Banking ระบุว่า จำนวนธุรกรรมที่ถูก knockout อาจเพิ่มขึ้น หากเงินเยนอ่อนค่าลงอีก และสถานการณ์นี้กำลังส่งผลกระทบมากขึ้นอีกสำหรับบริษัทที่ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังลูกค้าได้


อ้างอิง: Bloomberg


แชร์
บริษัทญี่ปุ่นล้มละลายพุ่ง เยนอ่อนทำต้นทุนนำเข้าสูง หวั่นกระทบจ้างงาน