
ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเรียนต่างชาติ โดยเฉพาะจากเอเชีย เพราะมีทั้งคุณภาพชีวิตที่ดี ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ค่าใช้จ่ายโดยรวมยังต่ำกว่าการไปเรียนต่อในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา และอยู่ไม่ไกลจากภูมิภาคมากนัก ทำให้การเดินทางสะดวกกว่าหลายประเทศคู่แข่ง
แต่จุดแข็งเหล่านี้ โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่าย อาจจะกำลังหายไป หลังรัฐบาลกลางออสเตรเลียปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าหลายประเภทตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ซึ่งทำให้เส้นทางการเรียนต่อและการอยู่ทำงานในออสเตรเลียหลังเรียนจบมีต้นทุนสูงขึ้นทันที
มาตรการที่ถูกจับตามากที่สุดคือการขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าบัณฑิตชั่วคราว หรือ Temporary Graduate Visa Subclass 485 ซึ่งเป็นวีซ่าสำคัญสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่เรียนจบแล้ว และต้องการอยู่ต่อในออสเตรเลียเพื่อทำงาน เก็บประสบการณ์ หรือใช้เป็นส่วนหนึ่งของแผนตั้งถิ่นฐานในระยะยาว
ค่าธรรมเนียมวีซ่า Subclass 485 ถูกปรับขึ้นจาก 4,600 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เป็น 5,750 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 132,035 บาท เพิ่มขึ้น 1,150 ดอลลาร์ออสเตรเลีย คิดเป็นประมาณ 25% การปรับขึ้นครั้งนี้จึงกลายเป็นภาระก้อนใหญ่สำหรับนักศึกษาต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่วางแผนทำงานต่อหลังเรียนจบเพื่อคืนทุนการศึกษา หรือปูทางไปสู่การใช้ชีวิตในออสเตรเลีย
ไม่เพียงเท่านั้น วีซ่านักเรียน Student Visa หรือ Subclass 500 ก็ถูกปรับขึ้นเช่นกัน จาก 2,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เป็น 2,500 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 57,406 บาท) ส่งผลให้ภาระทางการเงินไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่เรียนจบแล้ว แต่กระทบตั้งแต่กลุ่มนักเรียนใหม่ที่กำลังตัดสินใจสมัครเข้าเรียนในออสเตรเลีย
ภาคการศึกษานานาชาติและผู้ประกอบวิชาชีพด้านการย้ายถิ่นมองว่า การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมแบบกะทันหันสะท้อนทิศทางของออสเตรเลียในการใช้ค่าธรรมเนียมด้านการย้ายถิ่นเป็นแหล่งรายได้สำคัญ ท่ามกลางการปรับเป้าหมายด้านคนเข้าเมืองและแรงกดดันทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัย สหภาพนักศึกษา และสมาคมการศึกษานานาชาติ ต่างแสดงความกังวลว่านโยบายดังกล่าวอาจบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของออสเตรเลียในตลาดการศึกษาระดับโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศคู่แข่งต่างพยายามดึงดูดนักศึกษาต่างชาติและแรงงานทักษะสูงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของตนเอง
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ค่าธรรมเนียมยื่นขอวีซ่านักเรียน หรือ Student Visa Subclass 500 เพิ่มจาก 2,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เป็น 2,500 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ขณะที่วีซ่าบัณฑิตชั่วคราว หรือ Temporary Graduate Visa Subclass 485 ก็ถูกปรับขึ้นเป็น 5,750 ดอลลาร์ออสเตรเลียเช่นกัน
สำหรับวีซ่า Subclass 485 ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่นักศึกษาต่างชาติใช้ในการอยู่ต่อและหางานในออสเตรเลียหลังสำเร็จการศึกษา ค่าธรรมเนียมถูกปรับขึ้นจาก 4,600 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เป็น 5,750 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือเพิ่มขึ้น 1,150 ดอลลาร์ออสเตรเลีย
วีซ่าประเภทนี้เปิดทางให้นักศึกษาต่างชาติสามารถพำนัก เรียน และทำงานในออสเตรเลียได้นานสูงสุด 5 ปีหลังสำเร็จการศึกษา การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้จึงกระทบโดยตรงต่อผู้ที่วางแผนอยู่ทำงานต่อในออสเตรเลียหลังเรียนจบ ไม่ว่าจะเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ หรือวางเส้นทางระยะยาวในประเทศนี้
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังคงกำหนดค่าธรรมเนียมวีซ่านักเรียนในอัตราที่ต่ำกว่าไว้ที่ 2,050 ดอลลาร์ออสเตรเลีย สำหรับนักเรียนจากประเทศในกลุ่มอาเซียน ผู้เข้าร่วมโครงการศึกษาต่อต่างประเทศ และนักเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ ELICOS ส่วนผู้สมัครจากประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกยังจ่ายค่าธรรมเนียมในอัตราเดิมที่ 745 ดอลลาร์ออสเตรเลีย
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจการศึกษาของออสเตรเลียมองว่าอัตราผ่อนปรนดังกล่าวยังไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมโดยรวม โดยเฉพาะเมื่อมาตรการมีผลทันทีและเกิดขึ้นนอกเหนือรอบรับสมัครเรียนตามปกติ ทำให้สถาบันการศึกษา ตัวแทนด้านการย้ายถิ่น นักศึกษา และครอบครัว มีเวลาเตรียมตัวหรือวางแผนการเงินค่อนข้างจำกัด
ฟิล ฮันนีวูด ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ International Education Association of Australia หรือ IEAA ระบุว่า การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้กระทบอย่างหนักต่อความสามารถในการแข่งขันของออสเตรเลียในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการศึกษา และอาจทำให้ประเทศคู่แข่งได้เปรียบมากขึ้น หลังค่าธรรมเนียมวีซ่าหลายประเภทถูกปรับขึ้นราว 25% ในชั่วข้ามคืน โดยไม่มีการปรึกษาหารือและไม่มีช่วงเปลี่ยนผ่าน
หนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดเจนคือผู้ให้บริการหลักสูตรภาษาอังกฤษ หรือ ELICOS แม้รัฐบาลจะกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับนักเรียนกลุ่มนี้ไว้ที่ 2,050 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งต่ำกว่าวีซ่านักเรียนทั่วไป แต่ผู้ประกอบการยังมองว่ามาตรการนี้ไม่เพียงพอ
ฮันนีวูดระบุว่า IEAA ผลักดันให้มีวีซ่า ELICOS แบบพิเศษมาระยะหนึ่งแล้ว และสิ่งที่อุตสาหกรรมต้องการคือส่วนลด 50% จากค่าธรรมเนียมวีซ่านักเรียนมาตรฐาน ไม่ใช่แค่ลดลงเล็กน้อยจากอัตราปกติ 2,500 ดอลลาร์ออสเตรเลีย
เอียน แอร์ด ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ English Australia กล่าวว่า ผู้ให้บริการ ELICOS ได้รับผลกระทบหนักอีกครั้งจากการเปลี่ยนแปลงนี้ แม้ค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับนักเรียนภาษาจะไม่ได้ถูกปรับขึ้นเต็มจำนวนก็ตาม เขาระบุว่าผู้ให้บริการในภาคส่วนนี้กำลังอยู่ในภาวะช็อกหลังการประกาศ และเต็มไปด้วยความคับข้องใจ ผิดหวัง ไปจนถึงใจสลาย
แอร์ดชี้ว่า ภาค ELICOS เจอแรงกดดันจากค่าธรรมเนียมวีซ่าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลายรอบแล้ว โดยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2024 ค่าธรรมเนียมวีซ่านักเรียนเพิ่มจาก 710 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เป็น 1,600 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ทำให้จำนวนการยื่นขอวีซ่าสำหรับ Independent ELICOS ลดลง 38% ก่อนที่การขึ้นค่าธรรมเนียมเป็น 2,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2025 จะทำให้ยอดยื่นขอลดลงอีก 25%
แอร์ดระบุว่า เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในตลาด ELICOS ออสเตรเลียมีต้นทุนวีซ่าสูงกว่ามาก โดยสำหรับหลักสูตรภาษาอังกฤษระยะ 4-5 เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาเฉลี่ยของการเรียน ELICOS ในออสเตรเลีย ผู้ที่เลือกเรียนในประเทศอื่น เช่น สหรัฐฯ แคนาดา สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ มอลตา และประเทศอื่น ๆ จะจ่ายค่าธรรมเนียมวีซ่าเพียง 1-60% ของค่าธรรมเนียมวีซ่านักเรียนออสเตรเลีย
ดังนั้น แม้อัตรา 2,050 ดอลลาร์ออสเตรเลียจะต่ำกว่าวีซ่านักเรียนมาตรฐาน แต่ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจนี้ยังมองว่ายังไม่พอที่จะดึงความสามารถในการแข่งขันของออสเตรเลียกลับมา โดยเฉพาะเมื่อนักเรียนต้องคิดต้นทุนรวมทั้งค่าเรียน ค่าครองชีพ ค่าวีซ่า และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ก่อนตัดสินใจเลือกประเทศปลายทาง
นอกจากวีซ่านักเรียนภาษาแล้ว การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า Subclass 485 เป็น 5,750 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักเช่นกัน เพราะเป็นวีซ่าที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับบัณฑิตต่างชาติที่เพิ่งเรียนจบและต้องการอยู่ทำงานต่อในออสเตรเลีย
สำหรับนักศึกษากลุ่มนี้ วีซ่า 485 ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารอนุญาตให้พำนักต่อเท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมจากชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยไปสู่ตลาดแรงงาน และเป็นโอกาสสำคัญในการเริ่มต้นเส้นทางอาชีพในออสเตรเลีย
ฮันนีวูดวิจารณ์ว่า สำหรับผู้ที่เพิ่งจบปริญญาในออสเตรเลีย การต้องหาเงิน 5,750 ดอลลาร์ออสเตรเลียอย่างกะทันหันเพื่อยื่นขอวีซ่า 485 หรือวีซ่าสิทธิทำงานหลังเรียนจบ ถือว่าไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะเมื่อค่าธรรมเนียมนี้ไม่สามารถขอคืนได้ แม้คำขอจะถูกปฏิเสธก็ตาม
นอกจากค่าธรรมเนียมวีซ่าแล้ว ผู้สมัครยังต้องเตรียมเงินสำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการย้ายถิ่น ทั้งประกันสุขภาพภาคบังคับ การตรวจสุขภาพ การเก็บข้อมูลชีวมิติ และการแปลเอกสารราชการ ดังนั้น ต้นทุนจริงจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ 5,750 ดอลลาร์ออสเตรเลีย แต่กลายเป็นภาระทางการเงินหลายชั้นสำหรับคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงาน
อิมราน อาลี ลัคฮานี ตัวแทนด้านการย้ายถิ่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและมีประสบการณ์กว่า 20 ปี ระบุว่า ค่าธรรมเนียมวีซ่า Subclass 485 ยังอยู่ที่เพียง 2,300 ดอลลาร์ออสเตรเลียเมื่อไม่กี่เดือนก่อนการปรับขึ้นครั้งล่าสุด เขามองว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังทำให้บัณฑิตทักษะสูงจำนวนมากล้มเลิกความฝันที่จะขอถิ่นพำนักในออสเตรเลีย และหันไปมองประเทศที่มีเส้นทางการย้ายถิ่นชัดเจนและมั่นคงกว่าแทน
เจ้าหน้าที่ด้านการย้ายถิ่นบางส่วนยังมองว่า ออสเตรเลียกำลังสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งด้านการศึกษาอย่างแคนาดาและสหราชอาณาจักร เพราะต้นทุนวีซ่าที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของกระบวนการอนุมัติ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นักศึกษาต่างชาติใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกประเทศปลายทาง
เสียงคัดค้านจากภาคอุดมศึกษาสะท้อนความกังวลว่า การขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าอาจสร้างผลเสียระยะยาวต่อระบบการศึกษานานาชาติของออสเตรเลีย โดยวิกกี ทอมสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ The Group of Eight เตือนว่า นักศึกษาต่างชาติควรถูกมองในฐานะการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แหล่งรายได้ของรัฐ
ทอมสันระบุว่า ประเทศคู่แข่งสำคัญต่างเข้าใจดีว่า การดึงดูดนักศึกษาที่มีความสามารถคือการลงทุนเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและขีดความสามารถของประเทศในอนาคต แต่ออสเตรเลียกลับเหมือนกำลังมองนักศึกษาต่างชาติเป็นเพียงแหล่งรายได้ ไม่ใช่ทุนทรัพยากรมนุษย์ของประเทศในอนาคต
เธอยังเตือนว่า ความเสี่ยงจากแนวทางนี้ไม่ใช่เรื่องระยะสั้น หากนักศึกษาที่มีความสามารถเลือกไปแคนาดา สหราชอาณาจักร ยุโรป สิงคโปร์ หรือจุดหมายปลายทางเกิดใหม่แทนออสเตรเลีย ความสัมพันธ์ ทักษะ และเครือข่ายด้านการวิจัยที่ควรเกิดขึ้นในออสเตรเลียอาจสูญหายไปนานหลายทศวรรษ และเมื่อส่วนแบ่งตลาดกับชื่อเสียงเสียไปแล้ว การดึงกลับคืนมาย่อมทำได้ยากและมีต้นทุนสูง
ลุค ชีฮี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Universities Australia กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งล่าสุดเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มเชิงนโยบายที่ค่อย ๆ ลดทอนความน่าดึงดูดของออสเตรเลียในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการศึกษา ทั้งจากอัตราการปฏิเสธวีซ่าที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนทางนโยบาย และการตัดสินใจหลายครั้งที่ทำให้ออสเตรเลียดึงดูดนักศึกษาต่างชาติน้อยลง
แม้ชีฮีจะยอมรับว่า มาตรการผ่อนปรนสำหรับนักเรียนจากอาเซียนและนักเรียนในโครงการ mobility เป็นเรื่องน่ายินดีและสมเหตุสมผล รวมถึงสะท้อนทิศทางนโยบายระยะยาวที่ออสเตรเลียควรมี แต่เขามองว่า มาตรการเหล่านี้ยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบในวงกว้างจากการขึ้นค่าธรรมเนียมซ้ำหลายรอบ อัตราการปฏิเสธวีซ่าที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางนโยบายที่ยังคงดำเนินต่อไปได้
ด้าน Independent Higher Education Australia หรือ IHEA ก็ออกมาวิจารณ์การตัดสินใจของรัฐบาลเช่นกัน โดยปีเตอร์ เฮนดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ IHEA ระบุว่า ค่าธรรมเนียมยื่นขอวีซ่านักเรียนเพิ่มขึ้นถึง 252% ในเวลาเพียงสองปีกว่า พร้อมชี้ว่า ภาคอุดมศึกษาเอกชนสร้างรายได้ภาษีให้กระทรวงการคลังอยู่แล้ว 3 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย แต่รัฐบาลยังคงเรียกเก็บเงินจากนักศึกษามากขึ้นเรื่อย ๆ
การขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์เพิ่มรายได้ของรัฐบาลออสเตรเลีย และสะท้อนการใช้กลุ่มบัณฑิตต่างชาติที่มีทางเลือกจำกัดเป็นฐานรายได้เพิ่มเติม เพื่อรองรับแรงกดดันทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
แม้จะมีเสียงคัดค้านจากมหาวิทยาลัย สหภาพนักศึกษา สมาคมการศึกษานานาชาติ และผู้เชี่ยวชาญด้านการย้ายถิ่น แต่กระทรวงมหาดไทยออสเตรเลียยังคงใช้โครงสร้างค่าธรรมเนียมวีซ่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือควบคุมจำนวนผู้อพยพสุทธิ พร้อมเพิ่มรายได้ให้รัฐ
และเมื่อต้นทุนของเส้นทางทำงานและตั้งถิ่นฐานหลังเรียนจบสูงขึ้นเรื่อย ๆ ออสเตรเลียจึงเสี่ยงถูกมองว่าเป็นปลายทางที่มีด่านค่าใช้จ่ายสูง แทนที่จะเป็นโอกาสทางการศึกษา อาชีพ และอนาคตระยะยาวอย่างที่เคยเป็นมา
อ้างอิง: ThePieNews, Streamlinefeed