
เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าทะลุระดับ 162 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ แตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 40 ปี ขณะที่เงินวอนเกาหลีใต้ร่วงลงเข้าใกล้ระดับอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก นำการอ่อนค่าของสกุลเงินเอเชีย ท่ามกลางแรงหนุนจากดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น และแรงขายหุ้นในตลาดท้องถิ่นของนักลงทุนต่างชาติ
ในตลาดโตเกียว เงินเยนอ่อนค่าลงแตะ 162.70 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2529 หลังนักลงทุนเทขายเงินเยนและหันไปถือเงินดอลลาร์มากขึ้น ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้ตลาดเริ่มจับตาว่า รัฐบาลญี่ปุ่นและธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจกลับเข้ามาแทรกแซงตลาดเงินอีกครั้ง หากค่าเงินเยนผันผวนหนักขึ้น
ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นต่อระดับค่าเงินระหว่างการแถลงข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคาร แต่ย้ำว่า ทางการพร้อมดำเนินมาตรการที่เหมาะสม หากตลาดมีความผันผวนมากเกินไป โดยปกติเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นมักหลีกเลี่ยงการระบุระดับค่าเงินตายตัวที่จะเป็นชนวนให้แทรกแซง แต่ให้ความสำคัญกับความเร็วของการเคลื่อนไหวและสัญญาณการเก็งกำไรมากกว่า
เบื้องหลังการอ่อนค่าของเงินเยนคือส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยขนาดใหญ่ระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ปัจจุบันญี่ปุ่นยังมีอัตราดอกเบี้ยต่ำเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ขณะที่ตลาดคาดว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังสูงและความเสี่ยงด้านพลังงานจากสถานการณ์ตะวันออกกลางอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด คงท่าทีเข้มงวด
ส่วนต่างนี้ทำให้นักลงทุนจึงมีแรงจูงใจขายหรือกู้เงินเยนที่ต้นทุนต่ำ แล้วแปลงเป็นดอลลาร์เพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
กลไกนี้คือ “Yen Carry Trade” ซึ่งหมายถึงการที่นักลงทุนกู้เงินเยนจากญี่ปุ่นในต้นทุนต่ำ แปลงเป็นดอลลาร์หรือสกุลเงินอื่น แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น หุ้นสหรัฐฯ พันธบัตร ทองคำ หรือคริปโต
รอบนี้ แรงขายเงินเยนสะท้อนว่าตลาดยังมองว่าส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นกว้างเกินไป แม้ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นจาก 0.75% เป็นราว 1% เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี แต่นักลงทุนยังมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยของญี่ปุ่นอาจยังน้อยและช้าเมื่อเทียบกับท่าทีเข้มงวดของเฟด
นอกจากปัจจัยด้านดอกเบี้ย ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความพยายามยุติการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังช่วยหนุนความต้องการถือครองดอลลาร์ นักลงทุนมักโยกเงินเข้าสู่สกุลเงินสหรัฐฯ ในช่วงที่เกิดความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้พฤติกรรมของดอลลาร์อาจแตกต่างกันไปตามลักษณะของวิกฤตแต่ละครั้ง
แรงกดดันต่อเงินเยนในวันอังคารยังมาจากความต้องการซื้อเงินตราต่างประเทศของภาคธุรกิจ เนื่องจากวันดังกล่าวเป็นหนึ่งในวันชำระบัญชีตามธรรมเนียมของญี่ปุ่นที่ลงท้ายด้วยเลขห้าหรือศูนย์ ซึ่งบริษัทญี่ปุ่นมักซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อนำไปชำระเงินให้คู่ค้าในต่างประเทศ
การอ่อนค่าของเงินเยนจึงเป็นโจทย์สำคัญสำหรับญี่ปุ่น เพราะทำให้ต้นทุนพลังงาน อาหาร และวัตถุดิบนำเข้าในรูปเงินเยนสูงขึ้น และอาจผลักดันราคาผู้บริโภคให้เพิ่มขึ้น แม้ในอีกด้านหนึ่ง ค่าเงินที่อ่อนจะช่วยหนุนรายได้จากต่างประเทศของผู้ส่งออกญี่ปุ่นก็ตาม
ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเคยใช้มาตรการสำคัญสองทางในการรับมือกับเงินเยนอ่อนค่า ได้แก่ การแทรกแซงตลาดด้วยการขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อนำเงินกลับมาซื้อเงินเยน และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ BOJ อย่างไรก็ตาม หากใช้เพียงการแทรกแซงโดยไม่ลดส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น ผลลัพธ์อาจเป็นเพียงการพยุงค่าเงินชั่วคราว เพราะแรงจูงใจให้เงินทุนไหลออกยังคงอยู่
ตลาดจึงจับตาว่า ระดับใดจะเป็น “เส้นแดง” ใหม่ของญี่ปุ่น หลังเงินเยนอ่อนค่าทะลุ 162 เยนต่อดอลลาร์ โดยมีมุมมองว่าแนววัดใจอาจขยับไปอยู่บริเวณ 163-165 เยนต่อดอลลาร์ ขณะเดียวกัน ทางการญี่ปุ่นอาจเลือกจังหวะแทรกแซงในช่วงที่ตลาดสะสมสถานะขายเงินเยนไว้มากพอ เพื่อให้การแทรกแซงสร้างแรงบีบกลับ หรือ Short Squeeze ได้รุนแรงกว่าเดิม
นอกจากเงินเยน เงินวอนเกาหลีใต้เองก็กำลังเผชิญแรงกดดันหนักจากดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นและเงินทุนต่างชาติที่ไหลออก โดยเงินวอนอ่อนค่าลงมากถึง 0.6% แตะ 1,559.10 วอนต่อดอลลาร์ หลังจากอ่อนค่าลงไปอยู่ที่ 1,562.20 วอนต่อดอลลาร์เมื่อเดือนก่อน ซึ่งเป็นระดับที่พบครั้งล่าสุดในเดือนมีนาคม 2552
แรงกดดันต่อเงินวอนเกิดขึ้นพร้อมกับแรงขายในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นในดัชนี Kospi มูลค่า 1.46 ล้านล้านวอน หรือราว 938 ล้านดอลลาร์ เมื่อวันพุธ และมีแนวโน้มเป็นวันที่ 8 ติดต่อกันที่มีเงินทุนไหลออก ขณะที่ดัชนี Kospi ร่วงลงมากถึง 3.9% โดยหุ้น Samsung Electronics Co. และ SK Hynix Inc. ต่างปรับตัวลงอย่างน้อย 3%
เงินทุนต่างชาติที่ไหลออกในวันพุธยังเกิดขึ้นต่อจากแรงขายในตลาดโดยรวมมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ 58,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อน ซึ่งได้รับแรงกดดันจากกองทุนทั่วโลกที่แตะเพดานการลงทุนใน Samsung และ SK Hynix รวมถึงมุมมองของตลาดที่เปลี่ยนไปต่อธีมการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์
“ความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์อยู่ในระดับที่ทำให้ไม่น่าแปลกใจ หากเงินวอนทำจุดต่ำสุดใหม่” มุน ดาอุน นักเศรษฐศาสตร์จาก Korea Investment & Securities Co. ในกรุงโซล กล่าว “หากเงินวอนทะลุระดับดังกล่าวลงไปจริง ก็จะยากที่จะระบุแนวรับทางเทคนิคถัดไป ดังนั้นในเชิงคุณภาพ จึงควรเปิดโอกาสไว้ว่าเงินวอนอาจอ่อนค่าลงไปแถว 1,600 วอนต่อดอลลาร์”
ก่อนหน้านี้ เงินวอนยังคงซื้อขายในกรอบ 1,540 วอนต่อดอลลาร์ ใกล้ระดับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2551-2552 โดยปิดตลาดที่ 1,542.7 วอนต่อดอลลาร์เมื่อวันพฤหัสบดี หลังจากปิดตลาดก่อนหน้าที่ 1,541.8 วอนต่อดอลลาร์
โดยสรุป ค่าเงินวอนจึงได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งความคาดหวังเรื่องอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่อาจสูงขึ้น ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และแรงขายหุ้นเกาหลีใต้ของนักลงทุนต่างชาติ หลังจากตลาดหุ้นของประเทศปรับตัวขึ้นก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดแรงขายทำกำไรและปรับสมดุลพอร์ตการลงทุน
คู ยุนชอล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเกาหลีใต้ กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ระดับเงินวอนในช่วงกลาง 1,500 วอนต่อดอลลาร์ถือว่าอ่อนค่ามากเกินไปเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมระบุว่า ส่วนหนึ่งของแรงอ่อนค่ามาจากนักลงทุนต่างชาติที่ขายหุ้นในประเทศเพื่อปรับพอร์ต
นอกจากนี้ แรงกดดันยังไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเกาหลีใต้เท่านั้น เพราะเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซีย เงินเปโซของฟิลิปปินส์ และ “เงินบาท” ของไทยต่างอ่อนค่าลงเช่นกัน สะท้อนว่าดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นกำลังกดดันสกุลเงินเอเชียเป็นวงกว้าง
การอ่อนค่ารุนแรงของเงินเยนทำให้ตลาดกลับมาจับตาความเสี่ยงจากการคลายสถานะ Yen Carry Trade หรือ Yen Carry Trade Unwind เพราะหากนักลงทุนที่เคยกู้เงินเยนไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต้องปิดสถานะ พวกเขาอาจจำเป็นต้องขายสินทรัพย์เหล่านั้นเพื่อนำเงินกลับมาชำระหนี้สกุลเยน กระบวนการนี้อาจทำให้สภาพคล่องบางส่วนถูกดูดออกจากตลาดโลก
ผลกระทบที่ตลาดเริ่มจับตา ได้แก่ แรงกดดันต่อทองคำจากการขายสินทรัพย์เพื่อนำเงินไปปิดหนี้ แรงสะดุดของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ จากเงินทุนที่เคยพึ่งพา Carry Trade การเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จากฝั่งญี่ปุ่นซึ่งอาจดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้สูงขึ้น และความผันผวนของราคาน้ำมันจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความพยายามยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
ในมุมของตลาดโลก ความเสี่ยงสำคัญคือ หากข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งและหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่าต่อ จนดันเงินเยนอ่อนค่าทะลุระดับที่ตลาดมองเป็นเส้นแดงใหม่ ทางการญี่ปุ่นอาจถูกกดดันให้เปิดฉากแทรกแซงครั้งใหญ่ ซึ่งอาจเร่งกระบวนการ Yen Carry Trade Unwind และส่งแรงกระเพื่อมไปยังสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
สำหรับเกาหลีใต้ การอ่อนค่าที่รุนแรงกว่าของเงินเยนสร้างความท้าทายเพิ่มเติม เพราะเงินเยนที่อ่อนลงอาจทำให้สินค้าญี่ปุ่น เช่น รถยนต์ เครื่องจักร และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มีความสามารถในการแข่งขันด้านราคามากขึ้นในตลาดโลก ผู้ส่งออกเกาหลีใต้ที่แข่งขันกับบริษัทญี่ปุ่นจึงอาจเผชิญแรงกดดัน แม้เงินวอนเองก็อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์เช่นกัน
เงินเยนที่อ่อนค่ายังอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคเกาหลีใต้ที่เดินทางไปญี่ปุ่นหรือซื้อสินค้าญี่ปุ่น เนื่องจากต้นทุนในรูปเงินวอนอาจถูกลงเมื่อเทียบกับช่วงที่เงินเยนแข็งกว่า อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ในระดับผู้บริโภคอาจถูกกลบด้วยผลกระทบในระดับเศรษฐกิจภาพรวม จากราคานำเข้าที่สูงขึ้นและความสามารถในการแข่งขันด้านราคาส่งออกที่ลดลง
การตอบสนองของญี่ปุ่นต่อค่าเงินเยนอาจส่งผลต่อเงินวอนด้วย หากการแทรกแซงสามารถชะลอการอ่อนค่าของเงินเยนได้ ก็อาจช่วยลดความกังวลในตลาดค่าเงินเอเชียและหนุนเงินวอนทางอ้อม แต่หากการแทรกแซงไม่สามารถพลิกแนวโน้มได้ อาจยิ่งตอกย้ำความคาดหวังว่าดอลลาร์จะยังแข็งค่า และเพิ่มแรงกดดันต่อสกุลเงินอื่นในภูมิภาค
สำหรับแนวโน้มบาทไทย นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าเงินบาทยังเผชิญความเสี่ยงผันผวนได้ทั้งสองทางในระยะสั้น โดยขึ้นอยู่กับพัฒนาการในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความชัดเจนของข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นรูปธรรม
ระหว่างวัน เงินบาทอาจยังเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า จากการรีบาวด์ของเงินดอลลาร์ ซึ่งได้แรงหนุนจากมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่น และการปรับตัวลงของราคาทองคำ
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนที่กลับมาเปิดรับความเสี่ยง โดยเฉพาะแรงซื้อหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor อาจช่วยหนุนตลาดหุ้นไทยและดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติบางส่วนกลับเข้ามา
นอกจากนี้ เริ่มเห็นสัญญาณนักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวของไทยมากขึ้น ซึ่งแรงซื้อสินทรัพย์ไทยอาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท และจำกัดการอ่อนค่าบริเวณแนวต้านสำคัญ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ได้ในระยะสั้น ตราบใดที่ตลาดยังไม่ปรับมุมมองอย่างมีนัยสำคัญว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 2 ครั้งในปีนี้
หากตลาดเริ่มเชื่อว่าเฟดมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่คาด เงินบาทอาจเสี่ยงอ่อนค่าทะลุ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และเปิดทางสู่แนวต้านถัดไปที่ 33.80 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์อาจถูกทดสอบได้ไม่ยาก หากราคาทองคำปรับตัวลงแรงเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนจากเงินเยนญี่ปุ่น หลังเงินเยนอ่อนค่าลงมากจนเพิ่มความเสี่ยงที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งอาจเกิดขึ้นร่วมกับทางการสหรัฐฯ ได้ สถิติในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาชี้ว่า หากเกิดการแทรกแซงค่าเงินเยน เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นเร็วและแรงในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม โอกาสที่เงินบาทจะแข็งค่าต่อเนื่องหลายสัปดาห์จากปัจจัยดังกล่าวยังอยู่ในระดับต่ำ เว้นแต่การแทรกแซงเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนธีมของภาพ Global Macro เช่น ตลาดกลับมาคาดหวังว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยหรือลดดอกเบี้ย ซึ่งยังไม่น่าเกิดขึ้นในระยะสั้น แต่อาจต้องจับตาการประชุม FOMC เดือนกันยายน
โดยรวมยังประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาทจะถูกจำกัดบริเวณ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ จนกว่าตลาดจะมั่นใจมากขึ้นว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้ ส่วนฝั่งแข็งค่า เงินบาทยังอาจถูกจำกัดในกรอบ 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเกิดการแทรกแซงค่าเงินเยนจริง เงินบาทอาจแข็งค่าทดสอบ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ไม่ยาก
เงินบาทยังมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ตามโมเมนตัมแข็งค่าของเงินดอลลาร์ จนกว่าตลาดจะลดคาดการณ์ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งอาจต้องอาศัยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลเงินเฟ้อ ที่ต้องสะท้อนการชะลอตัวลงอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางมีพัฒนาการดีขึ้นตามคาด แต่ปัจจัยดังกล่าวถูกตลาดรับรู้ไปพอสมควรแล้ว จึงต้องระวังความเสี่ยงหากสถานการณ์กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง พร้อมแรงหนุนจากราคาพลังงานที่ปรับขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดและกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง
ในเชิงเทคนิค Krungthai GLOBAL MARKETS ยังคงมุมมองว่าเงินบาทอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า หรืออย่างน้อยยังแกว่งตัวไร้ทิศทางชัดเจนตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่าจะเห็นเงินบาทกลับมาแข็งค่าทะลุแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์อย่างชัดเจนในกรอบรายสัปดาห์ จึงจะปรับมุมมองว่าเงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าอีกครั้ง