Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
บาทแข็งหลุด 31 บาท จากทองทำนิวไฮทะลุ $5,200 เศรษฐกิจสหรัฐฯ จ่อชัตดาวน์
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

บาทแข็งหลุด 31 บาท จากทองทำนิวไฮทะลุ $5,200 เศรษฐกิจสหรัฐฯ จ่อชัตดาวน์

28 ม.ค. 69
15:28 น.
แชร์

วันนี้ (28 มกราคม 2569) เงินบาทแข็งค่าขึ้นระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐอีกครั้ง ท่ามกลางแรงกดดันต่อเงินดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้นรอบด้าน ทั้งจากการพุ่งขึ้นของราคาทองคำซึ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ การอ่อนตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะสั้น และความไม่แน่นอนทางการเมืองในกรุงวอชิงตันที่กำลังผลักดันให้รัฐบาลสหรัฐเข้าใกล้ภาวะปิดหน่วยงานบางส่วน หรือ partial shutdown อีกครั้ง

บรรยากาศดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของตลาดการเงินโลก โดยนักลงทุนกำลังรอติดตามผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ควบคู่กับการประเมินท่าทีเชิงนโยบายของทำเนียบขาว หลังถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เกี่ยวกับค่าเงินดอลลาร์และดอกเบี้ย ถูกตีความว่าอาจเปิดทางให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงในระยะถัดไป ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งทองคำและสกุลเงินในฝั่งเอเชีย รวมถึงเงินบาท

บาทแข็งสุดรอบเกือบ 5 ปี รับแรงหนุนทองคำ-ดอลลาร์อ่อน

เงินบาทในช่วงเช้าแข็งค่าหลุดแนว 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ไปแตะระดับ 30.866 บาท ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดครั้งใหม่ในรอบ 4 ปี 10 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2564 ก่อนจะอ่อนค่าลงเล็กน้อยและเคลื่อนไหวที่ประมาณ 30.90 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงบ่ายราวเวลา 14.00 น. เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 31.05 บาทต่อดอลลาร์ การแข็งค่าดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินเอเชีย โดยมีเงินเยนเป็นตัวนำ ขณะที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงจากแรงขายในตลาดโลก หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะสั้นปรับตัวลดลง

ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากราคาทองคำที่พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยราคาทองคำทะลุระดับ 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกเมื่อวันพุธ จากแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หลังค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปี ท่ามกลางความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลาย และความไม่แน่นอนทางนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ 

ราคาทองคำในตลาดสปอตปรับขึ้น 1.1% มาอยู่ที่ 5,243.58 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 03.14 น. ตามเวลา GMT หลังจากแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,247.21 ดอลลาร์ก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ราคาทองคำปรับขึ้นแล้วมากกว่า 20% นับตั้งแต่ต้นปี ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าของสหรัฐสำหรับการส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์พุ่งขึ้น 3.1% มาอยู่ที่ 5,237.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ด้านราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นแรงตามทิศทางตลาดโลก โดย ณ เวลา 13.55 น. มีการปรับราคาแล้วถึง 30 ครั้ง ทองคำแท่งรับซื้ออยู่ที่บาทละ 76,950 บาท และขายออกบาทละ 77,050 บาท ขณะที่ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 75,405.84 บาท และขายออกบาทละ 77,850 บาท สะท้อนทั้งแรงหนุนจากราคาทองคำโลกและค่าเงินบาทที่แข็งค่า ขณะเดียวกันราคาทองคำสปอตล่าสุดเคลื่อนไหวบริเวณ 5,266 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์

เคลวิน หว่อง นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสจาก OANDA ระบุว่า การปรับขึ้นของราคาทองคำสะท้อนความสัมพันธ์เชิงผกผันที่แข็งแกร่งกับค่าเงินดอลลาร์ โดยแรงหนุนสำคัญในช่วงการซื้อขายของตลาดสหรัฐมาจากถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งตอบคำถามแบบไม่เป็นทางการเกี่ยวกับค่าเงินดอลลาร์ในลักษณะที่สื่อถึงฉันทามติภายในทำเนียบขาวว่า สหรัฐมีแนวโน้มสนับสนุนค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงในระยะข้างหน้า เงินดอลลาร์ยังเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากสิ่งที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็น “วิกฤตความเชื่อมั่น” หลังเคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปี 

นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐในเดือนมกราคมยังร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 11 ปีครึ่ง สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นต่อภาวะตลาดแรงงานที่เริ่มชะลอตัวและแรงกดดันจากราคาสินค้าที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ทรัมป์ยังระบุว่าจะประกาศรายชื่อผู้ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่ในเร็ว ๆ นี้ พร้อมแสดงความเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับลดลงเมื่อประธานเฟดคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง แม้ตลาดโดยทั่วไปจะคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมนโยบายการเงินเดือนมกราคมซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้

สหรัฐเสี่ยงชัตดาวน์ กดดันดอลลาร์-เพิ่มแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

แรงกดดันต่อเงินดอลลาร์ยังทวีความรุนแรงจากความเสี่ยงที่รัฐบาลสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะปิดหน่วยงานบางส่วน หากวุฒิสภาไม่สามารถเดินหน้าร่างกฎหมายงบประมาณได้ทันเส้นตายเวลา 12.01 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐในเช้าวันเสาร์นี้ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความตึงเครียดทางการเมืองที่ปะทุขึ้นอย่างรวดเร็วในกรุงวอชิงตัน และเกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของฤดูยื่นภาษีและการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้

ความเสี่ยงของการชัตดาวน์รอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อขัดแย้งเชิงเทคนิคด้านงบประมาณ หากแต่เชื่อมโยงโดยตรงกับเหตุการณ์การเสียชีวิตของพลเมืองสหรัฐจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางในเมืองมินนิอาโปลิส ซึ่งกลายเป็นชนวนให้พรรคเดโมแครตในวุฒิสภาแสดงจุดยืนแข็งกร้าวต่อร่างกฎหมายงบประมาณที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ร่างกฎหมายมูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ครอบคลุมการใช้จ่ายของรัฐบาลกลางจนถึงวันที่ 30 กันยายน รวมถึงงบประมาณของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) และหน่วยงานหลักอีกหลายกระทรวง อย่างไรก็ตาม ร่างดังกล่าวยังไม่สามารถผ่านวุฒิสภาได้ เนื่องจากต้องใช้เสียงอย่างน้อย 60 เสียงเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกขัดขวางด้วยกลไกฟิลิบัสเตอร์ ในขณะที่พรรครีพับลิกันครองเสียงอยู่ที่ 53 ต่อ 47

พรรคเดโมแครตยืนยันว่าจะไม่สนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว เว้นแต่จะมีการตัดงบ DHS ออก โดยให้เหตุผลจากกรณีการเสียชีวิตของอเล็กซ์ เพรตตี พยาบาลหอผู้ป่วยวิกฤตวัย 37 ปี ซึ่งเป็นการเสียชีวิตของพลเมืองสหรัฐจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางเป็นครั้งที่สองในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นนี้ได้กระตุ้นกระแสคัดค้านอย่างรุนแรงต่อการจัดสรรงบให้หน่วยงานด้านความมั่นคงและตรวจคนเข้าเมือง ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต ระบุว่าการที่ฝ่ายบริหารถอยจากมาตรการด้านคนเข้าเมืองในรัฐมินนิโซตาเมื่อเร็ว ๆ นี้ยังไม่เพียงพอ พร้อมย้ำว่าทางออกต้องมาจากการตัดสินใจของสภาคองเกรส และเตือนว่าการดึงดันนำร่างกฎหมายที่รู้ดีว่าไม่ผ่านมาลงมติ เท่ากับเปิดทางให้เกิดการปิดหน่วยงานรัฐบาลอีกครั้งโดยไม่จำเป็น

หากไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายได้ทัน หน่วยงานรัฐบาลกลางจำนวนมากจะเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ พนักงานที่ไม่ถือว่าเป็นงานจำเป็นจะถูกสั่งพักงาน ขณะที่พนักงานหลักต้องทำงานต่อโดยไม่ได้รับค่าจ้าง กรมสรรพากรสหรัฐ (IRS) เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่เสี่ยงขาดงบประมาณมากที่สุด ซึ่งมีนัยสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากการปิดหน่วยงานรอบนี้อาจเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูยื่นภาษีที่เพิ่งเริ่มต้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประสบการณ์จากปีก่อนชี้ว่า IRS อาจต้องลดหรือยุติการดำเนินงานบางส่วน การคืนภาษีส่วนใหญ่จะล่าช้า และศูนย์ให้บริการผู้เสียภาษีแบบเข้าพบอาจถูกปิดชั่วคราว

แม้ว่าบริการบางด้าน เช่น การจ่ายเงินประกันสังคม รวมถึง Medicare และ Medicaid มักจะยังดำเนินต่อไปได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากการปิดหน่วยงานยืดเยื้อ จะยิ่งสร้างความปั่นป่วนต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชน ขณะที่แม้ DHS จะยังสามารถดำเนินงานได้เกือบทั้งหมดจากงบประมาณสำรองราว 178,000 ล้านดอลลาร์ที่จัดสรรไว้ก่อนหน้า แต่หน่วยงานอื่น ๆ ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีเงินรองรับได้นานเพียงใด หากทางการเมืองในกรุงวอชิงตันยังไม่สามารถหาทางออกได้ทันเวลา


แชร์
บาทแข็งหลุด 31 บาท จากทองทำนิวไฮทะลุ $5,200 เศรษฐกิจสหรัฐฯ จ่อชัตดาวน์