
นิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่คนไทยคุ้นเคย โดยเฉพาะในฐานะหนึ่งในประเทศยอดนิยมสำหรับการไปเรียนต่อ ด้วยคุณภาพการศึกษาและคุณภาพชีวิตแบบตะวันตก แต่ก็อยู่ไม่ไกลจากประเทศไทยมากนัก แถมยังมีธรรมชาติสวยงามและสิ่งแวดล้อมที่ดี
แต่ถ้าลองถามตัวเองว่าเรารู้จักธุรกิจอะไรจากนิวซีแลนด์บ้าง บริษัทไหนเป็นใหญ่ที่สุดในนิวซีแลนด์ หรือนิวซีแลนด์มีหุ้นดัง ๆ ตัวไหนบ้าง ? เชื่อว่าหลายคนไม่มีคำตอบเด้งขึ้นมาเลย
แต่ไม่เป็นไร ไม่มีคำตอบในหัวเราก็หาข้อมูลกันได้ และจากการค้นข้อมูลพบว่า หากวัดกันด้วยรายได้ Fonterra Co-operative Group Limited หรือบริษัทสหกรณ์โคนมฟอนเทอร์รา ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์ และผู้ส่งออกนมรายใหญ่ของโลก โดยมีรายได้ประมาณปีละ 26,000 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ หรือราว 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
หากวัดกันด้วยรายได้ Fonterra Co-operative Group Limited ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ของนิวซีแลนด์ ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยปีงบการเงิน 2025 มีรายได้ประมาณ 26,000 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ หรือราว 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่หากวัดกันที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market cap) บริษัทที่มี merket cap ใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์ ณ เวลานี้ คือ Fisher & Paykel Healthcare (ฟิชเชอร์แอนด์พายเคิล เฮลท์แคร์) บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่ง ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2026 มีมูลค่าตามราคาตลาดประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 490,000 ล้านบาท
เรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยกว่าตัวเลขเหล่านี้ คือ พัฒนาการของ Fisher & Paykel Healthcare ที่เริ่มต้นจากการสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อแก้ปัญหาในโรงพยาบาล เมื่อแพทย์คนหนึ่งเห็นว่าผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจกำลังเจอกับปัญหาหลอดลมแห้งและติดเชื้อ นำไปสู่การคิดค้นเครื่องทำความชื้นต้นแบบที่ทำจากขวดโหลถนอมอาหารแบบที่ใช้ในครัวเรือนทั่วไป
จากเครื่องทำความชื้นสำหรับระบบหายใจต้นแบบในโรงพยาบาล บริษัทนี้ค่อย ๆ พัฒนาผลิตภัณฑ์จนกลายเป็นธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ระดับโลก และในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในกว่า 120 ประเทศ
แล้วบริษัทที่คนไทยไม่คุ้นชื่อแห่งนี้เติบโตมาอย่างไร และวันนี้ทำธุรกิจอะไรบ้าง มีอะไรเชื่อมโยงกับไทยไหม SPOTLIGHT ขอชวนทำความรู้จักบริษัทนี้กันต่อ
จุดเริ่มต้นของ Fisher & Paykel Healthcare ต้องย้อนกลับไปในปี 1969 เมื่อ ดร.แมตต์ สเปนซ์ (Dr Matt Spence) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยวิกฤต ซึ่งทำงานในหน่วยดูแลผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน (Acute Respiratory Unit) ของโรงพยาบาลโอ๊คแลนด์ (Auckland Hospital) สังเกตว่า ผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจมีปัญหาหลอดลมแห้งและติดเชื้อ เขาจึงมองหาวิธีที่จะทำให้อากาศที่เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วยมีความชื้นใกล้เคียงกับกระบวนการตามธรรมชาติของร่างกาย
เพื่อแก้ปัญหานี้ หมอแมตต์ได้ขอความช่วยเหลือจาก อัลฟ์ เมลวิลล์ (Alf Melville) วิศวกรไฟฟ้าของรัฐบาล และ เดฟ โอแฮร์ (Dave O’Hare) วิศวกรอาวุโสของ Fisher & Paykel Industries ซึ่งเป็นบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าในเวลานั้น
ทั้งสามคนช่วยกันคิดหาวิธีแก้ปัญหา ก่อนจะได้ต้นแบบเครื่องทำความชื้นสำหรับระบบทางเดินหายใจออกมา โดยวัสดุสำคัญของต้นแบบเป็นของธรรมดาที่หาได้ง่าย ๆ อย่างขวดโหลถนอมอาหาร
จากต้นแบบที่ว่านี้ ทีมงานขนาดเล็กของ Fisher & Paykel Industries นำไปพัฒนาต่อจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมาใช้งานได้จริง และในปี 1970 เครื่องทำความชื้นสำหรับระบบทางเดินหายใจรุ่นแรกก็ออกวางจำหน่าย พร้อมเริ่มทำตลาดในต่างประเทศ
จากนั้น แผนกอุปกรณ์ทางการแพทย์ของ Fisher & Paykel Industries ก็ค่อย ๆ ขยายธุรกิจออกไปกว้างขึ้น ผลิตภัณฑ์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องผู้ป่วยวิกฤต แต่ขยายไปสู่การช่วยหายใจแบบไม่ใส่ท่อ การรักษาด้วยการให้ออกซิเจนทางจมูกด้วยอัตราการไหลสูง (nasal high flow) การดมยาสลบ การผ่าตัด และการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) จนถึงผลิตภัณฑ์สำหรับทารกและเด็ก
อีกด้านหนึ่ง Fisher & Paykel Healthcare ขยายไปพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยที่รักษาตัวนอกโรงพยาบาล ทั้งหน้ากากสำหรับผู้ป่วย OSA และระบบช่วยเหลือด้านระบบทางเดินหายใจสำหรับผู้ที่ต้องรักษาตัวที่บ้านหรือในสถานดูแลระยะยาว
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ธุรกิจของบริษัทกว้างขึ้นเรื่อย ๆ และในปี 1990 แผนกอุปกรณ์ทางการแพทย์ของ Fisher & Paykel Industries เปลี่ยนชื่อเป็น Fisher & Paykel Healthcare และมีรายได้ต่อปี 29 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์
ในปี 2001 บริษัท Fisher & Paykel Industries แยกแผนกธุรกิจ Fisher & Paykel Healthcare ออกมาเป็นอีกบริษัท คือ Fisher & Paykel Healthcare Corporation Limited ขณะที่ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าและการเงินอยู่ภายใต้ Fisher & Paykel Appliances Holdings Limited จากนั้น ทั้งสองบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวซีแลนด์ และ Fisher & Paykel Healthcare ยังเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นออสเตรเลียอีกตลาดด้วย
ช่วงการระบาดของโควิด-19 เป็นอีกเหตุการณ์สำคัญทางธุรกิจของบริษัท เมื่อผลิตภัณฑ์ด้านระบบทางเดินหายใจของ Fisher & Paykel Healthcare ถูกนำไปใช้กับผู้ป่วยทั่วโลก โดยเฉพาะ Optiflow (ระบบให้ออกซิเจนและอากาศอัตราการไหลสูงผ่านทางจมูก) ซึ่งกลายเป็นหนึ่งแนวทางการรักษาสำคัญสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีภาวะหายใจลำบาก
จากบริษัทที่มีรายได้ไม่ถึง 200 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ในปี 2001 เวลาผ่านไป 25 ปี ในปีงบฯ 2026 รายได้ของ Fisher & Paykel Healthcare เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2,300 พันล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ หรือประมาณ 45,000 ล้านบาท
ถ้าอธิบายโครงสร้างธุรกิจของ Fisher & Paykel Healthcare แบบง่ายที่สุด ต้องบอกว่า ธุรกิจของบริษัทนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ Hospital และ Homecare
กลุ่ม Hospital หรือผลิตภัณฑ์สำหรับใช้งานในโรงพยาบาล เป็นธุรกิจหลักของบริษัท คิดเป็นประมาณ 65% ของรายได้ทั้งหมด ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ใช้ในการดูแลผู้ป่วยด้านระบบทางเดินหายใจ การดูแลผู้ป่วยระยะเฉียบพลัน และการผ่าตัด
ส่วน Homecare หรือผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องที่บ้านหรือในสถานดูแลระยะยาว คิดเป็นประมาณ 35% ของรายได้ โดยมีผลิตภัณฑ์สำคัญอย่างหน้ากากสำหรับผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) และระบบช่วยเหลือด้านระบบทางเดินหายใจสำหรับผู้ป่วยที่ดูแลตัวเองอยู่ที่บ้าน
นอกจากนั้นมีอีกธุรกิจ Distributed & Other ที่ยังขนาดเล็ก มีสัดส่วนรายได้น้อยกว่า 1%
เมื่อมองตามพื้นที่ที่มาของรายได้ รายได้ของ Fisher & Paykel Healthcare ไม่ได้มาจากนิวซีแลนด์เป็นหลัก แต่กระจายอยู่ทั่วโลก โดยอเมริกาเหนือคิดเป็น 48% ของรายได้ ตามมาด้วยยุโรป 27% เอเชียแปซิฟิก 21% และตลาดอื่น ๆ อีก 4%
พูดได้ว่า แม้บริษัทจะเกิดและเติบโตจากนิวซีแลนด์ แต่ธุรกิจในวันนี้เป็นธุรกิจระดับโลกไปแล้ว โดยปัจจุบันมีผู้ป่วยประมาณ 24 ล้านคนต่อปี ที่ได้รับการรักษาด้วยผลิตภัณฑ์ของ Fisher & Paykel Healthcare
เมื่อธุรกิจขยายไปทั่วโลก ห่วงโซ่การผลิตของ Fisher & Paykel Healthcare ก็กระจายไปในหลายประเทศ โดยมีเครือข่ายซัปพลายเออร์ Tier 1 หรือซัปพลายเออร์ที่ส่งสินค้าให้บริษัทโดยตรงมากกว่า 2,000 ราย ในกว่า 20 ประเทศ ครอบคลุม 4 ทวีป โดยมีทั้งสหรัฐฯ แคนาดา เม็กซิโก จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และประเทศไทย รวมอยู่ในเครือข่ายนี้ด้วย
ซัปพลายเออร์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่เริ่มตั้งแต่วัตถุดิบและชิ้นส่วน ไปจนถึงการผลิตและส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้ถึงมือบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยทั่วโลก โดย Fisher & Paykel Healthcare ระบุว่า วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ใช้ในการผลิตมีสัดส่วนจำนวนมากมาจากเอเชียและอเมริกาเหนือ
ในฝั่งการผลิต Fisher & Paykel Healthcare มีฐานการผลิตในนิวซีแลนด์ อเมริกาเหนือ และจีน ขณะที่มีศูนย์กระจายสินค้าอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วโลก ก่อนที่ผลิตภัณฑ์จะเดินทางต่อไปยังตลาดต่าง ๆ
ปีงบการเงิน 2026 ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2026 เป็นอีกปีที่ Fisher & Paykel Healthcare ทำผลงานได้ดีรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 2,310 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ เพิ่มขึ้น 14% จาก 2,020 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิหลังหักภาษีอยู่ที่ 468.5 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 24% จาก 377.2 ล้านดอลลาร์
รายได้จากธุรกิจ Hospital อยู่ที่ 1,510 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ เพิ่มขึ้น 18% ส่วนรายได้จาก Homecare อยู่ที่ 802.7 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8%
กำไรที่เพิ่มขึ้นทำให้ Fisher & Paykel Healthcare สามารถจ่ายเงินปันผลรวมทั้งปีได้ 52 เซนต์ต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 22% จาก 42.5 เซนต์ต่อหุ้นในปีก่อนหน้า
ผลิตภัณฑ์อย่าง F&P Airvo 3 และ F&P 950 System รวมถึงการใช้งานผลิตภัณฑ์ด้านการดมยาสลบที่เพิ่มขึ้น เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้รายได้กลุ่ม Hospital เติบโต ขณะที่ฝั่ง Homecare รายได้จากหน้ากากสำหรับรักษา OSA เพิ่มขึ้น 7% และผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่อย่าง F&P Nova Nasal ก็เริ่มขยายตลาดในสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา
การเติบโตของรายได้มาพร้อมกับการลงทุนต่อเนื่องในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยปีงบฯ 2026 Fisher & Paykel Healthcare ใช้งบสำหรับวิจัยและพัฒนา (R&D) 235.5 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ หรือราว 10% ของรายได้ และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาใช้งบด้านนี้รวมแล้วมากกว่า 1,500 ล้านดอลลาร์ โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการนำผลิตภัณฑ์และแนวทางการรักษาใหม่ ๆ ไปใช้จริง
ลิวอิส แกรดอน (Lewis Gradon) กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Fisher & Paykel Healthcare มองว่า การสร้างแรงส่งให้ธุรกิจไม่ได้หมายถึงการเติบโตในปีใดปีหนึ่ง แต่คือการสร้างความก้าวหน้าที่สะสมต่อเนื่องและรักษาไว้ได้ในระยะยาว ซึ่งเป็นเหตุผลที่ Fisher & Paykel Healthcare ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ สนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ให้เกิดการใช้แนวทางการรักษาใหม่ และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
ทิศทางในระยะยาวของ Fisher & Paykel Healthcare ยังคงอยู่ที่ 3 เรื่องหลัก คือ การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น การช่วยเปลี่ยนแนวทางการรักษา และการขยายธุรกิจไปทั่วโลก โดยทั้งหมดต้องเดินควบคู่กับการลงทุนระยะยาวเพื่อรองรับความต้องการของตลาดในอนาคต
ภายใต้ทิศทางนี้ Fisher & Paykel Healthcare กำลังก่อสร้างอาคารแห่งที่ 5 ภายในศูนย์การดำเนินงานเดิมที่ทามากิตะวันออก (East Tāmaki) ชานเมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งคาดว่าจะเปิดใช้งานในปี 2027 อาคารนี้จะเพิ่มพื้นที่ประมาณ 28,000 ตารางเมตร สำหรับงานวิจัยและพัฒนา รวมถึงห้องทดลองสำหรับทดสอบการใช้งาน (usability lab) และพื้นที่แสดงชิ้นงานต้นแบบ (model shop) ตลอดจนพื้นที่ผลิตและคลังสินค้า
นอกจากนั้นยังวางแผนสร้างศูนย์การดำเนินงานแห่งที่สองที่เมืองคารากา (Karaka) หลังจากซื้อที่ดินไว้ในปี 2023 โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องการเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยสภาเมืองโอ๊คแลนด์ (Auckland Council)
ขณะเดียวกัน Fisher & Paykel Healthcare ก็กำลังเพิ่มขีดความสามารถในประเทศจีน ซึ่งพวกเขามองว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่และเติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยการลงทุนในจีนจะเดินควบคู่ไปกับการลงทุนต่อเนื่องในนิวซีแลนด์ และเม็กซิโก เพื่อสนับสนุนการเติบโตของบริษัท
อ้างอิง : Companies Market Cap [1], Companies Market Cap [2], Fisher & Paykel Healthcare [1], Fisher & Paykel Healthcare [2], Fisher & Paykel Healthcare [3], Fisher & Paykel Healthcare [4]