
ตลาดหุ้นไทยในเดือนกันยายนเผชิญแรงขายจากนักลงทุนเกือบทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนที่แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยในช่วง 7 วันทำการสุดท้ายของเดือน ระหว่างวันที่ 22-30 กันยายน นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิสูงถึง 30,572 ล้านบาท ขณะที่ตลอดเดือนกันยายนขายสุทธิ 26,258.77 ล้านบาท
ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นนี้ทำให้กระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ (fund flow) กลายเป็นประเด็นที่ตลาดทุนไทยจับตา
แต่แม้เงินต่างชาติจะไหลออกและดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลง แรงขายที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนหายไป เพราะผลสำรวจล่าสุดของสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ยังสะท้อนภาพตลาดที่ ‘ร้อนแรง’ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่ยังอยู่ในระดับสูงมาก
ขณะเดียวกัน ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ยังไม่มองประเด็น fund flow รอบนี้เป็นเรื่องน่ากังวล และเชื่อว่าเงินทุนต่างชาติยังมีโอกาสไหลกลับเข้ามา นอกจากนั้น เขามองว่า ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ตลาดหุ้นไทยจะเป็นตลาดที่โดดเด่นที่สุดในอาเซียน จากเรื่องราวโอกาสในการลงทุนของไทยที่ยังมีความน่าสนใจ ขณะที่ราคาหุ้นไทยยังไม่แพง ยังอยู่ในระดับที่ดึงดูดเงินลงทุนได้
ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) เดือนกันยายน 2569 ซึ่งสำรวจระหว่างวันที่ 21-31 กันยายน พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนรวมทุกกลุ่มในอีก 3 เดือนข้างหน้า หรือเดือนธันวาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 148.72 อยู่ในเกณฑ์ ‘ร้อนแรง’ โดยความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นไทยอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5
กลุ่มนักลงทุนต่างประเทศมีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับ ‘ร้อนแรงอย่างมาก’ ที่ 175.00 แม้จะลดลง 12.5% จากการสำรวจครั้งก่อน ขณะที่นักลงทุนบุคคลอยู่ที่ 112.93 ลดลง 4.1% นักลงทุนสถาบันในประเทศอยู่ที่ 118.75 ลดลง 9.8% และกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์อยู่ที่ 137.50 ลดลง 11.6%
หมวดธุรกิจที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุด คือ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) ขณะที่กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (PROP) เป็นหมวดที่ได้รับความสนใจน้อยที่สุด โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลหนุนตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การไหลเข้าของเงินทุน รองลงมาคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน
ส่วนปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นมากที่สุด คือ สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ รองลงมาคือแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed และความผันผวนของค่าเงินบาท
สำหรับภาพตลาดในเดือนกันยายน SET Index ช่วงต้นเดือนได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้ประโยชน์จากการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) และดาต้าเซ็นเตอร์ ก่อนที่ช่วงครึ่งหลังของเดือนจะเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องทิศทางดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความกังวลต่อผลกระทบจากอุทกภัยในประเทศ
ณ สิ้นเดือนกันยายน SET Index ปิดที่ 1,559.01 จุด ลดลง 2.27% จากเดือนก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 70,151 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 26,328 ล้านบาท แต่ตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติยังมียอดซื้อสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ฯ 24,856 ล้านบาท
สำหรับประเด็น fund flow ไหลออก ไพบูลย์บอกว่า “ไม่กังวล” โดยอธิบายว่าการที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยในเดือนกันยายนไม่ได้เป็นเรื่องปัจจัยเฉพาะของตลาดหุ้นไทย เพราะในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียก็เจอแรงขายจากการที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น นักลงทุนที่เน้นการลงทุนระยะสั้นจึงขายทำกำไร
“ผมไม่ห่วง fund flow ผมเชื่อว่า fund flow มีโอกาสไหลเข้า”
เขากล่าวว่า หากจะกังวลเรื่อง fund flow ก็ควรเป็นกรณีที่ตลาดหุ้นไทยถูกขายเพียงตลาดเดียว แต่สถานการณ์ล่าสุดเป็นการขายในหลายตลาด จึงไม่ได้สะท้อนว่ามีปัจจัยลบเฉพาะตัวของประเทศไทย และมองว่าแรงขายรอบนี้มาจากความกังวลเรื่องบอนด์ยีลด์เป็นหลัก
ไพบูลย์ชี้อีกว่า แม้จะมีเงินทุนไหลออกในช่วงที่ผ่านมา แต่ไทยยังเป็นตลาดเดียวในเอเชีย (จาก 9 ตลาดที่มีการประกาศตัวเลข) ที่นักลงทุนต่างชาติยังมียอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) และหากมองในภูมิภาคอาเซียน ตลาดหุ้นไทยยังเป็นตัวเลือกที่โดดเด่น
ไพบูลย์มองว่า จุดที่น่าสนใจคือ แม้ตลาดหุ้นไทยจะถูกขายเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท แต่ดัชนีไม่ได้ปรับตัวลงแรง สะท้อนว่าตลาดยังมีแรงพยุงอยู่พอสมควร และการปรับขึ้นของตลาดหุ้นไทยในปีนี้ไม่ได้เกิดจากแรงซื้อหุ้น DELTA เพียงตัวเดียวเหมือนในอดีต แต่มีหุ้นหลายตัวช่วยขับเคลื่อนตลาด
เขากล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นในปีนี้สอดคล้องกับการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ขณะที่ P/E ของตลาดยังอยู่ที่ประมาณ 14 เท่า จึงมองว่าการเพิ่มขึ้นราว 300 จุดของดัชนีไม่ได้เกิดจาก sentiment เพียงอย่างเดียว แต่มีพื้นฐานกำไรเข้ามารองรับ
ในอีกด้านหนึ่ง ไพบูลย์มองว่า การที่ตลาดหุ้นไทยมีแรงขายและราคาหุ้นปรับลดลงในช่วงนี้ กลับทำให้ความน่าสนใจเพิ่มขึ้น เพราะนักลงทุนที่ยังไม่ได้เข้าลงทุนมีโอกาสรอซื้อในระดับราคาที่ถูกลง โดยกลุ่มที่นักลงทุนให้ความสนใจเป็นพิเศษในเวลานี้ คือ หุ้นธนาคารและอิเล็กทรอนิกส์
ไพบูลย์มองว่า เงินทุนที่ไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยในปีนี้ยังมีไม่มากนัก และไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะมีเงินไหลเข้ามาอีกเท่าใด แต่หากพิจารณาจากระดับราคาหุ้นไทย ซึ่งมองว่ายังไม่แพง แม้แต่หุ้นขนาดใหญ่ 30 ตัวแรก รวมถึงหุ้นกลุ่มธนาคารยังอยู่ในระดับราคาที่นักลงทุนน่าจะสนใจนำเงินเข้ามาลงทุน
“valuation ยัง attractive” ไพบูลย์กล่าว และบอกอีกว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไทยไปราว 500,000 ล้านบาท จึงมองว่ายังมีโอกาสที่เงินจะไหลกลับเข้ามาอีกมาก โดยเฉพาะเมื่อมูลค่าหุ้นไทยยังอยู่ในระดับที่ดึงดูดนักลงทุน
หากมองระยะ 12 เดือนข้างหน้า ไพบูลย์มองว่า ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสโดดเด่นที่สุดในอาเซียน เพราะ valuation ยังน่าสนใจ และ story การลงทุนที่ชัดเจนและโดดเด่น
“ในระยะ 12 เดือนข้างหน้า ผมคิดว่าไทยจะเป็นตลาดที่โดดเด่นที่สุดในอาเซียน เพราะ story ของไทยโดดเด่นที่สุด ส่วนของอินโดนีเซียและเวียดนามยังไม่ชัดเจนเท่าไทย”
สำหรับระยะสั้น เขามองว่า SET มีโอกาสกลับมาเป็นขาขึ้นในไตรมาส 4 หลังผ่านการปรับฐาน และดัชนี SET ที่ระดับ 1,700 จุดยังเป็นระดับที่เป็นไปได้
ส่วนความเสี่ยงที่ตลาดกำลังกังวลก็ไม่ได้มีน้ำหนักเท่าเดิมทั้งหมด เรื่องฮอร์มุซแม้ยังไม่จบ แต่ราคาน้ำมันลดลงแล้ว จึงไม่น่ากังวลมากเหมือนช่วงที่ตลาดกังวลเรื่องนี้หนัก ๆ ส่วนเรื่องดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังต้องติดตาม แต่ความกังวลลดลง เพราะตลาดรับรู้ค่อนข้างชัดแล้วว่ารอบที่กำลังจะถึงไม่น่าจะขึ้นดอกเบี้ย และมองว่าการขึ้นครั้งต่อไปจะเป็นเดือนธันวาคม
ขณะที่การปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์รอบนี้ไม่ได้สร้างความเสียหายต่อตลาดมากนัก เพราะส่วนหนึ่งมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ดี และตลาดหุ้นโลกยังได้รับแรงสนับสนุนจากผลประกอบการของบริษัทที่ยังเติบโต แม้ปีนี้จะมีเหตุการณ์สร้างความผันผวนเกิดขึ้นหลายครั้งก็ตาม
อีกสัญญาณหนึ่งที่ทำให้ไพบูลย์ยังเชื่อว่าเงินต่างชาติมีโอกาสกลับมา คือเสียงตอบรับจากการโรดโชว์ในสหรัฐฯ
ไพบูลย์กล่าวว่า เสียงตอบรับจากนักลงทุนถือว่าดี โดยประเมินจากจำนวนสถาบันที่ตอบรับเข้าพบและจำนวนคำถามที่สะท้อนว่านักลงทุนมีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยมาก่อน โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันในสหรัฐฯ ซึ่งบริหารเงินลงทุนขนาดใหญ่ หากไม่ได้ให้ความสนใจประเทศไทยจริง ก็คงไม่เข้ามาพบหรือรับฟังข้อมูล ขณะที่นักลงทุนที่เข้าร่วมส่วนใหญ่ยังถือหุ้นไทยในสัดส่วนไม่มาก และเข้ามารับฟังเพื่อพิจารณาว่าจะเพิ่มการลงทุนหรือไม่
“วันนี้ผมเชื่อว่าเรื่องราวของประเทศไทยขายได้”
ไพบูลย์บอกว่า นักลงทุนให้ความสนใจกับการผลักดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย และการที่ภาครัฐสามารถตอบคำถามนักลงทุนได้ดีพอสมควร น่าจะช่วยสร้างความมั่นใจได้ หากตลาดปรับฐานรอบนี้แล้ว เงินทุนต่างชาติก็มีโอกาสทยอยกลับเข้ามา โดยเฉพาะเงินจากสหรัฐฯ ซึ่งหากเข้ามาจะเป็นเม็ดเงินขนาดใหญ่กว่าสถาบันในภูมิภาค และเป็นนักลงทุนคนละกลุ่มกับที่เข้าร่วมงาน Thailand Focus
ไพบูลย์เชื่อว่า นักลงทุนบางส่วนอาจรอดูผลงานและพัฒนาการของไทยก่อนตัดสินใจ แต่บางส่วนที่รู้จักตลาดหุ้นไทยอยู่แล้วก็อาจไม่จำเป็นต้องรอ ทำให้ยังมีโอกาสที่เงินทุนต่างชาติจะทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ไพบูลย์มองว่า จะเป็นผลดีต่อตลาดทุนไทยในระยะยาว เพราะผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยรัฐมนตรีคลัง ผู้บริหารธนาคารกลาง และนายธนาคารจากหลายประเทศ ถือเป็นเวทีให้ไทยสื่อสารเรื่องราวและการเปลี่ยนแปลงของประเทศไปยังคนกลุ่มใหญ่กว่าการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติให้ความกังวลมากที่สุดยังเป็นเรื่องกฎกติกาของไทย โดยมองว่าการที่ไทยแสดงเจตจำนงเข้าร่วม OECD ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปทางอ้อม เพราะไทยจะต้องปรับตัวให้เป็นไปตามมาตรฐาน OECD หากนักลงทุนเชื่อมั่นในทิศทางดังกล่าว ก็มีโอกาสช่วยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามาได้
นอกจากนั้น ไพบูลย์บอกว่า อยากเห็นภาครัฐทำให้ FDI ที่เข้ามาขอรับการส่งเสริมเกิดเป็นการลงทุนจริง และควรเห็นความคืบหน้าเป็นรายไตรมาส ไม่ใช่เพียงตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน และอีกประเด็นที่ต้องเร่งสร้างความชัดเจน คือ กฎเกณฑ์การควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ เนื่องจากเป็นช่วงที่นักลงทุนต่างชาติกำลังตัดสินใจว่าจะเลือกประเทศใดเป็นที่ตั้ง
นอกจากนี้ ประธานกรรมการ FETCO ฝากว่า ยังอยากให้ภาครัฐเร่งสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (TISA) ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างเงินออมภายในประเทศ เพราะการมีฐานเงินออมที่แข็งแรงจะช่วยให้ตลาดทุนมีเงินลงทุนที่มีเสถียรภาพและยั่งยืน
ไพบูลย์บอกด้วยว่า กฎเกณฑ์ของ TISA ควรมีความชัดเจนเพื่อให้ผู้ประกอบการตลาดทุนสามารถเตรียมระบบและวางแผนรองรับได้ ขณะเดียวกันต้องออกแบบให้สามารถสร้างเม็ดเงินออมได้มากพอที่จะเข้ามาสนับสนุนการลงทุนที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงมีมาตรการแต่ไม่สามารถสร้างฐานเงินออมได้ในระดับที่เพียงพอ