Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ต่างชาติขายหุ้นไทย 6 วันติด เทวันเดียว 7,685 ล้าน โรดโชว์ยังไม่ช่วย ?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ต่างชาติขายหุ้นไทย 6 วันติด เทวันเดียว 7,685 ล้าน โรดโชว์ยังไม่ช่วย ?

30 ก.ย. 69
13:49 น.
แชร์

การดึงเงินลงทุนต่างชาติกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยยังเป็นโจทย์ใหญ่ของตลาดทุนไทย เดือนกันยายนที่ผ่านมา รัฐบาล ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) จึงเดินสายโรดโชว์ 3 ประเทศ (ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร) ระหว่างวันที่ 20-25 กันยายน 2569 เพื่อพบนักลงทุนสถาบันและนำเสนอทิศทางเศรษฐกิจ นโยบายรัฐบาล และโอกาสการลงทุนในไทย

ในระหว่างวันที่ 22-25 กันยายน 2569 คณะไทยเดินทางไปนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยมีผู้ลงทุนสถาบันรายใหญ่จาก 43 กองทุนเข้าร่วมรับฟังข้อมูล คิดเป็นสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวมกว่า 48 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งยังมีการพบปะกับกองทุนระดับโลกแบบกลุ่มและรายตัว รวมถึงการหารือกับบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ ซึ่งภาพที่ได้จากโรดโชว์ค่อนข้างเป็นบวก เพราะนักลงทุนสถาบันต่างชาติให้ความสนใจทั้งเสถียรภาพทางการเมือง ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ และโอกาสจากการลงทุนรอบใหม่

แต่เมื่อกลับมาดูที่ตลาดหุ้นไทย สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นดังที่หวัง การนำเสนอข้อมูลผ่านโรดโชว์ยังไม่ช่วยตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลานี้ เพราะนักลงทุนต่างชาติยังขายหุ้นไทยต่อเนื่อง 6 วันทำการ ตั้งแต่วันที่ 22-29 กันยายน รวมเกือบ 20,000 ล้านบาท และเฉพาะวันที่ 29 กันยายนวันเดียว นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิถึง 7,685 ล้านบาท

โรดโชว์สหรัฐฯ-อังกฤษ 43 กองทุนโลกฟังไทย

การโรดโชว์ครั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ FETCO ร่วมกับพันธมิตรอย่าง Bank of America, Jefferies และ UBS นำข้อมูลประเทศไทยไปพบผู้ลงทุนสถาบันระดับโลก โดยที่นิวยอร์กมีการประชุมแบบกลุ่มกับ 22 กองทุนชั้นนำ อย่าง BlackRock, Blackstone, Citadel, Fidelity และ Schroders ซึ่งมี AUM รวมประมาณ 45 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่ Jefferies ซึ่งเป็นพันธมิตรของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้นำอีก 15 กองทุนชั้นนำที่มี AUM รวมกันประมาณ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าร่วมรับฟังข้อมูลจากนายกรัฐมนตรี

นอกจากนั้น นายกรัฐมนตรียังได้พบหารือแบบ one-on-one กับ PIMCO และ Brookfield และหารือกับผู้บริหารของ Microsoft และ Google

ส่วนที่ลอนดอน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับ UBS พบผู้บริหารระดับสูงจาก 8 กองทุน อย่าง BlackRock และ Schroders ซึ่งมี AUM รวมกันประมาณ 16.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า นักลงทุนที่นิวยอร์กให้น้ำหนักมากที่สุดกับจุดยืนความเป็นกลางของไทยท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมองประเด็นนี้เป็นโอกาสมากกว่าความเสี่ยง หากไทยสามารถรักษาจุดยืนนี้ได้ต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตาสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งอาจกระทบราคาพลังงานและการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

ส่วนที่ลอนดอน นักลงทุนสถาบันอังกฤษให้น้ำหนักกับเสถียรภาพทางการเมืองเป็นอันดับแรก ตามด้วยแรงส่งของวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ และความต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาลในการผลักดันผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นจริง ขณะที่ฝั่งไทยได้นำเสนอทั้งแผนลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน การลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมถึงโครงการ JUMP+ และ BOI to IPO เพื่อดึงธุรกิจกลุ่ม New Economy เข้าสู่ตลาดทุนไทย

นอกจากนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ลงนาม MOU กับตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ครอบคลุมความร่วมมือด้าน Dual Listing การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ETF ข้อมูลตลาดและผลิตภัณฑ์ดัชนี ผลิตภัณฑ์และบริการด้าน ESG ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ระหว่างกัน โดยนายกรัฐมนตรีร่วมเป็นสักขีพยาน และร่วมลั่นระฆังเปิดการซื้อขายที่ NYSE เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยต่อผู้ลงทุนระดับโลก

มีสัญญาณบวก ลุ้นเงินไหลกลับ

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ FETCO กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 เงินทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยแล้วประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 10% ของเงินทุนที่ไหลออกกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จึงมองว่าเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีและยังมีโอกาสที่เงินทุนจะไหลกลับได้อีกมาก โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากเสถียรภาพทางการเมือง แผนเศรษฐกิจระยะยาวที่ชัดเจน และการกลับเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นของกำไรบริษัทจดทะเบียน

ประธาน FETCO มองว่า การที่ผู้บริหารระดับสูงของกองทุนชั้นนำในนิวยอร์กเดินทางมาร่วมรับฟังด้วยตนเอง ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกอย่างมากต่อตลาดทุนไทย เพราะกองทุนในสหรัฐฯ ส่วนมากมักสนใจเฉพาะตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ที่มีขนาดใหญ่ รวมทั้งจะเข้ารับฟังข้อมูลก็ต่อเมื่อมั่นใจจริงในแนวโน้มระยะยาวของตลาดทุนนั้น ๆ

“ประเด็นที่ผู้ลงทุนให้ความสนใจมาก คือ ความชัดเจนของนโยบายรัฐบาล ทั้งสิ่งที่รัฐบาลตั้งใจจะผลักดันและความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในการนำนโยบายไปปฏิบัติ รวมทั้งเสถียรภาพทางการเงินและค่าเงินบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีและคณะได้ตอบข้อซักถามครบทุกประเด็นอย่างชัดเจน ผมเชื่อว่าการพบปะกับผู้ลงทุนในนิวยอร์กครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ลงทุนมั่นใจในทิศทางของเศรษฐกิจและโอกาสของตลาดทุนไทยมากขึ้น”

แต่ยังไม่ช่วย ? ต่างชาติขายหุ้นไทย 6 วันติด

อย่างไรก็ตาม ภาพการซื้อขายในช่วงปลายเดือนกันยายนยังไม่เป็นไปตามที่หวัง เมื่อวันที่ 29 กันยายน นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิหุ้นไทยถึง 7,685 ล้านบาท นับเป็นการขายสุทธิต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 ทำการ รวมมูลค่าเกือบ 20,000 หมื่นล้านบาท และภาพรวมตั้งแต่วันที่ 1-29 กันยายน นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิรวม 15,523 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แรงขายของนักลงทุนต่างประเทศในวันที่ 29 กันยายน สวนทางกับนักลงทุนกลุ่มอื่น โดยนักลงทุนในประเทศซื้อสุทธิ 6,007 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 1,424 ล้านบาท และสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 254 ล้านบาท และหากมองภาพรวมตั้งแต่วันที่ 1-29 กันยายน นักลงทุนในประเทศซื้อสุทธิ 16,255 ล้านบาท และสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 1,286 ล้านบาท ขณะที่บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 2,017 ล้านบาท

หุ้นแบงก์ถูกขายมากกว่ากลุ่มอื่น

บริษัทหลักทรัพย์พายระบุว่า หนึ่งในกลุ่มที่ถูกขายมากคือกลุ่มธนาคาร หลังจากราคาหุ้นธนาคารปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากในปีนี้ จึงเริ่มมีแรงขายทำกำไรใน SCB, KBANK และ BBL ส่วน KTB ราคายังผันผวนน้อยกว่า เพราะยังมีแรงซื้อจากกองทุนวายุภัคเข้ามาช่วยรองรับ

บริษัทหลักทรัพย์พายวิเคราะห์สาเหตุว่า แรงขายเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาดโลกหลายด้าน ทั้งปัญหาหนี้สหรัฐฯ ราคาน้ำมัน ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และ bond yield ที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงมุมมองของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังมีคำถามว่าหากมีการปรับขึ้นแล้วจะมีการปรับขึ้นอีกกี่ครั้ง ทำให้นักลงทุนบางส่วนเลือกที่จะลดความเสี่ยงและล็อกกำไร ทำให้หุ้นกลุ่มที่ราคาปรับขึ้นมาเยอะอย่างธนาคารมีโอกาสถูกขายออกมากกว่ากลุ่มอื่น

บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัสในวันที่ 30 กันยายน ฉายภาพกว้างของตลาดทุนไทยว่า ในไตรมาส 3/2569 ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกต่อเนื่องทั้งตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น โดยต่างชาติขายตราสารหนี้ไทยสูงถึง 37,000 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อขายสะสมตั้งแต่ต้นปีพลิกเป็นขายสุทธิ 7,952 ล้านบาท ขณะที่ตลาดหุ้นไทย ต่างชาติขายสุทธิเกือบ 20,000 ล้านบาทภายใน 6 วันทำการ และในตลาดอนุพันธ์ TFEX ต่างชาติมีสถานะ short สุทธิสะสม 2 วัน รวม 33,000 สัญญา

เอเซียพลัสมองว่า ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (bond yield) อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ กับไทยที่กว้างขึ้น โดยส่วนต่างดังกล่าวทำจุดสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี และเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินบาทให้มีแนวโน้มอ่อนค่า โดยมีโอกาสทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์

โบรกชี้หุ้นกลุ่มไหนยังมีโอกาส

ท่ามกลางภาวะเงินทุนต่างชาติไหลออก เอเซียพลัสมองว่าค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงยังเปิดโอกาสให้กับหุ้นบางกลุ่ม โดยเฉพาะธุรกิจที่มีรายได้หรือได้รับประโยชน์จากการส่งออกและรายได้จากต่างประเทศ ได้แก่

  • กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น DELTA, HANA และ KCE
  • กลุ่มส่งออกอาหารและการเกษตร เช่น TU, ITC, CPF, GFPT, STA และ NER
  • กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และการแพทย์ เช่น MINT, CENTEL, ERW, AOT, BH, BDMS และ PR9

เอเซียพลัสให้น้ำหนักกับกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นพิเศษ หลังมีข่าวบวกจากบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ที่เห็นชอบยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกภายใต้ธง ‘ชิปไทย’ (CHIP MADE IN THAILAND) ซึ่งตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุน 2.5 ล้านล้านบาท และมีเป้าหมายระยะสั้นดึงเงินลงทุน 500,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี โดยมุ่งไปที่เทคโนโลยี 3 กลุ่ม ได้แก่ โฟโตนิกส์ ชิปสำหรับระบบไฟฟ้า และเซนเซอร์ รวมถึงการพัฒนาการออกแบบวงจรรวมและการประกอบชิปขั้นสูง

ขณะเดียวกัน เอเซียพลัสมองหาหุ้นที่ต่างชาติทยอยซื้อสวนทางกับภาพรวม โดยพบการสะสมในกลุ่มธนาคาร พลังงาน และปิโตรเคมีบางตัวที่ยังมี story และราคาหุ้นยัง laggard กลุ่ม ได้แก่ SCB ซึ่งต่างชาติซื้อสุทธิสะสม 2,974 ล้านบาท PTT 1,361 ล้านบาท TOP 882 ล้านบาท IRPC 627 ล้านบาท และ BBL 517 ล้านบาท

สำหรับหุ้นที่เอเซียพลัสเลือกเป็น Top Picks ได้แก่ TRUE, GULF และ PLANB โดยคาดว่ากำไรไตรมาส 3/2569 ของ TRUE จะเติบโตทั้ง QoQ และ YoY พร้อมคาด dividend yield งวดไตรมาส 3/2569 ประมาณ 1.2% ขณะที่ GULF ได้รับ sentiment บวกจากทิศทางราคาน้ำมันขาลง รวมถึงธีมการลงทุนตามแผน PDP และการเติบโตของ data center ส่วน PLANB มีแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2570 จากส่วนแบ่งเงินลงทุนใน iCARE และกำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซันของธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้านในช่วงครึ่งปีหลัง

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์พายมองว่า แม้ตลาดจะปรับลงจากแรงขายของต่างชาติ แต่ยังไม่ได้มองว่าเป็นประเด็นที่น่ากังวลมากนัก เพราะแรงซื้อในประเทศยังมีส่วนช่วยรองรับ ขณะที่กลุ่มธนาคารอาจยังเผชิญแรงขายทำกำไรในระยะสั้น และผลประกอบการไตรมาสนี้อาจไม่ได้เติบโตโดดเด่นเหมือนช่วงก่อน แต่ภาพพื้นฐานโดยรวมยังไม่ได้เปลี่ยน โดยเฉพาะฐานะการเงินของธนาคาร ประกอบกับ yield ที่อยู่ในระดับสูง และเงินปันผลช่วงต้นปีหน้า

สำหรับหุ้นธนาคาร หากราคาปรับลงจากแรงขายของต่างชาติ บริษัทหลักทรัพย์พายมองว่า เป็นจังหวะ ‘ทยอยสะสม’ มากกว่า ‘การลดน้ำหนัก’ โดยระบุว่า ฐานะการเงินของธนาคารยังแข็งแรง และยังมีปัจจัยเรื่องเงินปันผลเข้ามารองรับ

ด้านบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงมองภาพ sector rotation ในตลาดหุ้นไทย โดยระบุว่า ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารเริ่มมีอาการพักฐาน และหากนักลงทุนต้องการซื้อหุ้นธนาคารเพื่อรับเงินปันผล ควรรอจังหวะรับที่ระดับราคาต่ำลง ขณะที่กลุ่มที่ยังมีการเคลื่อนไหวอ่อนกว่าตลาด ได้แก่ ค้าปลีก สินเชื่อบุคคล และสื่อสาร

ส่วนกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ที่เคยแนะนำไว้ก่อนหน้านี้ รอบนี้บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงแนะให้ติดตามผลตอบแทน หากราคาหุ้นปรับลงหลุดแนวรับ เช่น เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA ระยะสั้น จึงค่อยทยอยทำกำไรและหมุนไปหาหุ้นกลุ่มถัดไป

แชร์
ต่างชาติขายหุ้นไทย 6 วันติด เทวันเดียว 7,685 ล้าน โรดโชว์ยังไม่ช่วย ?