Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ธนาคารโลกคาดปีนี้ไทยโต 2% พลังงานแพง-หนี้สูง-เอลนีโญรุนแรงรุมกดดัน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ธนาคารโลกคาดปีนี้ไทยโต 2% พลังงานแพง-หนี้สูง-เอลนีโญรุนแรงรุมกดดัน

6 ต.ค. 69
18:46 น.
แชร์

ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2.0% จากแรงหนุนของการส่งออก การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และมาตรการบรรเทาภาระด้านพลังงาน อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตดังกล่าวยังต่ำกว่า 2.4% ในปี 2568 และต่ำกว่าภาพรวมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ซึ่งคาดว่าจะขยายตัว 4.5% ในปีนี้

รายงาน East Asia & Pacific Economic Update ฉบับเดือนตุลาคม 2569: Riding the AI Wave ชี้ว่า ไทยได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของห่วงโซ่การผลิตสินค้าที่รองรับ AI โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง แต่การส่งออกที่เติบโตสูงยังไม่ได้ทำให้ภาคการผลิตโดยรวมฟื้นตัวอย่างทั่วถึง ขณะที่การท่องเที่ยวอ่อนแรง และต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกดดันทั้งธุรกิจและครัวเรือน

ในระยะยาว ไทยมีโอกาสจากการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และการนำ AI มาเพิ่มผลิตภาพ แต่การเปลี่ยนโอกาสเหล่านี้ให้เป็นการเติบโตในวงกว้างยังต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร เงินทุน และความพร้อมของธุรกิจ 

ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่สูงและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น รายงานจึงให้ความสำคัญกับทั้งการรับมือความเสี่ยงระยะสั้น รวมถึงเอลนีโญที่อาจรุนแรงมาก และการพัฒนาความสามารถของประเทศให้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้มากขึ้น

ปรับเพิ่มคาดการณ์ไทย แต่การฟื้นตัวยังอยู่ในระดับต่ำ

ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่ 2.0% เพิ่มขึ้น 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ จากประมาณการเดือนเมษายน หรือปรับขึ้นจากเดิมที่ 1.3% เนื่องจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI และมาตรการช่วยเหลือด้านพลังงาน ช่วยชดเชยแรงกดดันจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นได้บางส่วนในช่วงครึ่งหลังของปี

รายงานธนาคารโลกระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีแรกสะท้อนว่าการเติบโตของไทยยังไม่ต่อเนื่อง โดย GDP ไทยขยายตัว 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนในไตรมาส 1 ก่อนชะลอลงเหลือ 1.9% ในไตรมาส 2 แม้จะได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกสินค้า

ด้านการบริโภคภาคเอกชน รายงานระบุว่าเริ่มปรับดีขึ้นในเดือนมิถุนายน โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการร่วมจ่ายของภาครัฐ ซึ่งรายงานเรียกว่า “Thais Help Thais Plus” สะท้อนว่ามาตรการทางการคลังยังมีส่วนช่วยพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงที่แรงขับเคลื่อนอื่นบางส่วนอ่อนลง

เมื่อเทียบกับประเทศเศรษฐกิจหลักในอาเซียนที่รายงานติดตาม ไทยยังเติบโตต่ำกว่าเวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะขยายตัว 7.4% ในปี 2569 อินโดนีเซีย 5.2% มาเลเซีย 5.1% และฟิลิปปินส์ 3.7% ส่วนภาพรวมเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกที่ไม่รวมจีน คาดว่าจะเติบโต 4.7%

แรงหนุนของแต่ละประเทศแตกต่างกัน โดยเวียดนามได้รับประโยชน์จากการผลิตและส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการลงทุนภาครัฐ ขณะที่อินโดนีเซียมีอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแรง ส่วนไทยต้องเผชิญทั้งการท่องเที่ยวที่อ่อนตัวและแรงกดดันจากพลังงานต่อการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์

สำหรับระยะถัดไป ธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.3% ในปี 2570 และ 2.4% ในปี 2571 โดยมีแรงหนุนจากแรงกดดันด้านราคาน้ำมันที่คลี่คลาย และมาตรการกระตุ้นทางการคลังที่ช่วยชดเชยการลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอลง แม้แนวโน้มจะดีขึ้น แต่เมื่อถึงปี 2571 อัตราการเติบโตก็ยังอยู่เพียงระดับเดียวกับปี 2568 

ส่งออก AI โตแรง แต่โรงงานและท่องเที่ยวยังฟื้นไม่ทั่วถึง

ไทยมีฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ เคมีภัณฑ์ และอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ โดยรายงานจัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีสัดส่วนการผลิตสินค้าซับซ้อนสูงกว่าค่าเฉลี่ย ร่วมกับจีนและมาเลเซีย ฐานการผลิตเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจไทยกับห่วงโซ่อุปทานโลก

รายงานระบุว่า การส่งออกสินค้าไทยในเดือนกรกฎาคม 2569 เพิ่มขึ้นเกือบ 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่สัดส่วนการส่งออกคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนในมูลค่าส่งออกทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 8% หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปี 2566

ความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นแรงหนุนสำคัญ โดยข้อมูลการส่งออกในช่วงต้นปีถึงเดือนเมษายน 2569 ชี้ว่า สินค้ากลุ่มนี้มีส่วนมากกว่า 70% ของการเพิ่มขึ้นของการส่งออกทั้งหมด ในไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ตัวเลขดังกล่าวหมายถึงส่วนที่ช่วยสร้างการเติบโตของการส่งออก ไม่ใช่สัดส่วนสินค้ากลุ่มนี้ในมูลค่าส่งออกทั้งหมด

ทั้งนี้ รายงานใช้การจัดกลุ่มสินค้าที่รองรับ AI ตามแนวทางขององค์การการค้าโลก ซึ่งครอบคลุมสินค้าพื้นฐาน เช่น ชิป เซมิคอนดักเตอร์ และเซิร์ฟเวอร์ รวมถึงอุปกรณ์โทรคมนาคมที่เกี่ยวข้อง ความต้องการลงทุน AI จึงส่งผ่านไปยังผู้ผลิตฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์หลายประเภทในภูมิภาค

ขนาดของแรงหนุนนี้เห็นได้จากรายจ่ายลงทุนของผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ขนาดใหญ่ห้าแห่งในสหรัฐฯ ซึ่งรายงานคาดว่าจะรวมกันเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568-2569 ขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้าที่รองรับ AI ของสหรัฐฯ ในช่วงต้นปี 2569 เพิ่มขึ้นเกือบ 60% จากปีก่อน ขณะที่การนำเข้าสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับ AI ลดลงเกือบหนึ่งในสี่

ในช่วง 12 เดือนสิ้นสุดเดือนเมษายน 2569 จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม ส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ไปทั่วโลกรวมประมาณ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนสหรัฐฯ นำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ราว 739,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประมาณหนึ่งในสามมาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก

สำหรับไทย สินค้าประกอบสำเร็จ เช่น คอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และเราเตอร์ คิดเป็น 69% ของการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ของไทย โดยสินค้าสำเร็จรูปเหล่านี้มีส่วนสำคัญที่ส่งไปตอบสนองความต้องการขั้นสุดท้ายในสหรัฐฯ ต่างจากจีนซึ่งส่งออกสินค้าขั้นกลางเป็นหลัก โดยสินค้าขั้นกลางคิดเป็นเกือบสามในสี่ของการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ของจีน

ตำแหน่งในห่วงโซ่การผลิตนี้ทำให้ไทยได้รับแรงหนุนโดยตรงจากคำสั่งซื้อสินค้าสำเร็จรูป แต่ก็เสี่ยงได้รับผลกระทบโดยตรงหากความต้องการ AI โลกชะลอลง ขณะที่ผู้ผลิตต้นน้ำอาจได้รับผลกระทบตามมาผ่านคำสั่งซื้อชิ้นส่วนและวัตถุดิบจากประเทศผู้ประกอบสินค้า

แม้การส่งออกจะเติบโตสูง ภาคการผลิตโดยรวมยังไม่ฟื้นตัวตาม โดยผลผลิตอุตสาหกรรมการผลิตของไทยลดลงติดต่อกันสามเดือน และหดตัว 3.1% ในเดือนมิถุนายน แม้การผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าในเดือนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้น 8% ตัวเลขนี้สะท้อนว่าการขยายตัวยังกระจุกอยู่ในบางอุตสาหกรรม

ด้านการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีจำนวน 15.9 ล้านคน ลดลง 4.9% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 และยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2562 อยู่ 19.8% โดยเดือนมิถุนายนมีนักท่องเที่ยวลดลง 20.7% จากปีก่อน และเป็นระดับรายเดือนต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565

รายงานระบุว่า การท่องเที่ยวของไทยและกัมพูชาอ่อนแออยู่ก่อนความขัดแย้งในตะวันออกกลางแล้ว โดยมีความตึงเครียดตามแนวชายแดนเป็นปัจจัยสำคัญ ขณะที่ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเพิ่มแรงกดดันต่อการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ของไทยอีกทางหนึ่ง การส่งออกที่แข็งแรงจึงเกิดขึ้นพร้อมกับความอ่อนแอของกิจกรรมเศรษฐกิจบางส่วน 

หนี้สูงและพลังงานแพง จำกัดพื้นที่รับมือความเสี่ยง

หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ 86.9% ของ GDP ในไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งรายงานระบุว่าเป็นระดับสูงที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะอยู่ที่ 66.7% ของ GDP ในเดือนมีนาคม 2569 ใกล้เพดานที่รายงานระบุไว้ที่ 70%

ธนาคารโลกคาดว่าหนี้สาธารณะไทยจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนเกิน 69% ของ GDP ภายในปี 2571 โดยการเพิ่มขึ้นในระยะหลังมีแรงขับจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพและการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ขณะที่การขาดดุลของรัฐบาลกลางขยายตัวในช่วงเก้าเดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 จากการเร่งใช้จ่ายทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน

ราคาพลังงานยังส่งผ่านมาสู่ค่าครองชีพ โดยเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเพิ่มจาก -0.7% ในช่วงต้นปี 2569 เป็น 2.5% ในเดือนสิงหาคม ส่วนค่าเฉลี่ยทั้งปี ธนาคารโลกคาดว่าจะอยู่ที่ 2.2% เทียบกับ -0.1% ในปี 2568

แรงกดดันด้านพลังงานยังเกี่ยวข้องกับค่าเงิน รายงานระบุว่าเงินบาท รูเปียห์อินโดนีเซีย และเปโซฟิลิปปินส์ อ่อนค่าลงอย่างน้อย 5% ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตามข้อมูลที่รายงานติดตาม เทียบกับการอ่อนค่าเฉลี่ย 2% ของอีก 18 ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวในกลุ่มที่นำมาเปรียบเทียบ

สำหรับมาตรการลดการใช้เชื้อเพลิง รายงานระบุว่าไทยสนับสนุนการทำงานทางไกลและการใช้รถร่วมกัน ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น และเพิ่มการเข้าถึงน้ำมันเบนซินที่มีส่วนผสมเชื้อเพลิงชีวภาพสูงขึ้น มาตรการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการรับมือภาวะพลังงานแพงที่เกิดขึ้นในหลายประเทศของภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกเตือนว่า หากราคาพลังงานสูงเป็นเวลานาน การอุดหนุนและการตรึงราคาอาจสร้างต้นทุนทางการคลังมากขึ้น และเลื่อนการปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานออกไป ในกรณีฐานของรายงาน การส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียส่วนใหญ่จะกลับสู่ระดับก่อนความขัดแย้งภายในกลางปี 2570 แต่หากการขนส่งยังติดขัดนานกว่านั้น ราคาพลังงานอาจพุ่งขึ้นอีกเมื่อปริมาณสำรองลดลง

นอกจากนี้ ความเสี่ยงจาก AI ก็มีทั้งด้านการค้าและการเงิน หากกระแสลงทุนชะลอลง คำสั่งซื้ออุปกรณ์จากผู้ผลิตไทยอาจลดลง ขณะเดียวกัน การปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจทำให้นักลงทุนลดการรับความเสี่ยง เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ และต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น

รายงานระบุว่า การลงทุน AI ที่เติบโตเร็วอาศัยความคาดหวังด้านกำไรและผลิตภาพ หากรายได้จริงไม่เป็นไปตามคาด หรือภาวะการเงินตึงตัวขึ้น การลงทุนใหม่อาจชะลอ โดยการปรับฐานอาจสะท้อนว่าการลงทุนเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความต้องการที่เกิดขึ้นจริง

สำหรับไทย แม้หนี้ครัวเรือนมีเพียงประมาณ 1% ที่อยู่ในสกุลเงินต่างประเทศ แต่ภาระหนี้โดยรวมยังสูง รายงานมองว่าแรงกดดันทางการเงินอาจส่งผ่านมายังไทยได้ โดยเฉพาะผ่านอัตราดอกเบี้ยและราคาสินทรัพย์ 

เอลนีโญรุนแรงเสี่ยงซ้ำเติมไทย กระทบภาคเกษตร ราคาอาหาร และศูนย์กลางเศรษฐกิจ

นอกจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นและความเสี่ยงที่การลงทุนด้าน AI ทั่วโลกจะชะลอตัว ธนาคารโลกยังชี้ถึงความเสี่ยงจากเอลนีโญที่อาจรุนแรงมากในปี 2569 โดยรายงานระบุว่า เอลนีโญก่อตัวขึ้นในบริเวณเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิกช่วงกลางปี และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงในช่วงฤดูมรสุม

ข้อมูลที่ใช้ประกอบรายงานประเมินว่า มีโอกาสมากกว่า 90% ที่เอลนีโญจะเข้าสู่ระดับรุนแรงมากภายในปลายปี 2569 และหากเป็นไปตามคาด เอลนีโญครั้งนี้จะเป็นหนึ่งในครั้งที่รุนแรงที่สุดของศตวรรษนี้

การประเมินในรายงานใช้ดัชนี Relative Oceanic Niño Index หรือ RONI ซึ่งวัดความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยสามเดือนในบริเวณ Niño 3.4 โดยเทียบกับค่าเฉลี่ยของเขตร้อน ค่าดัชนีที่สูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียสบ่งชี้เอลนีโญระดับรุนแรง ส่วนระดับรุนแรงมากใช้เกณฑ์สูงกว่า 2 องศาเซลเซียส

ธนาคารโลกอธิบายว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทำให้สภาพอากาศสุดขั้วที่เกี่ยวข้องกับเอลนีโญรุนแรงขึ้น ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้งที่ยืดเยื้อ ตลอดจนฝนตกหนักและน้ำท่วมที่รุนแรงกว่าเดิม ความเสี่ยงเหล่านี้อาจกระทบทั้งผลผลิตทางการเกษตร ปริมาณน้ำที่มีให้ใช้ และการดำรงชีพของประชาชน

แม้เอลนีโญรุนแรงจะไม่ได้ทำให้ผลผลิตพืชทั่วโลกลดลงในลักษณะเดียวกันทุกครั้ง แต่รายงานระบุว่า หลายประเทศในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกเคยมีผลผลิตต่ำกว่าปกติมากในช่วงดังกล่าว ผลกระทบจึงแตกต่างกันไปตามประเทศและพื้นที่ สำหรับไทย กราฟเปรียบเทียบในรายงานแสดงให้เห็นว่า อัตราการเติบโตของผลผลิตพืชในช่วงเอลนีโญรุนแรงที่ผ่านมาอยู่ต่ำกว่าปีอื่นอย่างชัดเจน

ตัวอย่างสำคัญคือเอลนีโญในปี 2558-2559 ซึ่งกระทบการดำรงชีพของประชาชนมากกว่า 60 ล้านคนทั่วโลก และทำให้หลายพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญภาวะแห้งแล้งผิดปกติ การผลิตทางการเกษตรได้รับผลกระทบ ปริมาณน้ำลดลง และประชาชนในชนบทเผชิญความยากลำบากในการดำรงชีวิต โดยรายงานยกตัวอย่างผลกระทบในช่วงดังกล่าว ได้แก่

  • เวียดนาม: พืชผลในบางพื้นที่ของภาคกลางและสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงเสียหายหรือสูญเสียไปมากถึง 60%
  • กัมพูชา: ภัยแล้งกระทบประชาชนประมาณ 2.5 ล้านคน
  • อินโดนีเซีย: ภัยแล้งนำไปสู่ไฟป่าและไฟในพื้นที่พรุที่สร้างความเสียหายรุนแรง
  • ฟิลิปปินส์: พายุไต้ฝุ่นกระทบประชาชนประมาณ 6 ล้านคน

ภาคเกษตรยังมีความเสี่ยงจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นเข้ามาซ้ำเติม โดยปัญหาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเคยทำให้ราคาพลังงานและปุ๋ยเพิ่มขึ้น ดัชนีราคาปุ๋ยของธนาคารโลกในเดือนเมษายน 2569 สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2568 มากกว่า 50% ขณะที่ราคายูเรียเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ก่อนที่ราคาจะปรับลดลงตามการส่งออกจากจีนที่เพิ่มขึ้น รายงานจึงมองว่า ต้นทุนปัจจัยการผลิตอาจเพิ่มแรงกดดันต่อภาคเกษตรที่เผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศ

ผลกระทบต่อการผลิตอาหารมีความสำคัญเป็นพิเศษต่อเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เพราะในภาพรวมของภูมิภาค อาหารคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 30% ของตะกร้าการบริโภค ขณะที่แรงงานเกือบหนึ่งในสี่ทำงานในภาคเกษตร ความเสียหายต่อการผลิตจึงเชื่อมโยงกับทั้งรายได้ของแรงงานและภาระค่าใช้จ่ายด้านอาหารของครัวเรือน

ตลาดข้าวยังอ่อนไหวต่อการขาดแคลนผลผลิต เนื่องจากข้าวส่วนใหญ่ถูกบริโภคภายในประเทศผู้ผลิต และมีเพียงประมาณ 10% ของผลผลิตโลกที่ซื้อขายในตลาดระหว่างประเทศ อีกทั้งการส่งออกยังกระจุกตัวอยู่ในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่เพียงไม่กี่ประเทศ การหยุดชะงักของอุปทานแม้เพียงบางส่วนจึงอาจผลักดันให้ราคาข้าวพุ่งสูงขึ้นและกระทบประเทศอื่นตามไปด้วย

รายงานยกตัวอย่างความผันผวนของตลาดข้าวในปี 2551 ซึ่งราคาเพิ่มจากประมาณ 375 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในเดือนมกราคม เป็นเกือบ 900 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในเดือนเมษายน จากปัญหาผลผลิตขาดแคลนเพราะสภาพอากาศ ประกอบกับข้อจำกัดทางการค้า โดยกลุ่มที่มักได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือผู้มีรายได้น้อยและผู้ที่มีความมั่นคงทางอาหารต่ำ

สำหรับไทย ความเสี่ยงยังครอบคลุมกิจกรรมเศรษฐกิจนอกภาคเกษตรด้วย โดยรายงานระบุว่า กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ และอาจได้รับผลกระทบหากเกิดน้ำท่วมรุนแรง ขณะเดียวกัน สภาพอากาศสุดขั้วยังอาจทำให้ศูนย์กลางการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งหยุดชะงัก

ประชาชนกลุ่มเปราะบางอาจได้รับผลกระทบจากเอลนีโญมากกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากมีข้อจำกัดทั้งในการปรับตัวและการรับภาระความเสียหาย ขณะที่รัฐบาลที่เผชิญข้อจำกัดด้านการคลังก็อาจให้ความช่วยเหลือได้ไม่เต็มที่


แชร์
ธนาคารโลกคาดปีนี้ไทยโต 2% พลังงานแพง-หนี้สูง-เอลนีโญรุนแรงรุมกดดัน