Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
5 คำถามจับสัญญาณตลาด วางกลยุทธ์ลงทุนรับมือไตรมาส 4 ปี 2569
โดย : SET Zooom in

5 คำถามจับสัญญาณตลาด วางกลยุทธ์ลงทุนรับมือไตรมาส 4 ปี 2569

2 ต.ค. 69
17:30 น.
แชร์

Article Stories by SET Zooom in ชวนตั้งคำถาม 5 ข้อที่น่าสนใจว่าก่อนตัดสินใจลงทุนในไตรมาส 4 ปีนี้จะต้องตอบคำถามอะไรบ้าง

เข้าสู่ไตรมาส 4 ปี 2569 นักลงทุนกำลังเผชิญคำถามหลายด้านพร้อมกัน ทั้งทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่กลับมาเป็น ขาขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ระยะยาวที่ทะลุระดับ 5% ความผันผวนของหุ้นกลุ่ม AI ราคาน้ำมันและ สินค้าโภคภัณฑ์ที่เคลื่อนไหวแรง รวมถึงการเปลี่ยนกลุ่มผู้นำในตลาดหุ้นโลก

แทนที่จะพยายามคาดเดาว่าข่าวใหญ่เรื่องใดจะเกิดขึ้นเป็นลำดับถัดไป นักลงทุนที่กำลังวางแผนลงทุนในช่วงโค้ง สุดท้ายของปีนี้ อาจลองถามตัวเองด้วย 5 คำถามต่อไปนี้ เพื่อประเมินว่าพอร์ตลงทุนของเราพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนมากน้อยเพียงใด

คำถามแรก “Bond Yield สหรัฐฯ ที่อยู่เหนือ 5% จะกระทบสินทรัพย์ลงทุนอย่างไร”

ในเดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบประมาณ 3 ปี สู่กรอบ 3.75-4.00% ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 5.26% ซึ่งเป็นระดับที่ดึงดูดเม็ดเงิน ลงทุน เพราะนักลงทุนสามารถรับผลตอบแทนค่อนข้างสูงจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น

เมื่ออัตราผลตอบแทนที่แทบไม่มีความเสี่ยง (Risk-free Rate) ปรับตัวสูงขึ้น หุ้นที่มีมูลค่าแพง หุ้นเติบโตที่กำไรยังอยู่ ไกลในอนาคต รวมถึงธุรกิจที่พึ่งพาหนี้สินสูง อาจถูกกดดันจากทั้งต้นทุนทางการเงินและอัตราคิดลดที่สูงขึ้นพร้อมกัน ขณะเดียวกัน ราคาพันธบัตรระยะยาวที่ออกไปก่อนหน้านี้ก็มีโอกาสปรับตัวลงมากกว่าพันธบัตรระยะสั้น

สำหรับประเทศไทย ภาพยังแตกต่างออกไปพอสมควร เพราะอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยอยู่ที่ระดับ 1% และ ผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปีอยู่ที่ประมาณ 2.41% แต่ส่วนต่างผลตอบแทน (Yield Spread) ระหว่างไทยกับ สหรัฐฯ ที่กว้างขึ้น อาจส่งผลผ่านช่องทางกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ค่าเงินบาท และต้นทุนการระดมทุนของภาคธุรกิจ แม้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะไม่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยตาม Fed โดยตรงก็ตาม

สิ่งที่นักลงทุนควรตรวจสอบในพอร์ตของตนเองจากประเด็นนี้ ได้แก่

  • หลีกเลี่ยงการถือตราสารหนี้ระยะยาวมากเกินไปในช่วงที่ Bond Yield ยังผันผวน
  • ระมัดระวังหุ้นที่มีภาระหนี้สูงหรือพึ่งพาการกู้ยืมเป็นสัดส่วนมาก
  • ประเมินความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนให้ชัดเจน หากมีการลงทุนในต่างประเทศ

 คำถามที่สอง “AI จะยังสร้างผลตอบแทน หรือเริ่มเอาผลตอบแทนคืนจากนักลงทุน”

จากข้อมูลล่าสุด ดัชนีหุ้นกลุ่ม AI ทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 60% ในปีนี้ แต่ความสำเร็จดังกล่าวก็ทำให้ตลาดหุ้น สหรัฐฯ และตลาดเกิดใหม่มีความกระจุกตัวสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัทมีอิทธิพลต่อ ผลตอบแทนของดัชนีโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ และทุกครั้งที่ตลาดเริ่มกังวลเรื่องมูลค่าหุ้นหรือการแข่งขัน หุ้นกลุ่มนี้ก็ สามารถปรับตัวลงแรงได้เช่นกัน

สำหรับประเทศไทย ประเด็น AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเข้าซื้อหุ้นเทคโนโลยีต่างประเทศอีกต่อไป เพราะในครึ่งปีแรก ปีนี้ ไทยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมประมาณ 1.47 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้ราว 1.12 ล้านล้านบาท โดยอยู่ในภาคดิจิทัล ซึ่งครอบคลุมทั้ง Data Center ระบบ Cloud และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI โอกาสจึง

อาจกระจายไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น นิคมอุตสาหกรรม ระบบไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน งานก่อสร้างและ วิศวกรรม ระบบทำความเย็น โทรคมนาคม และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องแยกให้ออกให้ชัดคือ มูลค่าโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมยังไม่เท่ากับรายได้หรือกำไรที่จะเกิดขึ้นจริงในทันที

ก่อนตัดสินใจลงทุน จึงควรตรวจสอบว่าบริษัทได้รับประโยชน์จริงจากโครงการเหล่านี้ หรือเพียงมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง กับ AI ประกอบการนำเสนอเท่านั้น มีสัญญาหรือฐานลูกค้าที่ชัดเจนหรือไม่ ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมมากน้อยเพียงใด และผลตอบแทนจากเงินลงทุนนั้นจะสูงกว่าต้นทุนทางการเงินหรือไม่

 คำถามที่สาม “ประโยชน์จาก AI และการส่งออกส่งผ่านถึงไทยจริงหรือไม่”

เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมายังได้แรงสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและการลงทุนในเครื่องจักรที่เกี่ยวข้องกับ Data Center โดยเดือนสิงหาคมมูลค่าการส่งออกขยายตัวถึง 25.3% จากปีก่อน ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยว สะสมอยู่ที่ 21.1 ล้านคน แต่ในอีกด้านหนึ่ง การฟื้นตัวดังกล่าวยังค่อนข้างกระจุกตัว เพราะธุรกิจเทคโนโลยีจำนวน มากใช้วัตถุดิบและ เครื่องจักรนำเข้าในสัดส่วนสูง จึงสร้างการจ้างงานและมูลค่าเพิ่มในประเทศได้ไม่มากเท่ากับรอบการลงทุนในอดีต ขณะที่ผู้ประกอบการ SME และครัวเรือนจำนวนมากยังเผชิญค่าครองชีพสูง รายได้ฟื้นตัวช้า และ ภาระหนี้ครัวเรือนที่กดดันกำลังซื้อ

ดังนั้น นักลงทุนไม่ควรสรุปจากตัวเลข GDP การส่งออก หรือมูลค่าการลงทุนในภาพรวมเพียงอย่างเดียวว่าหุ้นไทย ทุกกลุ่มจะได้รับประโยชน์เท่ากัน แต่ควรตรวจสอบลงไปถึงระดับบริษัทว่า รายได้และกำไรเติบโตขึ้นจริงหรือไม่ บริษัทอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับประโยชน์โดยตรงมากน้อยเพียงใด และการเติบโตนั้นเกิดจากปัจจัยชั่วคราวหรือ สามารถต่อเนื่องไปถึงปีถัดไป

สำหรับหุ้นที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศเป็นหลัก ควรติดตามยอดขาย อัตรากำไร และคุณภาพของสินทรัพย์ ส่วนหุ้นที่ อิงกับ AI และการส่งออก ควรพิจารณาสัดส่วนวัตถุดิบนำเข้า เงินลงทุน และความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด เพราะเศรษฐกิจเติบโต ไม่ได้หมายความว่ากำไรของทุกบริษัทจะเติบโตในอัตราเดียวกันเสมอไป

คำถามที่สี่ “ผู้นำตลาดหุ้นกำลังเปลี่ยนจากหุ้นเติบโตขนาดใหญ่ ไปสู่หุ้น Value หุ้นขนาดเล็ก และตลาดนอกสหรัฐฯ หรือไม่”

ในภาพรวมของปีนี้ หุ้นกลุ่ม Value ของสหรัฐฯ หุ้นขนาดกลาง และหุ้นในตลาดนอกสหรัฐฯ เริ่มทำผลตอบแทน ได้ดีกว่าตลาดสหรัฐฯ โดยรวม แม้ส่วนต่างผลตอบแทนจะยังไม่มากนัก แต่ก็สะท้อนว่าเม็ดเงินลงทุนเริ่มไม่ได้ กระจุกตัวอยู่เฉพาะในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงด้านเดียวอีกต่อไป

สำหรับตลาดหุ้นไทยเองปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 26% จากต้นปี แต่ในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นเพียง 1% เท่านั้น ขณะที่ระดับ P/E ของตลาดโดยรวมอยู่ที่ 15.51 เท่า และอัตราเงินปันผลเฉลี่ยประมาณ 4% จึงอาจกล่าวได้ว่าตลาดไทยยังมี จุดขายในเรื่องกระแสเงินสดและเงินปันผล แต่หลังจากดัชนีปรับขึ้นมาพอสมควรแล้ว นักลงทุนไม่ควรใช้เหตุผลว่า หุ้นไทยยังไม่ขึ้นกับทุกบริษัทเหมือนกันทั้งหมด

ดังนั้น กลยุทธ์ในไตรมาส 4 ปีนี้จึงควรเปลี่ยนจากการไล่ตามดัชนีโดยรวม ไปสู่การคัดเลือกเป็นรายบริษัทที่มีกำไร ชัดเจน งบดุลแข็งแรง กระแสเงินสดดี และมีอำนาจในการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าหรือบริการได้ ส่วนหุ้น ขนาดกลางและขนาดเล็กอาจสร้างผลตอบแทนได้ดีหากสภาพคล่องและภาวะเศรษฐกิจเอื้ออำนวย แต่ก็ต้องเพิ่มความ ระมัดระวังเรื่องคุณภาพกำไร สภาพคล่องในการซื้อขาย และระดับภาระหนี้ของบริษัทมากขึ้น

คำถามที่ห้า “ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะเดินหน้าไปทางใด”

หากมองภาพรวมของตลาดโลก หุ้นกลุ่มทรัพยากรธรรมชาติทำผลงานได้ดีในปีนี้ ทั้งจากราคาน้ำมันที่เคยปรับขึ้น เหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ความต้องการทองแดงที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันต่อต้นทุนภาคเกษตร ทำให้สินค้าโภคภัณฑ์มีบทบาทเป็นสินทรัพย์ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี โดยเฉพาะในช่วงที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง

แต่สำหรับประเทศไทย ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมีทั้งผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ในเวลาเดียวกัน หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำอาจได้รับแรงหนุนจากราคาขายที่สูงขึ้น ขณะที่ธุรกิจสายการบิน การขนส่ง โรงไฟฟ้า ที่ไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนได้ และธุรกิจที่ใช้วัตถุดิบในปริมาณมาก อาจต้องเผชิญแรงกดดันด้านอัตรากำไร (Margin) ที่เพิ่มขึ้น

นักลงทุนจึงไม่ควรมองว่าหุ้นกลุ่ม Commodity ทุกบริษัทจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด แต่ควรพิจารณา โครงสร้างรายได้ ปริมาณสต็อกสินค้า สูตรการกำหนดราคา ความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน และระดับหนี้สินของ แต่ละบริษัทเป็นรายกรณีไป ส่วนทองคำหรือกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ ควรทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของการกระจาย ความเสี่ยงในพอร์ต มากกว่าจะกลายเป็นสินทรัพย์หลักเพียงเพราะราคากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น

เมื่อนำคำถามทั้ง 5 ข้อมารวมกัน แนวทางสำหรับนักลงทุนไทยในไตรมาส 4 นี้ จึงไม่ใช่การพยายามทายว่า AI น้ำมัน หุ้นขนาดเล็ก หรือพันธบัตรกลุ่มใดจะเป็นผู้ชนะเพียงกลุ่มเดียว แต่คือการทำให้พอร์ตลงทุนของเราสามารถรับมือได้ กับหลายสถานการณ์พร้อมกัน

  • รักษาสภาพคล่องและใช้ตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นส่วนช่วยลดความผันผวนของพอร์ต โดยระมัดระวังเรื่อง Duration ในช่วงที่ Bond Yield ทั่วโลกยังไม่นิ่ง
  • สำหรับหุ้นไทย เน้นบริษัทที่มีกระแสเงินสดดี งบดุลแข็งแรง มีเงินปันผลรองรับ และสามารถส่งผ่านต้นทุน ได้ แทนการเข้าซื้อเพียงเพราะกระแสธีมการลงทุนอย่างเดียว
  • หากลงทุนในต่างประเทศ ควรกระจายออกจากหุ้น AI ขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท ไปสู่ตลาดอื่น หุ้นกลุ่ม Value และหลายภูมิภาคมากขึ้น พร้อมตัดสินใจให้ชัดเจนว่าจะป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนหรือไม่ ถือสินทรัพย์ที่ตอบสนองต่อภาวะเงินเฟ้อหรือสินค้าโภคภัณฑ์ในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยไม่ไล่ราคาซื้อ หลังจากสินทรัพย์นั้นปรับตัวขึ้นแรงไปแล้ว

สรุป

ข้อมูลที่ดูเหมือนเป็นประเด็นใหญ่ที่สุดในวันนี้ อาจไม่ใช่ปัจจัยที่กำหนดผลตอบแทนของพอร์ตลงทุนในช่วง โค้งสุดท้ายของปีนี้เสมอไป สิ่งที่นักลงทุนควรทำจึงไม่ใช่การพยายามทำนายทุกเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น แต่คือ การทบทวนว่าพอร์ตของเรากระจุกตัวมากเกินไปหรือไม่ รับความเสี่ยงด้านดอกเบี้ย ค่าเงิน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงมีสินทรัพย์หลายประเภทที่สามารถทำงานได้ดีในสถานการณ์ที่แตกต่างกันแล้วหรือยัง

เพราะการกระจายความเสี่ยง อาจไม่ใช่กลยุทธ์การลงทุนที่หวือหวาที่สุด แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สุด สำหรับการพาพอร์ตลงทุนของเราผ่านพ้นช่วงเวลาที่ตลาดเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ไปได้

ติดตามบทความนี้ในรูปแบบคลิป VDO ได้ใน YouTube SET Zooom in

กด Subscribe กด กระดิ่งแจ้งเตือน www.youtube.com/@SETZooomin ซูมชัด ๆ มีโอสามตัว

แชร์
5 คำถามจับสัญญาณตลาด วางกลยุทธ์ลงทุนรับมือไตรมาส 4 ปี 2569