Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
'อินฟินีออน' บริษัทชิปเยอรมันทุ่ม 4.8 หมื่นล้านบาทตั้งฐานผลิตชิปในไทย
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

'อินฟินีออน' บริษัทชิปเยอรมันทุ่ม 4.8 หมื่นล้านบาทตั้งฐานผลิตชิปในไทย

2 ต.ค. 69
16:36 น.
แชร์

อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ เอจี (Infineon Technologies AG) ผู้ผลิตชิปจากเยอรมนี เปิดโรงงานแห่งใหม่ในเมืองอุตสาหกรรม “อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์” (ARAYA – The Eastern Gateway) จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ภายใต้แผนลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มูลค่ากว่า 48,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1,400-1,440 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โรงงานแห่งนี้เป็นฐานผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน หรือ Power Module แห่งที่ 3 ของอินฟินีออน ต่อจากเยอรมนีและจีน โดยเริ่มดำเนินงานจากเฟสแรก หรือ Module A และสามารถขยายได้รวม 5 เฟส ตั้งแต่ Module A-E

หากลงทุนครบตามแผน ฐานการผลิตในไทยจะมีพื้นที่คลีนรูมรวม 150,000 ตารางเมตร และกลายเป็นฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นปลาย หรือ Back-end ที่ใหญ่ที่สุดของอินฟินีออนทั่วโลก มีขนาดประมาณ 2 เท่าของโรงงานที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทในปัจจุบัน

ขอบเขตการลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการประกอบและบรรจุชิป แต่ครอบคลุมการผลิต Power Module การทดสอบวงจรรวม (IC) และเวเฟอร์ ตลอดจนการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบในไทย รองรับเซมิคอนดักเตอร์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ระบบพลังงาน เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ ดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI)

อเล็กซานเดอร์ กอร์สกี้ (Alexander Gorski) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ของอินฟินีออน ระบุว่า การขยายฐานประกอบและทดสอบชิปอาจเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การตั้งโรงงานผลิตวงจรบนเวเฟอร์ หรือ Wafer Fabrication ในไทยในระยะยาว แม้การลงทุนต้นน้ำดังกล่าวยังไม่น่าจะเกิดขึ้นภายใน 3 ปีข้างหน้า

การลงทุนจึงถูกจับตามองในสองมิติพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือการเพิ่มบทบาทของไทยในเครือข่ายการผลิตของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก อีกด้านคือความสามารถในการเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนให้เป็น “คุณค่าการลงทุน” ภายในประเทศ ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี งานวิจัยและพัฒนา การสร้างบุคลากรทักษะสูง และโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์มากขึ้น

ลงทุน 48,000 ล้านบาท วางฐานผลิต Power Module แห่งที่ 3 ของโลก

พิธีเปิดโรงงานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไมเคิล ไรเฟินชทูล (Michael Reiffenstuel) เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย กอร์สกี้ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

แผนลงทุนที่บีโอไอให้การส่งเสริมมีมูลค่ากว่า 48,000 ล้านบาท ครอบคลุมการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน การทดสอบ IC และเวเฟอร์ รวมถึงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่อินฟินีออนระบุว่าเงินลงทุนตั้งต้นสำหรับฐานการผลิตแห่งใหม่ในระยะแรกอยู่ที่มากกว่า 100 ล้านยูโร หรือประมาณ 113.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น ตัวเลขดังกล่าวจึงเป็นเงินลงทุนคนละขอบเขตกับวงเงินรวมตลอดแผนที่บีโอไอให้การส่งเสริม

เฟสแรก หรือ Module A มีพื้นที่คลีนรูมสำหรับการผลิต 30,000 ตารางเมตร และติดตั้งเครื่องจักรเพื่อรองรับการผลิต Power Module การทดสอบเซมิคอนดักเตอร์และเวเฟอร์ ตลอดจนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ก่อนขยายเพิ่มอีก 4 เฟสเป็นพื้นที่คลีนรูมรวม 150,000 ตารางเมตร

โรงงานในไทยนับเป็นฐานผลิต Power Module แห่งที่ 3 ของอินฟินีออน ต่อจากเยอรมนีและจีน และหากขยายครบทั้ง 5 เฟส จะเป็นฐานการผลิตขั้นปลายที่ใหญ่ที่สุดในเครือข่ายของบริษัททั่วโลก สะท้อนว่าไทยไม่ได้ถูกวางบทบาทไว้เพียงเป็นฐานรองรับกำลังผลิตเพิ่มเติม แต่เป็นหนึ่งในฐานยุทธศาสตร์สำหรับกระจายเครือข่ายการผลิตและรองรับตลาดเอเชียในระยะยาว

ในเชิงกระบวนการผลิต โรงงานมีขีดความสามารถด้าน Advanced Back-end Manufacturing ซึ่งนำชิปมาประกอบ บรรจุ และทดสอบให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่พร้อมใช้งาน ครอบคลุมการผลิต Power Module เซมิคอนดักเตอร์แบบแยกชิ้น (Discrete Semiconductor) และการทดสอบ IC

โรงงานยังทำการทดสอบเวเฟอร์ หรือ Wafer Testing ควบคู่กับงาน Back-end ภายในพื้นที่เดียวกัน นับเป็นโรงงานแห่งแรกของอินฟินีออนที่ผสานกิจกรรมทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ตาม การทดสอบเวเฟอร์ไม่ใช่กระบวนการเดียวกับ Wafer Fabrication ซึ่งเป็นการสร้างวงจรลงบนเวเฟอร์และเป็นการผลิตต้นน้ำที่กอร์สกี้ระบุว่าอาจพิจารณาลงทุนในไทยในอนาคต

โรงงานได้รับการออกแบบให้เป็นโรงงานอัตโนมัติ (Autonomous Factory) ตั้งแต่เฟสแรก โดยใช้ระบบอัตโนมัติขั้นสูง หุ่นยนต์ ระบบขนถ่ายวัสดุอัตโนมัติ และระบบการผลิตดิจิทัล รองรับกระบวนการผลิตที่ต้องการความแม่นยำสูงและผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ภาคการผลิต และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

Power Semiconductor ชิปสำคัญของยุค EV พลังงานสะอาด และ AI

Power Semiconductor หรือเซมิคอนดักเตอร์กำลัง เป็นชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุม แปลง และบริหารพลังงานไฟฟ้าให้อุปกรณ์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดการสูญเสียพลังงานและความร้อน ส่วน Power Module คือการนำชิปกำลังและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องมารวมอยู่ในโมดูลเดียว เพื่อรองรับระบบที่ต้องจัดการกำลังไฟฟ้าสูงและต้องการความน่าเชื่อถือ

เทคโนโลยีดังกล่าวถูกนำไปใช้ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ แบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน เครื่องจักรและหุ่นยนต์ในโรงงาน ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI จึงเชื่อมโยงโดยตรงกับเมกะเทรนด์สำคัญของโลก ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digitalization) การใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ (Electrification) และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition)

การเติบโตของ AI ยิ่งเพิ่มความต้องการเทคโนโลยีจัดการพลังงาน เนื่องจากการประมวลผลขั้นสูงและดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก ขณะเดียวกัน AI เชิงกายภาพ หรือ Physical AI เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ล้วนต้องอาศัยชิปที่ควบคุมและแปลงพลังงานได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลที่บีโอไอนำเสนอระบุว่า ตลาดชิปควบคุมพลังงานทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มเป็นมากกว่า 107,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2578 ขณะที่ตลาดเซมิคอนดักเตอร์โดยรวมคาดว่าจะแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 และเพิ่มเป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2578 โดยมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่รองรับ AI เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ

สำหรับไทย Power Semiconductor เป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายของยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ซึ่งมุ่งสร้างขีดความสามารถตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การออกแบบชิป การผลิตเวเฟอร์ การประกอบและทดสอบ ไปจนถึงการผลิต Power Module และระบบที่เกี่ยวข้อง

ยุทธศาสตร์ยังมุ่งดึงดูดเทคโนโลยีวัสดุเซมิคอนดักเตอร์รุ่นใหม่ ได้แก่ ซิลิคอนคาร์ไบด์ (Silicon Carbide: SiC) และแกลเลียมไนไตรด์ (Gallium Nitride: GaN) ซึ่งใช้ผลิตชิปประสิทธิภาพสูง การลงทุนของอินฟินีออนจึงเข้ามาเติมขีดความสามารถในกลุ่มชิปควบคุมพลังงาน และเชื่อมโยงกับฐานอุตสาหกรรมที่ไทยมีอยู่แล้ว ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ และพลังงาน

อินฟินีออนมองไทยเป็นฐานยุทธศาสตร์ แต่โรงงานผลิตเวเฟอร์ยังต้องรอ

กอร์สกี้ระบุว่า อินฟินีออนเลือกไทยเพราะมีระบบนิเวศอุตสาหกรรมรองรับ ทั้งฐานการผลิตยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มผู้ประกอบการเซมิคอนดักเตอร์ที่ดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว บุคลากรและสถาบันการศึกษา ตลอดจนทำเลที่เชื่อมต่อกับตลาดกำลังเติบโตในเอเชีย

ข้อได้เปรียบอื่น ได้แก่ การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของเอเชีย ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ที่พัฒนาแล้ว ความใกล้ชิดกับตลาดสำคัญอย่างจีน และจุดยืนเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งช่วยให้อินฟินีออนกระจายเครือข่ายการผลิตในแต่ละภูมิภาคได้สมดุลขึ้น เพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาฐานผลิตแห่งใดแห่งหนึ่งมากเกินไป

“กรุงเทพฯ เป็นมากกว่าศูนย์กลางการผลิตสำหรับอินฟินีออน แต่ยังช่วยเสริมการกระจายการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวของเรา” กอร์สกี้กล่าว พร้อมย้ำว่าไทยมีบทบาทต่อแผนลงทุนระยะยาวของบริษัท ไม่ใช่เพียงรองรับความต้องการระยะสั้น

การขยายกำลังผลิตในไทยยังเป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง Dual Sourcing หรือการจัดหาผลิตภัณฑ์จากฐานผลิตสองแห่ง เพื่อให้บริษัทสามารถส่งมอบสินค้าได้ต่อเนื่องหากฐานใดฐานหนึ่งประสบปัญหา กอร์สกี้ยกตัวอย่างว่า หากโรงงานในมาเลเซียมีเหตุขัดข้อง อินฟินีออนสามารถใช้กำลังผลิตในไทยสนับสนุนลูกค้าได้

ปัจจุบันอินฟินีออนมีโรงงานผลิต 13 แห่งในสหรัฐฯ ยุโรป จีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่พื้นที่คลีนรูมซึ่งบริษัทมีอยู่ในเครือข่ายการผลิตสามารถรองรับการเพิ่มรายได้ได้ถึง 2 เท่า การเพิ่มฐานขนาดใหญ่ในไทยจึงเป็นทั้งการเตรียมกำลังผลิตสำหรับตลาดในอนาคตและการสร้างความมั่นคงให้เครือข่ายการผลิตทั่วโลก

ในระยะถัดไป กอร์สกี้มองว่าการลงทุนด้านการประกอบ บรรจุ และทดสอบชิปอาจต่อยอดไปสู่ Wafer Fabrication หรือการสร้างวงจรบนเวเฟอร์ในไทยได้ อย่างไรก็ตาม การผลิตขั้นต้นดังกล่าวต้องใช้เงินลงทุนและเทคโนโลยีสูงกว่างาน Back-end มาก และบริษัทยังไม่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน 3 ปีข้างหน้า

รัฐดันไทยจาก Digital Economy สู่ Intelligence Economy

การเปิดโรงงานเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลกำลังผลักดันยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ซึ่งเป็นแผนระยะยาวถึงปี 2593 เพื่อพัฒนาระบบนิเวศให้ครบวงจร ขับเคลื่อนแนวคิดชิป “Made in Thailand” และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาค

รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อเดือนกรกฎาคม ระบุว่า ไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญของโลกสำหรับ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ร่วมกับมาเลเซีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ทำให้รัฐบาลมองว่าไทยมีฐานเดิมที่สามารถต่อยอดไปสู่กิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและสร้างมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเดิม

ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนอย่างน้อย 500,000 ล้านบาทในช่วง 5 ปีแรก และเพิ่มเป็น 2.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2593 ส่วนบีโอไอตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573

ข้อมูลของบีโอไอระบุว่า ตั้งแต่ปี 2566 ถึงเดือนกรกฎาคม 2569 ไทยดึงดูดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงรวม 910,000 ล้านบาท หรือ 27,120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกลุ่มเทคโนโลยีที่ไทยให้ความสำคัญประกอบด้วยเซมิคอนดักเตอร์กำลัง เซนเซอร์ และโฟโตนิกส์ รวมถึงกิจกรรมต้นน้ำและการผลิตขั้นปลายระดับสูง

นายอนุทินกล่าวว่า การเปิดโรงงานของอินฟินีออนสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ที่มีต่อไทย และเป็นอีกก้าวในการยกระดับบทบาทของประเทศในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลก รัฐบาลจะสนับสนุนการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงผ่านมาตรการต่าง ๆ รวมถึง Thailand FastPass ซึ่งมีเป้าหมายลดขั้นตอนและเร่งให้โครงการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เปลี่ยนจากการตัดสินใจไปสู่การดำเนินงานจริงได้เร็วขึ้น

นายกรัฐมนตรียังชี้ว่า ห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด โรงงานผลิตชิประดับแนวหน้าในยุโรปจำเป็นต้องทำงานร่วมกับฐานการผลิตขั้นปลายที่มีเทคโนโลยีสูงและยืดหยุ่น ไทยจึงมีโอกาสเป็นหนึ่งในจุดเชื่อมต่อสำคัญของเครือข่ายการผลิตโลก หากสามารถเพิ่มขีดความสามารถทั้งด้านเทคโนโลยี บุคลากร และซัพพลายเออร์ในประเทศ

ด้านนายเอกนิติกล่าวว่า การลงทุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับเศรษฐกิจไทยจาก Digital Economy ไปสู่ Intelligence Economy ในช่วงที่ AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับไฟฟ้าและระบบสื่อสารในอดีต

แนวทางของรัฐบาลประกอบด้วย “All in AI” หรือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศรองรับเศรษฐกิจ AI ควบคู่กับ “AI in All” หรือการนำ AI ไปยกระดับผลิตภาพในทุกภาคส่วน โดยต้องการเชื่อมโยงห่วงโซ่ตั้งแต่พลังงาน เซมิคอนดักเตอร์ และข้อมูล ไปจนถึง AI เพื่อให้การลงทุนของบริษัทระดับโลกส่งต่อโอกาสไปถึงแรงงาน ธุรกิจ และอุตสาหกรรมไทย

บีโอไอยังเตรียมออกแบบแพ็กเกจสิทธิประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โดยเฉพาะ โดยให้น้ำหนักกับการผลิตต้นน้ำและกิจกรรม Back-end ขั้นสูง ขณะที่รัฐบาลอำนวยความสะดวกให้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านวีซ่าพำนักระยะยาว (LTR Visa) และกระบวนการขอใบอนุญาตทำงานสำหรับบุคลากรทักษะสูง

จากเงินลงทุนสู่ 5,000 งาน วิจัย 18 โครงการ และหลักสูตร 60 วิชา

บีโอไอระบุว่า แนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงไม่ได้พิจารณาเพียงมูลค่าเงินลงทุนหรือจำนวนโรงงาน แต่ให้ความสำคัญกับคุณค่าที่เกิดขึ้นในประเทศ ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา การสร้างบุคลากรทักษะสูง และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทระดับโลก

ปัจจุบันฐานการผลิตของอินฟินีออนในไทยมีพนักงานประมาณ 350 คน และคาดว่าจะเพิ่มเป็นประมาณ 1,000 คนเมื่อขยายกำลังผลิตในระยะแรก สำหรับแผนลงทุนครบ 5 เฟส บริษัทตั้งเป้าจ้างบุคลากรไทยรวมมากกว่า 5,000 คน หรือเฉลี่ยประมาณ 1,000 คนต่อเฟส โดยเน้นวิศวกรและช่างเทคนิคขั้นสูง

ภายใต้เงื่อนไขส่งเสริมการลงทุน อินฟินีออนต้องพัฒนาบุคลากรไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากกว่า 600 คน แบ่งเป็นวิศวกรในสายการผลิตมากกว่า 400 คน และบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนามากกว่า 200 คน

บริษัทยังมีแผนส่งบุคลากรไทยมากกว่า 130 คนไปฝึกอบรมเทคโนโลยีเฉพาะทางในต่างประเทศ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ ระบบอัตโนมัติ การออกแบบเวเฟอร์ การประกอบชิป และการพัฒนาผลิตภัณฑ์

ในภาคการศึกษา อินฟินีออนจะร่วมกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาไทยพัฒนาหลักสูตรด้านเซมิคอนดักเตอร์ไม่น้อยกว่า 60 วิชา พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษาปริญญาตรีอย่างน้อย 1,100 คนเข้าร่วมการฝึกอบรม รวมถึงโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ Power Module รวม 680 โครงการ

อีกส่วนหนึ่งคือความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในประเทศอย่างน้อย 18 โครงการ ครอบคลุมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ การพัฒนาระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์ และการจัดการ Big Data ตลอดจนการปรับปรุงกระบวนการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อสะสมองค์ความรู้และความสามารถทางเทคโนโลยีไว้ในประเทศ

อินฟินีออนยังร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย (Thai Semiconductor Industry Association: THSIA) เพื่อพัฒนาเครือข่ายซัพพลายเออร์และระบบนิเวศอุตสาหกรรมในระยะยาว ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญหากไทยต้องการขยับจากฐานรับจ้างผลิตไปสู่การมีผู้ประกอบการในประเทศที่สามารถส่งมอบชิ้นส่วน วัสดุ อุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ และบริการเทคโนโลยีให้บริษัทระดับโลกได้

ในภาพรวมประเทศ บีโอไอตั้งเป้าสนับสนุนการฝึกอบรมแรงงานทักษะสูงเกือบ 85,000 คน และนักวิจัยมากกว่า 1,700 คนภายในปี 2573 เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า การที่อินฟินีออน ซึ่งเป็นผู้นำตลาดโลกด้านชิปควบคุมพลังงาน เลือกสร้างโรงงานขนาดใหญ่และวางแผนขยายอย่างน้อย 5 เฟสในไทย เป็นสัญญาณว่าประเทศมีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ แต่เป้าหมายต้องไม่หยุดอยู่เพียงการเป็นฐานการผลิต

สิ่งที่ต้องเดินหน้าควบคู่กันคือการสร้างขีดความสามารถใหม่ ทั้งด้านวิจัยและพัฒนา การยกระดับทักษะของบุคลากร และการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้เชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เพื่อวางฐานอุตสาหกรรมระยะยาวและขยับเข้าใกล้เป้าหมาย “ชิปเมดอินไทยแลนด์”

อ้างอิง: Reuters, BOI, Bloomberg

แชร์
'อินฟินีออน' บริษัทชิปเยอรมันทุ่ม 4.8 หมื่นล้านบาทตั้งฐานผลิตชิปในไทย