
ในสมรภูมิเซมิคอนดักเตอร์โลก “เวียดนาม” กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนบทบาทจากฐานการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์พื้นฐาน ไปสู่หนึ่งในจุดหมายสำคัญของห่วงโซ่อุปทานชิป โดยเฉพาะในกระบวนการปลายน้ำอย่างการประกอบ การทดสอบ และการบรรจุภัณฑ์ชิป หรือที่อุตสาหกรรมเรียกว่า assembly, testing and packaging (ATP)
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ หลังสงครามการค้าและการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ทำให้การพึ่งพาฐานการผลิตในไม่กี่ประเทศกลายเป็นความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ ขณะเดียวกัน ความต้องการชิปสำหรับ AI, data center, รถยนต์ไฟฟ้า, สมาร์ทโฟน, อุปกรณ์ IoT และระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรม ก็ยิ่งทำให้ทุกส่วนของห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์มีความสำคัญมากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโรงงานผลิตเวเฟอร์ขั้นสูงเท่านั้น
แม้ในภาพรวม เวียดนามยังไม่ได้อยู่ในจุดที่จะแข่งขันโดยตรงกับไต้หวันหรือเกาหลีใต้ในด้านการผลิตชิปขั้นหน้า หรือ front-end fabrication แต่เวียดนามกำลังสร้างจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจนในด้าน back-end manufacturing การออกแบบวงจรรวม ศูนย์วิจัยและพัฒนา รวมถึงการพัฒนาบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งหมดนี้ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญที่เปิดโอกาสให้เวียดนามเข้าไปมีบทบาทในอุตสาหกรรมชิปโลกได้มากขึ้น
แรงส่งสำคัญล่าสุดมาจาก Intel ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งเมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้ประกาศลงทุนเพิ่มอีก 2.6 พันล้านดอลลาร์ในเวียดนาม หรือราว 8.4 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าการลงทุนรวมของบริษัทในประเทศนี้เพิ่มขึ้นเป็น 4.1 พันล้านดอลลาร์ จากเดิมที่มีการลงทุนสะสมอยู่ราว 1.5 พันล้านดอลลาร์
การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นในวาระครบรอบ 20 ปีของการดำเนินงานของ Intel ในเวียดนาม และสะท้อนให้เห็นว่า เวียดนามไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตต้นทุนต่ำอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การผลิตระยะยาวของบริษัทชิประดับโลก
นอกจากนี้ ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เวียดนามไม่ได้ดึงดูดเพียง Intel เท่านั้น แต่ยังมีบริษัทในอุตสาหกรรมชิปและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องทยอยเข้ามาลงทุนหรือขยายฐานในประเทศอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ Amkor, Hana Micron, Samsung, Marvell, Synopsys, Qualcomm, NVIDIA และ Infineon ไปจนถึงผู้เล่นในห่วงโซ่อุปกรณ์และชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์
การเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนว่า เวียดนามกำลังค่อย ๆ สร้าง “ระบบนิเวศชิป” ที่ครอบคลุมมากขึ้น จากฐานการผลิตปลายน้ำ ไปสู่การออกแบบ วิจัยและพัฒนา และการฝึกอบรมบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมในระยะยาว
Intel เป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติรายแรก ๆ ที่เข้ามาลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่ในเวียดนาม จุดเริ่มต้นสำคัญเกิดขึ้นในปี 2549 เมื่อบริษัทเริ่มก่อสร้างโรงงาน Intel Products Vietnam ภายใน Saigon High Tech Park นครโฮจิมินห์ ก่อนจะเปิดดำเนินการผลิตจริงในปี 2553
จากโรงงานที่เริ่มต้นด้วยพนักงานเพียงไม่กี่ร้อยคน Intel Products Vietnam ค่อย ๆ ขยายบทบาทขึ้นเป็นฐานการประกอบและทดสอบชิปที่สำคัญของ Intel และปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในโรงงานประเภทนี้ที่ใหญ่ที่สุดในเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของบริษัท โดยมีพนักงานราว 6,500 คน
ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา Intel Products Vietnam ผลิตสินค้าแล้วมากกว่า 4 พันล้านชิ้น และสร้างมูลค่าการส่งออกมากกว่า 1.10 แสนล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ทำให้โรงงานของ Intel ไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตของบริษัท แต่ยังกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจส่งออกเวียดนาม โดยเฉพาะในนครโฮจิมินห์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของประเทศ
เฉพาะในปี 2568 โรงงานของ Intel ในเวียดนามสร้างมูลค่าการส่งออก 1.167 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็น 57% ของมูลค่าการส่งออกรวมของ Saigon High Tech Park และราว 12% ของมูลค่าการส่งออกรวมของนครโฮจิมินห์ ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าโรงงานแห่งนี้มีน้ำหนักสูงมากต่อทั้งนิคมไฮเทคไซง่อนและเศรษฐกิจเมืองใหญ่ที่สุดของเวียดนาม
หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ การลงทุนเพิ่มของ Intel มีความหมายหลายชั้น
นอกจากการผลิตโดยตรง Intel ยังมีบทบาทในการสร้างบุคลากรและซัพพลายเชนท้องถิ่น บริษัทระบุว่าได้ลงทุนราว 22 ล้านดอลลาร์ในโครงการด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และสุขภาพทั่วเวียดนาม
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา Intel มีส่วนช่วยพัฒนาวิศวกร ช่างเทคนิค และผู้นำชาวเวียดนามเกือบ 10,000 คน และเปิดทางให้ซัพพลายเออร์ท้องถิ่นมากกว่า 600 รายเข้ามามีส่วนร่วมในภาคการผลิตขั้นสูง ประเด็นนี้สำคัญ เพราะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไม่ได้ต้องการแค่เงินลงทุน แต่ต้องการฐานบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะ ซัพพลายเออร์ที่ได้มาตรฐาน และระบบสนับสนุนทางเทคนิคที่สั่งสมต่อเนื่อง
การที่ Intel อยู่ในเวียดนามมา 20 ปีจึงช่วยสร้าง “ทุนอุตสาหกรรม” ที่นักลงทุนรายอื่นสามารถต่อยอดได้ ทั้งในแง่แรงงานฝีมือ ผู้จัดหาชิ้นส่วน ผู้รับเหมาวิศวกรรม และมาตรฐานการทำงานในโรงงานเทคโนโลยีขั้นสูง
ล่าสุด Intel ยังบริจาคเครื่องมือสำหรับการประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์มากกว่า 30 รายการให้แก่ Saigon High Tech Park และ Vietnam National University Hanoi เพื่อสนับสนุนการศึกษาและการวิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ การนำอุปกรณ์การผลิตชิปกลับมาใช้ใหม่เพื่อการฝึกอบรมเช่นนี้มีความสำคัญ เพราะช่วยให้นักศึกษาและบุคลากรเวียดนามได้สัมผัสเครื่องมือจริง ไม่ใช่เรียนรู้เฉพาะทฤษฎีในห้องเรียน
การลงทุนเพิ่มของ Intel จึงเป็นมากกว่าข่าวขยายโรงงาน แต่เป็นสัญญาณว่าเวียดนามกำลังสะสมความพร้อมในหลายมิติ ตั้งแต่กำลังการผลิต แรงงานเทคนิค ซัพพลายเออร์ท้องถิ่น ไปจนถึงระบบการศึกษาและความยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดเป็นองค์ประกอบจำเป็นหากประเทศหนึ่งต้องการขยับจากการเป็นฐานประกอบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ไปสู่การเป็นฐานเซมิคอนดักเตอร์ที่มีความสำคัญมากขึ้นในห่วงโซ่โลก
นอกจาก Intel เวียดนามยังดึงดูดผู้เล่นรายใหญ่ในกลุ่ม assembly, testing and packaging อย่างต่อเนื่อง หนึ่งในดีลสำคัญคือ Amkor Technology บริษัทสัญชาติสหรัฐฯ ที่เปิดโรงงานเซมิคอนดักเตอร์ในจังหวัดบั๊กนิญเมื่อเดือนตุลาคม 2566 โดยมีเงินลงทุนเริ่มต้นราว 529 ล้านดอลลาร์ ก่อนที่โครงการจะได้รับการอนุมัติขยายมูลค่าการลงทุนรวมเป็น 1.6 พันล้านดอลลาร์ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี
โรงงานของ Amkor ในเวียดนามตั้งอยู่ใน Yen Phong 2C Industrial Park และถูกวางให้เป็นหนึ่งในฐาน advanced packaging ที่สำคัญของบริษัท มีพื้นที่ cleanroom ขนาดใหญ่ และรองรับงานบรรจุภัณฑ์ชิปรุ่นใหม่สำหรับอุตสาหกรรมสื่อสาร ยานยนต์ คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ต้องใช้ชิปประสิทธิภาพสูง
ความสำคัญของ Amkor อยู่ที่ “advanced packaging” ซึ่งกำลังเป็นจุดแข่งขันสำคัญของอุตสาหกรรมชิป เมื่อการย่อขนาดทรานซิสเตอร์ทำได้ยากขึ้นและมีต้นทุนสูงขึ้น บริษัทชิปจำนวนมากจึงหันมาเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การเชื่อมต่อชิปหลายตัวเข้าด้วยกัน การเพิ่มแบนด์วิดท์ของการสื่อสารระหว่างชิป และการลดการใช้พลังงาน การที่ Amkor เลือกเวียดนามจึงช่วยยกระดับภาพของประเทศจากฐานประกอบทั่วไป ไปสู่ฐานการผลิตปลายน้ำที่มีความซับซ้อนสูงขึ้น
อีกบริษัทสำคัญคือ Hana Micron จากเกาหลีใต้ ซึ่งประกาศลงทุนประมาณ 1.3 ล้านล้านวอน หรือราว 930 ล้านดอลลาร์ ถึงปี 2569 เพื่อขยายการทำ packaging สำหรับ memory chips ในเวียดนาม Reuters รายงานว่าการขยายตัวของ Hana Micron เกิดขึ้นท่ามกลางความต้องการของลูกค้าที่ต้องการย้ายกำลังการผลิตบางส่วนออกจากจีน ซึ่งสะท้อนผลของยุทธศาสตร์ China Plus One อย่างชัดเจน
ฝั่ง Samsung มีบทบาทในเวียดนามมายาวนานในฐานะนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของประเทศ และเริ่มเพิ่มน้ำหนักด้านเซมิคอนดักเตอร์มากขึ้นในช่วงหลัง Samsung Electro-Mechanics ลงทุนในโรงงานผลิต FC-BGA substrate ในเวียดนาม ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญสำหรับชิปประสิทธิภาพสูง เช่น CPU และ GPU เพราะ substrate ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างตัวชิปกับแผงวงจร และมีความสำคัญมากขึ้นในยุคที่ชิปต้องรองรับการประมวลผลที่ซับซ้อน
ล่าสุด Samsung Electronics ยังมีแผนลงทุน 1.5 พันล้านดอลลาร์ในโรงงานทดสอบชิปที่จังหวัดท้ายเหงียน ทางเหนือของฮานอย โครงการนี้ได้รับการอนุมัติจากทางการเวียดนามแล้วในเดือนมีนาคม 2569 และเริ่มการก่อสร้าง โดยมีกำหนดเริ่มดำเนินงานในเดือนพฤศจิกายน 2570 โรงงานดังกล่าวจะเป็นโรงงานทดสอบชิปแห่งแรกของ Samsung ในเวียดนาม และจะมุ่งเน้นการทดสอบ DRAM และ NAND memory chips
การลงทุนของ Samsung มีนัยสำคัญ เพราะการทดสอบเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการผลิตชิป ก่อนส่งมอบให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมปลายทาง หากเวียดนามสามารถขยายบทบาทในส่วนนี้ได้มากขึ้น ประเทศจะไม่ใช่เพียงฐานประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่จะเริ่มเข้าไปอยู่ในจุดที่ใกล้กับห่วงโซ่การผลิตชิปโดยตรงมากกว่าเดิม
นอกจากนี้ เอกสารโครงการของ Samsung ยังระบุความเป็นไปได้ในการนำกำไรกลับมาลงทุนเพิ่มได้สูงสุดราว 2.5 พันล้านดอลลาร์ สำหรับโรงงานแห่งที่สองในอนาคต แม้ยังไม่ใช่การตัดสินใจขั้นสุดท้าย แต่สะท้อนว่า Samsung อาจมองเวียดนามเป็นฐานระยะยาวสำหรับงานปลายน้ำของชิป
จุดที่ทำให้เวียดนามน่าสนใจมากขึ้น คือการลงทุนไม่ได้หยุดอยู่แค่โรงงานประกอบและทดสอบ แต่เริ่มขยายไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่า เช่น การออกแบบวงจรรวม ซอฟต์แวร์ออกแบบชิป ศูนย์วิจัย AI และการพัฒนาบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์
Marvell Technology เป็นตัวอย่างสำคัญ บริษัทประกาศเมื่อเดือนกันยายน 2568 เปิดสำนักงานใหม่ 3 แห่งในเวียดนาม ได้แก่ eTown6 และ UOA Tower ในนครโฮจิมินห์ และ ICT1 ในดานัง พร้อมระบุว่าเวียดนามกลายเป็นศูนย์ R&D ใหญ่เป็นอันดับสามของ Marvell รองจากสหรัฐฯ และอินเดีย หลังจำนวนวิศวกรในประเทศเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 500 คน
งานของ Marvell ในเวียดนามครอบคลุมหลายส่วนของการออกแบบวงจรรวม ตั้งแต่ architecture, digital design, analog mixed-signal design, physical design, design verification, firmware, CAD tools ไปจนถึง hardware validation บริษัทระบุว่า facilities ใหม่ในนครโฮจิมินห์มี R&D lab พร้อมเครื่องมือ validation ขั้นสูงสำหรับทดสอบชิป และสนับสนุนงาน IC design สำหรับโครงสร้างพื้นฐานของ AI data center
Synopsys ซึ่งเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ออกแบบชิป หรือ EDA รายใหญ่ของโลก ก็มีบทบาทสำคัญในการสร้าง talent pipeline ให้เวียดนาม บริษัททำงานร่วมกับหน่วยงานเวียดนามเพื่อสนับสนุนศูนย์บ่มเพาะการออกแบบเซมิคอนดักเตอร์ และล่าสุดเปิดโครงการ IC Design Scholarship Program – Vietnam ปี 2569 เป็นปีที่สอง โดยปี 2568 สนับสนุนนักเรียนทุน 24 คน และปี 2569 จะเพิ่มเป็น 40 ทุนสำหรับนักศึกษาที่สนใจอาชีพด้าน IC design
แม้ Synopsys ไม่ใช่ผู้ผลิตชิปโดยตรง แต่บทบาทของบริษัทมีความสำคัญมาก เพราะซอฟต์แวร์ EDA คือโครงสร้างพื้นฐานของการออกแบบชิป หากเวียดนามต้องการขยับจากงานประกอบและทดสอบ ไปสู่การออกแบบวงจรรวมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่า ประเทศจำเป็นต้องมีทั้งเครื่องมือออกแบบ มาตรฐานการฝึกอบรม และบุคลากรที่เข้าใจกระบวนการออกแบบชิปตั้งแต่ระดับสถาปัตยกรรมไปจนถึงการตรวจสอบความถูกต้องของวงจร
Qualcomm ก็เป็นอีกบริษัทที่สะท้อนการขยับของเวียดนามจากฐานการผลิตสู่ฐานวิจัยและพัฒนา บริษัทเปิดศูนย์วิจัยด้าน AI ในเวียดนามเมื่อปี 2568 โดยมุ่งเน้น generative AI และ agentic AI สำหรับสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล XR ยานยนต์ และ IoT ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2569 Qualcomm Technologies เปิดศูนย์ R&D แห่งใหม่ที่ฮานอย ซึ่งเป็นการขยายฐานวิจัยด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศ
ในกรณีของ NVIDIA บริษัทไม่ได้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตชิปในเวียดนามโดยตรง แต่ได้ลงนามความร่วมมือกับรัฐบาลเวียดนามเพื่อจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา AI และ AI data center เมื่อปี 2567
ความร่วมมือนี้มีความสำคัญต่อระบบนิเวศชิปยุคใหม่ เพราะชิป AI ไม่ได้แข่งขันเฉพาะที่ฮาร์ดแวร์ แต่เชื่อมโยงกับ data center, software, model development, cloud infrastructure และบุคลากรด้าน AI
Infineon Technologies จากเยอรมนีก็มีฐานด้านการออกแบบและพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ในเวียดนาม โดยบริษัทระบุว่าการดำเนินงานในประเทศเติบโตตั้งแต่ปี 2562 และเวียดนามกลายเป็นหนึ่งในไซต์ด้าน semiconductor design and development ที่สำคัญของบริษัท การมีผู้เล่นจากยุโรปเข้ามาเพิ่ม ทำให้ระบบนิเวศของเวียดนามไม่ได้พึ่งเฉพาะนักลงทุนจากสหรัฐฯ หรือเกาหลีใต้ แต่มีความหลากหลายมากขึ้น
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด เวียดนามจึงไม่ได้ดึงดูดเฉพาะเงินลงทุนในโรงงาน แต่กำลังดึงดูดกิจกรรมหลายระดับในห่วงโซ่ชิป ตั้งแต่การประกอบและทดสอบของ Intel, advanced packaging ของ Amkor, packaging ของ Hana Micron, substrate และ testing ของ Samsung, IC design ของ Marvell, EDA และ talent development ของ Synopsys, AI-R&D ของ Qualcomm และ NVIDIA ไปจนถึง chip development ของ Infineon
การที่เวียดนามเริ่มกลายเป็นจุดหมายสำคัญของบริษัทชิประดับโลก ไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการบรรจบกันของหลายแรงส่ง ทั้งฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ที่สะสมมานาน กระแสการกระจายความเสี่ยงออกจากจีน นโยบายรัฐที่ผลักดันเซมิคอนดักเตอร์เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ไปจนถึงความพยายามสร้างแรงงานทักษะสูงเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
ปัจจัยสำคัญประการแรกคือ เวียดนามมีฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์เดิมที่ค่อนข้างแข็งแรงอยู่แล้ว ประเทศนี้เป็นที่ตั้งของโรงงาน Samsung, Intel, Foxconn และผู้ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมากมาเป็นเวลานาน ทำให้มีทั้งนิคมอุตสาหกรรม ระบบโลจิสติกส์ แรงงานเทคนิค ซัพพลายเออร์ และประสบการณ์ด้านการผลิตเพื่อส่งออกที่พร้อมกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
สำหรับบริษัทชิป การเข้าไปลงทุนในประเทศที่มีฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว ย่อมช่วยลดต้นทุนในการตั้งต้น ลดระยะเวลาในการสร้างเครือข่ายซัพพลายเออร์ และลดความเสี่ยงจากการต้องพัฒนาซัพพลายเชนใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ศูนย์
ปัจจัยประการที่สองคือแรงกดดันจากยุทธศาสตร์ China Plus One ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ทำให้บริษัทข้ามชาติจำนวนมากต้องกระจายฐานการผลิตออกจากจีน เพื่อลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และซัพพลายเชน
เวียดนามจึงได้ประโยชน์จากแนวโน้มนี้ ด้วยทำเลที่อยู่ใกล้จีนและเอเชียตะวันออก ต้นทุนแรงงานที่แข่งขันได้ และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับหลายฝ่าย ทั้งสหรัฐฯ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ยุโรป และจีน
ทั้งหมดนี้ทำให้เวียดนามเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับบริษัทที่ต้องการลดการพึ่งพาจีน โดยยังคงเชื่อมต่อกับเครือข่ายการผลิตหลักของเอเชีย
ปัจจัยประการที่สามคือ โครงสร้างอุตสาหกรรมชิปของเวียดนามสอดรับกับจุดที่ตลาดต้องการเพิ่มกำลังการผลิตในระยะกลาง แม้ปัจจุบันเวียดนามยังไม่ใช่ฐานผลิตเวเฟอร์ขั้นสูง แต่ประเทศนี้เหมาะกับงานประกอบ ทดสอบ และบรรจุภัณฑ์ชิป หรือ assembly, testing and packaging (ATP) ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นในยุค advanced packaging และ chiplet architecture
รายงานของ Reuters ซึ่งอ้างอิงการประเมินของ SIA และ BCG ระบุว่า ส่วนแบ่งกำลังการผลิต ATP ของเวียดนามอาจเพิ่มจากราว 1% ในปี 2565 เป็น 8-9% ภายในปี 2575 หากแนวโน้มการลงทุนยังเดินหน้าต่อเนื่อง
ปัจจัยประการที่สี่คือ รัฐบาลเวียดนามกำหนดให้เซมิคอนดักเตอร์เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยได้ออกยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ถึงปี 2573 พร้อมวิสัยทัศน์ระยะยาวถึงปี 2593
ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว เวียดนามตั้งเป้าภายในปี 2573 ว่าจะมีบริษัทออกแบบชิปอย่างน้อย 100 แห่ง โรงงานผลิตชิปขนาดเล็ก 1 แห่ง โรงงาน packaging/testing 10 แห่ง รายได้จากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มากกว่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี และบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์มากกว่า 50,000 คน
ปัจจัยประการที่ห้าคือ เวียดนามเริ่มปรับเครื่องมือจูงใจการลงทุนให้สอดรับกับยุคภาษีขั้นต่ำโลก หลังการบังคับใช้ global minimum tax ในอัตรา 15% ทำให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบเดิมลดความน่าสนใจลง รัฐบาลเวียดนามจึงหันมาใช้กลไกสนับสนุนการลงทุนรูปแบบใหม่แทน
หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ Decree 182/2024/ND-CP ซึ่งเปิดทางให้โครงการวิจัยและพัฒนา หรือ R&D ด้านเซมิคอนดักเตอร์และ AI ที่เข้าเกณฑ์ สามารถได้รับการสนับสนุนสูงสุดถึง 50% ของต้นทุนการลงทุนเริ่มต้น นอกจากนี้ ยังครอบคลุมการสนับสนุนด้านการฝึกอบรม R&D สินทรัพย์ถาวร การผลิตสินค้าไฮเทค และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
ปัจจัยประการที่หกคือ ความพยายามสร้างบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ เวียดนามมีประชากรวัยแรงงานจำนวนมาก มีจำนวนนักศึกษาด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น และรัฐบาลตั้งเป้าผลิตบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ 50,000 คนภายในปี 2573
เป้าหมายนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากความร่วมมือของบริษัทต่างชาติ เช่น Intel, Synopsys, Marvell และ Qualcomm ซึ่งเข้ามาทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานรัฐของเวียดนาม ทั้งในด้านการฝึกอบรม ทุนการศึกษา และโครงการวิจัย
ทั้งนี้ แม้เวียดนามจะได้รับความสนใจมากขึ้น แต่ยังไม่ควรมองว่าประเทศนี้จะกลายเป็นศูนย์กลางผลิตชิปขั้นสูงแบบไต้หวันหรือเกาหลีใต้ในระยะสั้น เพราะความสามารถหลักของเวียดนามยังอยู่ที่ back-end manufacturing, design support, R&D และ talent development มากกว่าการผลิตเวเฟอร์ขั้นสูง
การสร้างโรงงานผลิตชิปขั้นหน้า หรือ wafer fab ต้องใช้เงินลงทุนระดับหลายพันล้านถึงหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ต้องมีเทคโนโลยีขั้นสูง ระบบน้ำสะอาดพิเศษ พลังงานที่เสถียร ซัพพลายเชนเคมีภัณฑ์และเครื่องจักรที่ซับซ้อน รวมถึงบุคลากรเฉพาะทางจำนวนมาก เวียดนามยังต้องใช้เวลาอีกมากในการสร้างความพร้อมระดับนั้น
อีกข้อจำกัดคือแรงงานทักษะสูง แม้เวียดนามมีวิศวกรจำนวนมาก แต่ยังขาดบุคลากรระดับสูงในบางตำแหน่ง เช่น chip architect, senior design verification engineer, process engineer และผู้เชี่ยวชาญด้าน manufacturing yield ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องใช้เวลาสั่งสมในอุตสาหกรรมจริง
นอกจากนี้ เวียดนามยังต้องแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย ไทย และอินโดนีเซีย ซึ่งต่างต้องการดึงดูดเงินลงทุนด้านชิปเช่นกัน มาเลเซียมีฐาน assembly and testing มายาวนาน สิงคโปร์มีจุดแข็งด้าน wafer fabrication และ R&D ขณะที่อินเดียกำลังใช้มาตรการสนับสนุนขนาดใหญ่เพื่อดึงดูดผู้ผลิตชิป เวียดนามจึงต้องเร่งยกระดับแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และมาตรการจูงใจการลงทุนให้ทันการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม แม้จะยังมีข้อจำกัดดังกล่าว ภาพรวมยังชัดเจนว่าเวียดนามเป็นหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์สำคัญจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่ชิปโลก การที่ Intel ประกาศลงทุนเพิ่มเติมในเวียดนาม เป็นสัญญาณความเชื่อมั่นจากผู้ผลิตชิปรายใหญ่ ขณะที่การเข้ามาของ Amkor, Hana Micron, Samsung, Marvell, Synopsys, Qualcomm, NVIDIA และ Infineon แสดงให้เห็นว่าเวียดนามไม่ได้เป็นเพียงฐานผลิตทางเลือก แต่กำลังค่อย ๆ สร้างตัวเองเป็นศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์ระดับภูมิภาค
หากเวียดนามสามารถรักษาแรงดึงดูดด้านต้นทุน ควบคู่กับการยกระดับแรงงาน ซัพพลายเออร์ โครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมได้ต่อเนื่อง ประเทศนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของห่วงโซ่ชิปโลกในยุคหลัง China Plus One โดยเริ่มจากจุดแข็งด้านการประกอบ ทดสอบ บรรจุภัณฑ์ และการออกแบบ ก่อนค่อย ๆ ขยับขึ้นสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในระยะต่อไป
อ้างอิง: TNGlobal, VietnamNews, Amkor, Reuters, Samsung, Reuters 2, Marvell, Synopsys, RCR Wireless News, Reuters 3, Infineon , Vietnam Government News,