
ขณะที่นักลงทุนจับตาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ บริษัทญี่ปุ่นบางแห่งซึ่งดูห่างไกลจากธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูงกลับก้าวขึ้นเป็นหุ้นดาวเด่นของตลาด หลังนำความเชี่ยวชาญจากธุรกิจดั้งเดิมมาต่อยอดเป็นวัสดุและชิ้นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI
Toto ผู้ผลิตสุขภัณฑ์ระดับไฮเอนด์ Nittobo ผู้ผลิตสิ่งทอและใยแก้ว และ Ajinomoto ผู้ผลิตผงชูรส ต่างได้รับประโยชน์จากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นนับตั้งแต่ต้นปีปรับตัวขึ้น 78% 63% และ 61% ตามลำดับ แม้ธุรกิจหลักของทั้งสามบริษัทจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมชิปโดยตรง
ปัจจัยสำคัญเบื้องหลังการเติบโตคือการนำเทคโนโลยีหลักของแต่ละบริษัทมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ตั้งแต่แท่นยึดเวเฟอร์เซรามิก ใยแก้วสำหรับวัสดุฐานของแพ็กเกจชิป ไปจนถึงฟิล์มฉนวนสำหรับชิปประสิทธิภาพสูง
ในปีงบการเงินปี 2568 ที่สิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ทั้งสามบริษัทรายงานว่าธุรกิจของบริษัทที่เชื่อมโยงกับเซมิคอนดักเตอร์ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง สะท้อนว่านอกจากกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีแล้ว แรงหนุนจากอุตสาหกรรม AI กำลังขยายออกไปยังธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่นด้วย
ตลอดเวลากว่า 100 ปี Toto สร้างชื่อจากผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะสุขภัณฑ์ระดับไฮเอนด์ แต่ความเชี่ยวชาญด้านเซรามิกซึ่งเป็นรากฐานของธุรกิจเดิม ได้เปิดทางให้บริษัทขยายเข้าสู่ตลาดที่เติบโตเร็วและมีความสามารถในการทำกำไรสูงกว่าอย่าง “ธุรกิจเซรามิกขั้นสูงสำหรับอุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์”
หนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญของ Toto ในอุตสาหกรรมชิปคือ “แท่นยึดเวเฟอร์ด้วยไฟฟ้าสถิตชนิดเซรามิก” ซึ่งบริษัทเริ่มผลิตในปี 2531 อุปกรณ์ดังกล่าวทำหน้าที่ยึดแผ่นเวเฟอร์ซิลิคอนให้อยู่กับที่ระหว่างกระบวนการกัดลายภายในเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์ โดย Toto ระบุว่าเทคโนโลยีเซรามิกนี้ช่วยเพิ่มอัตราผลผลิตในการผลิตชิปขั้นสูงของบริษัท
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจเซรามิกขั้นสูงของ Toto ได้รับแรงหนุนจากความต้องการอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของ Internet of Things (IoT) การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Data Center ขณะเดียวกัน ธุรกิจนี้ยังมีอัตรากำไรสูงกว่าธุรกิจผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับที่อยู่อาศัยอย่างชัดเจน
ผลประกอบการล่าสุดของบริษัทสะท้อนทิศทางที่แตกต่างกันของธุรกิจทั้งสองกลุ่ม ขณะที่ธุรกิจผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับที่อยู่อาศัยของ Toto มียอดขายและกำไรลดลง รายได้ต่อปีของธุรกิจเซรามิกขั้นสูงกลับเพิ่มขึ้น 34% และกำไรจากการดำเนินงานขยายตัว 42% ทำให้ธุรกิจนี้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ผลประกอบการโดยรวมของ Toto กลับมาเติบโตในปีงบการเงินที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม Toto ยืนยันว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับธุรกิจใดเหนือกว่าอีกธุรกิจหนึ่ง แม้เซรามิกขั้นสูงจะมีแนวโน้มเติบโตสูง แต่ตลอดเส้นทางกว่า 40 ปี ธุรกิจนี้เคยเผชิญภาวะขาดทุนต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก่อนจะขยายตัวจนมีบทบาทสำคัญต่อบริษัทในปัจจุบัน
ด้วยเหตุนี้ Toto จึงไม่มีแผนถอนตัวจากธุรกิจผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เนื่องจากยังเป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงและช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับงบดุล ท่ามกลางความผันผวนของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ บริษัทตั้งเป้าขยายธุรกิจทั้งสองกลุ่มควบคู่กัน โดยรักษาสมดุลระหว่างฐานรายได้เดิมกับโอกาสเติบโตจากตลาดชิป เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
Nittobo เริ่มต้นจากธุรกิจสิ่งทอและใยแก้ว ก่อนต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านวัสดุเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบันวัสดุอิเล็กทรอนิกส์ได้กลายเป็นธุรกิจหลักของบริษัท โดยเฉพาะ T-glass และใยแก้วขั้นสูงที่ใช้ในแผงวงจรพิมพ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุฐานสำหรับแพ็กเกจเซมิคอนดักเตอร์
บริษัทเปิดตัว T-glass ในปี 2527 และพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการใช้งานที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
ปัจจุบัน Nittobo วางให้ T-glass และวัสดุอิเล็กทรอนิกส์ชนิดอื่นเป็นเสาหลักของการเติบโตในช่วง 10 ปีข้างหน้า ขณะที่ความต้องการชิป AI กำลังเปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดสรรงบลงทุน การวิจัยและพัฒนา รวมถึงบุคลากรของบริษัท
แรงส่งจากความต้องการเซิร์ฟเวอร์ AI ประกอบกับยอดขาย Special Glass ที่แข็งแกร่ง ช่วยให้ยอดขายสุทธิของธุรกิจวัสดุอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 20.4% จากปีก่อน ส่วนกำไรจากการดำเนินงานขยายตัว 39.7%
CNBC คำนวณว่า ธุรกิจวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มีส่วนต่อการเพิ่มขึ้นของยอดขายสุทธิทั้งบริษัทในปีงบการเงินที่ผ่านมาราว 91% ขณะที่กำไรของธุรกิจนี้เพิ่มขึ้น 5.5 พันล้านเยน หรือประมาณ 34 ล้านดอลลาร์ สูงกว่ากำไรจากการดำเนินงานของบริษัทโดยรวมที่เพิ่มขึ้น 4.4 พันล้านเยน
ผลประกอบการดังกล่าวทำให้ Nittobo คาดว่า วัสดุอิเล็กทรอนิกส์จะยังคงเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญมากที่สุดของบริษัทในอนาคต โดยความต้องการ Special Glass มีแนวโน้มอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการใช้งานในเซิร์ฟเวอร์ของ Data Center อุปกรณ์เครือข่าย และวัสดุฐานสำหรับแพ็กเกจเซมิคอนดักเตอร์
เพื่อตอบรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น Nittobo จึงเตรียมขยายกำลังการผลิตวัสดุอิเล็กทรอนิกส์ ควบคู่กับการต่อยอดเทคโนโลยีใยแก้วในธุรกิจดั้งเดิม ทั้งการผลิตวัสดุผสมสำหรับเสริมความแข็งแรงให้พลาสติกและวัสดุสำหรับภาคอุตสาหกรรม
แม้อาหารยังเป็นธุรกิจหลักของ Ajinomoto แต่บริษัทได้นำองค์ความรู้จากกระบวนการผลิตผงชูรสมาต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยผลพลอยได้จากการผลิตผงชูรสมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนา Ajinomoto Build-up Film หรือ ABF ซึ่งเป็นวัสดุฉนวนสำหรับชิปประสิทธิภาพสูง
ABF เริ่มวางจำหน่ายในปี 2542 ก่อนถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในกระบวนการบรรจุชิปประสิทธิภาพสูง รวมถึงหน่วยประมวลผลกลางหรือ CPU สำหรับคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงและเซิร์ฟเวอร์ใน Data Center
บทบาทของ ABF เพิ่มขึ้นตามโครงสร้างแพ็กเกจเซมิคอนดักเตอร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดย Ajinomoto คาดว่า การขยายตัวของ AI เครือข่าย 5G และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ จะยังคงผลักดันความต้องการชิปและผลิตภัณฑ์ ABF ต่อไป
Ajinomoto ไม่ได้รายงานผลประกอบการของ ABF แยกออกมาเป็นธุรกิจเฉพาะ แต่รวมผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไว้ในกลุ่ม “Healthcare and Others” ซึ่งมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 4% และกำไรจากธุรกิจขยายตัว 45.1% จากปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายได้ของธุรกิจวัสดุอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้น
ในปีงบการเงินดังกล่าว กลุ่ม Healthcare and Others สร้างกำไรมากกว่าหนึ่งในสามของกำไรรวมทั้งบริษัท อีกทั้งยังมีรายได้และกำไรสูงกว่าธุรกิจอาหารแช่แข็งของ Ajinomoto บริษัทจึงคาดว่าธุรกิจกลุ่มนี้จะเติบโตต่อเนื่อง โดยมี ABF เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักสำหรับตลาดเทคโนโลยีขั้นสูงและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง
ในระยะต่อไป Ajinomoto ตั้งเป้าสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจอาหารกับธุรกิจ AminoScience ในสัดส่วน “หนึ่งต่อหนึ่ง” โดย ABF จะเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ AminoScience พร้อมเพิ่มบทบาทของบริษัทในห่วงโซ่อุปทานชิปสำหรับยุค AI มากขึ้น
อ้างอิง: CNBC