
เศรษฐกิจไทยยังเติบโต แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนกำลังฟื้นตัวไปพร้อมกัน เมื่อเส้นทางข้างหน้าถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งคือทุนใหญ่ ธุรกิจที่เกาะกระแส AI และแรงงานทักษะสูงที่กำลังไปต่อได้ ขณะที่อีกฝั่งคือ SMEs แรงงานนอกระบบ และครัวเรือนรายได้น้อยที่ยังติดอยู่กับรายได้ฟื้นช้า หนี้สูง และสินเชื่อที่เข้าถึงยาก
นี่คือภาพการฟื้นตัวแบบ K-shaped ที่ SCB EIC มองว่าจะชัดเจนขึ้น แม้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัว 2.2% ในปี 2569 และเติบโตต่ออีก 2.1% ในปี 2570 แต่เบื้องหลังตัวเลข GDP กลับเป็นการฟื้นตัวที่กระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรม บางธุรกิจ และแรงงานบางกลุ่มเท่านั้น
บนเส้นขาขึ้นของตัว K คือบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากรพร้อมรับวัฏจักรการลงทุน AI ของโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งได้รับแรงหนุนทั้งจากการส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ รายได้ของแรงงานทักษะสูงและแรงงานในระบบจึงฟื้นตัวได้ดีกว่ากลุ่มอื่น
ส่วนเส้นขาลงคือ SMEs และธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่งยังต้องเผชิญรายได้ที่ฟื้นตัวช้า อัตรากำไรลดลง ปัญหาสภาพคล่อง การแข่งขันจากต่างประเทศ และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ เช่นเดียวกับแรงงานนอกระบบและครัวเรือนรายได้น้อยที่ยังถูกกดดันจากภาระหนี้และมีความสามารถรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจจำกัด
ปัญหาสำคัญอยู่ที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจซึ่งกำลังเติบโตในเวลานี้ยังส่งต่อผลประโยชน์เข้าสู่ประเทศได้ไม่เต็มที่ แม้กระแสลงทุน AI จะช่วยดันการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และดึงดูด FDI แต่ธุรกิจเหล่านี้พึ่งพาการนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ และสินค้าขั้นกลางในสัดส่วนสูง ขณะที่ความเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการและแรงงานไทยยังมีไม่มาก การเติบโตจึงเปลี่ยนเป็นมูลค่าเพิ่ม การจ้างงาน และรายได้ในประเทศได้อย่างจำกัด
ผลที่ตามมาคือการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ตามรายได้แรงงานที่ฟื้นตัวช้า ภาระหนี้ครัวเรือน และภาวะสินเชื่อตึงตัว แม้มาตรการภาครัฐจะช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพได้บางส่วน แต่ยังไม่สามารถแก้ความแตกต่างของการฟื้นตัวในเชิงโครงสร้างได้ทั้งหมด
ปี 2570 จึงเป็นบททดสอบสำคัญว่าไทยจะสามารถเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนรอบใหม่ให้กลายเป็นงาน รายได้ และมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้มากเพียงใด รวมถึงจะดึง SMEs และแรงงานไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้หรือไม่ ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความเสี่ยงจากซูเปอร์เอลนีโญ และความเปราะบางของครัวเรือนที่ยังไม่คลี่คลาย
การส่งออกสินค้ายังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ของโลก ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีตามการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยมีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นกลุ่มสำคัญ
อย่างไรก็ดี การขยายตัวของอุตสาหกรรมเหล่านี้ยังสร้างผลประโยชน์ให้เศรษฐกิจไทยได้จำกัด เพราะต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ และสินค้าขั้นกลางในสัดส่วนสูง ขณะเดียวกัน ความเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการและแรงงานไทยยังมีไม่มากนัก
การส่งออกและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจึงไม่ได้เปลี่ยนเป็นมูลค่าเพิ่ม การจ้างงาน และรายได้ภายในประเทศอย่างเต็มที่ ส่งผลให้แรงส่งจากภาคต่างประเทศยังไม่สามารถชดเชยความอ่อนแอของกำลังซื้อภายในประเทศได้ทั้งหมด
ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงตามรายได้แรงงานที่ฟื้นตัวช้า ภาระหนี้ครัวเรือนในระดับสูง และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ซึ่งกระทบต่อครัวเรือนและธุรกิจที่พึ่งพาการใช้จ่ายภายในประเทศโดยตรง
มาตรการภาครัฐจึงยังมีบทบาทช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพ โดยวงเงิน 2 แสนล้านบาทแรกภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2569 ส่วนวงเงินอีก 2 แสนล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจะทยอยเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้นในปี 2570
ในมิติภาคธุรกิจ การเติบโตกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน AI โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร
ในทางกลับกัน SMEs ยังถูกกดดันจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า อัตรากำไรลดลง ปัญหาสภาพคล่อง และการเข้าถึงสินเชื่อ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนทั้งการแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรงขึ้น และข้อจำกัดของผู้ประกอบการรายเล็กในการลงทุนและปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีใหม่
ตลาดแรงงานก็ฟื้นตัวไม่เท่ากัน รายได้ของแรงงานทักษะสูงและแรงงานในระบบปรับดีขึ้นมากกว่าแรงงานนอกระบบ ขณะที่ครัวเรือนรายได้น้อยยังต้องเผชิญรายได้ที่ฟื้นตัวช้าและภาระหนี้สูง อีกทั้งมีความสามารถรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจจำกัด จึงยังต้องพึ่งพามาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐมากกว่าครัวเรือนกลุ่มอื่น
SCB EIC มองว่า ความแตกต่างของการฟื้นตัวอาจกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย หากแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนและการส่งออกยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นการจ้างงาน รายได้ และกำลังซื้อภายในประเทศได้มากขึ้น เศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงอีกและเผชิญความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น
การเปลี่ยนจากเศรษฐกิจแบบ K-shaped ไปสู่การฟื้นตัวที่ทั่วถึงและยั่งยืนมากขึ้นจึงต้องดำเนินการควบคู่กัน 3 ด้าน
ด้านแรก ไทยต้องยกระดับเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ โดยใช้โอกาสจากกระแส FDI เพื่อเพิ่มมูลค่าในประเทศ ผ่านการดึงดูดกิจกรรมที่มีมูลค่าสูง การพัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่
ด้านที่สอง ต้องเชื่อมผลประโยชน์จาก FDI และบริษัทขนาดใหญ่เข้าสู่เศรษฐกิจวงกว้าง ด้วยการสร้างความเชื่อมโยงกับ SMEs ไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการในประเทศมีโอกาสเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานใหม่มากขึ้น
ด้านที่สาม ต้องช่วยเหลือกลุ่มที่ยังปรับตัวไม่ทันในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งการยกระดับศักยภาพของธุรกิจที่ยังมีความสามารถแข่งขัน และการสร้างกลไกรองรับที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างราบรื่นขึ้น
SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% ในปี 2570 ใกล้เคียงกับปี 2569 โดยยังได้รับแรงสนับสนุนจาก FDI อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเม็ดเงินลงทุนภาครัฐด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่จะเข้าสู่ระบบมากขึ้น
ถึงกระนั้น เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ เพราะเครื่องยนต์เดิมหลายด้านยังอ่อนแรง การบริโภคภาคเอกชนฟื้นตัวช้าตามรายได้และกระบวนการลดภาระหนี้ของครัวเรือน หรือ Debt Deleveraging ขณะที่ SMEs ยังเปราะบางและภาครัฐมีพื้นที่ดำเนินนโยบาย หรือ Policy Space จำกัด
แรงขับเคลื่อนใหม่จากการลงทุนต่างประเทศยังต้องใช้เวลาในการสร้างผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจวงกว้าง ทั้งการดำเนินการตามเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุน การเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย การเพิ่มการใช้วัตถุดิบและบริการในประเทศ และการยกระดับศักยภาพแรงงาน
เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงสำคัญจากมาตรการภาษีนำเข้าเพิ่มเติมของสหรัฐฯ โดยเฉพาะประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินและการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า รวมถึงความเสี่ยงจากซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งอาจกระทบผลผลิตและรายได้ภาคเกษตร กดดันกำลังซื้อในส่วนภูมิภาค และผลักดันราคาสินค้าหมวดอาหารให้สูงขึ้น
ความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานโลก รวมถึงความเปราะบางของรายได้ครัวเรือนและ SMEs เป็นอีกแรงกดดันต่อการบริโภคและธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศ
ด้านนโยบายการเงิน SCB EIC ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% จนถึงสิ้นปี 2570 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังมีที่มาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก ทั้งราคาพลังงานและราคาอาหารสด โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะทยอยลดลงในช่วงที่เหลือของปี 2569 และค่าเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ภายในกรอบเงินเฟ้อ
แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะอยู่ในระดับต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ แต่ภาวะการเงินภายในประเทศยังค่อนข้างตึงตัว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกที่อยู่ในระดับสูงและส่งผ่านมายังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ทำให้ต้นทุนกู้ยืมของภาครัฐและภาคเอกชนปรับสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน ลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ยังเผชิญภาวะสินเชื่อตึงตัวจากความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ที่ยังอ่อนแอ มาตรการทางการเงินแบบเฉพาะจุด ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้และการสนับสนุนให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อ ควบคู่กับมาตรการเพิ่มรายได้และผลิตภาพ จึงมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มสภาพคล่องและยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
แนวโน้มการเติบโตของภาคธุรกิจไทยจะแตกต่างกันมากขึ้น โดยธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ AI การลงทุนจากต่างประเทศ และเมกะเทรนด์โลก มีโอกาสเติบโตดีกว่าธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศ
กลุ่มที่มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์มากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด สินค้าและบริการด้านสุขภาพ รวมถึงธุรกิจสนับสนุนที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน เช่น บริการดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และบริการที่ช่วยให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว
ในทางกลับกัน SMEs และธุรกิจที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศยังต้องรับมือกับกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้า ต้นทุนทางการเงิน การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และข้อจำกัดในการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ทำให้ความสามารถในการคว้าโอกาสจากอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีใหม่แตกต่างจากบริษัทขนาดใหญ่
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลก SCB EIC คาดว่าจะขยายตัว 2.5% ในปี 2569 และ 2.6% ในปี 2570 โดยยังได้รับแรงส่งจากการลงทุนและการค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั่วโลก แม้ต้องเผชิญราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์จาก AI ยังกระจุกตัวอยู่ในบางประเทศ สหรัฐฯ มีการนำ AI มาใช้งานในวงกว้างขึ้นและมีศักยภาพเพิ่มผลิตภาพขององค์กร แต่เริ่มเห็นสัญญาณกระทบต่อการจ้างงานบางส่วน
ด้านจีนกำลังเร่งนำ AI ไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิตและการส่งออก แต่ในระยะสั้นอาจเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดแรงงานที่เปราะบางอยู่ก่อนแล้ว ส่วนประเทศกำลังพัฒนายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและตามหลังในการนำ AI มาใช้งาน
เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในระดับสูง หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นและการขนส่งพลังงานออกจากภูมิภาคทำได้จำกัด ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกมีแนวโน้มสูงกว่าที่เคยประเมินไว้
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ อาจใช้มาตรการทางการค้าหลายรูปแบบเพื่อปรับอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยให้กลับไปใกล้ระดับที่เคยประกาศไว้ โดยพิจารณาจากการเกินดุลการค้า กำลังการผลิตส่วนเกิน และการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อการค้าโลกอย่างต่อเนื่อง
ภาวะการเงินโลกยังมีแนวโน้มตึงตัว จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในประเทศเศรษฐกิจสำคัญที่ปรับสูงขึ้น ตามความต้องการระดมทุนของภาคเอกชนเพื่อลงทุนใน AI และการดำเนินนโยบายการคลังขาดดุลสูงของภาครัฐ ประกอบกับความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับเงินเฟ้อและเสถียรภาพทางการคลัง
SCB EIC มองว่า ความเสี่ยงสำคัญในระยะต่อไปอาจไม่ใช่การกลับเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นเต็มรูปแบบ แต่เป็นภาวะที่ Bond Yield ทั่วโลกอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ขณะที่ธนาคารกลางหลักจะดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังมากขึ้น และบางประเทศอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อ แม้แรงกดดันด้านราคามีแนวโน้มทยอยลดลงในระยะข้างหน้า