
อีกไม่กี่เดือนก็จะครบ 10 ปี เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ (Bangkok Design Week) ซึ่งเป็นเทศกาลงานออกแบบและสร้างสรรค์ที่คนกรุงเทพฯ คุ้นเคย และชาวต่างชาติรู้จัก โดยเฉพาะคนที่สนใจงานออกแบบและงานสร้างสรรค์โดยตรง จากปีแรกที่เปิดตัวและสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้พบเห็น ต่อมาเทศกาลนี้ถูกต่อยอดและถูกใช้เป็นต้นแบบให้กับเทศกาลในระดับท้องถิ่นอีกหลายเทศกาลในทุกภาคทั่วประเทศ ขณะเดียวกันก็มีคนรู้จักมากขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ
องค์กรเบื้องหลังที่ทำให้เทศกาลนี้เกิดขึ้น คือ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD แต่เมื่อมีการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ขึ้นในปี 2561 เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ Bangkok Design Week จึงอยู่ภายใต้การดูแลของ CEA ขณะที่ TCDC เปลี่ยนสถานะเป็นหนึ่งในบริการหลักของ CEA
น่าสนใจว่า 10 ปีของ Bangkok Design Week และ 20 ปีของความพยายามส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คนทำงานเขาทำงานกันอย่างไร ภารกิจนี้มีความคืบหน้าไปแค่ไหน อย่างไรบ้าง ตอนนี้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยอยู่ตรงไหน และคำถามสำคัญที่หลายคนตั้งคำถาม คือ งานเทศกาลแบบนี้สร้างผลกระทบเชิงบวกจริง ๆ มากแค่ไหน
SPOTLIGHT ได้พูดคุยหาคำตอบของคำถามเหล่านี้จากหนึ่งในคนที่จะให้คำตอบได้ดี นั่นคือ พันธิตรา สินพิบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักภาคกลางและกรุงเทพมหานคร สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่อยู่กับงานของ TCDC และ CEA มาหลายปี สามารถให้ข้อมูลการทำงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และพัฒนาการผลลัพธ์ของงานได้ตั้งแต่ระดับประเทศ ลงมาถึงเมือง ย่าน และชุมชน พร้อมทั้งอธิบายได้ว่า ‘เทศกาล’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างไร และทำไมเทศกาลจึงไม่ได้เป็นเพียงอีเวนต์ที่จัดขึ้นแล้วจบไป แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหาและทำให้เมืองน่าอยู่ ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ
“เป้าใหญ่ ๆ ของ CEA คือ ต้องการนำเรื่องความคิดสร้างสรรค์ไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ประเทศ” พันธิตราบอกเป้าหมายที่แม้จะท้าทายแต่ก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา
หากมองในระดับประเทศ พันธิตราบอกว่า วันนี้ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้องพยายามอธิบายให้คนเห็นความสำคัญมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว โดย CEA ทำงานเรื่องนี้ต่อเนื่องมาราว 20 ปี นับตั้งแต่ยุค TCDC ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้คนยังไม่เข้าใจเรื่องความคิดสร้างสรรค์และการสร้าง value มากนัก ก่อนที่เรื่องนี้จะถูกขยายผ่านการทำงานและเครื่องมือต่าง ๆ จนปัจจุบันคนเห็นถึงความสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์มากขึ้นแล้ว
หนึ่งเครื่องยืนยันว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้รับการเล็งเห็นความสำคัญ คือ การที่ธนาคารโลก (World Bank) มองว่า ‘อุตสาหกรรมสร้างสรรค์’ เป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่ออนาคต และระบุว่าไทยมีข้อได้เปรียบในการทำเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จนนำมาสู่การเลือก CEA เข้าไปเป็นหนึ่งใน Affiliated Program อย่างเป็นทางการของการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings
พัฒนาการดังกล่าวยังเห็นได้จากทิศทางของภาครัฐของไทยเองด้วย โดยพันธิตรากล่าวว่า ปัจจุบันแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 มีการบรรจุเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้าไป ขณะที่หลายหน่วยงานภาครัฐ ตั้งแต่กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ไปจนถึงหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ต่างเข้ามาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น
ในแง่ตัวเลขมูลค่าเศรษฐกิจ พันธิตราให้ข้อมูลว่า 6 ปีล่าสุด ตัวเลขมูลค่าภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยเติบโตต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 1.63 ล้านล้านบาท คิดเป็น 8.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สะท้อนว่าภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบเล็ก ๆ ของเศรษฐกิจ แต่มีขนาดที่สามารถสร้างแรงส่งให้กับเศรษฐกิจส่วนอื่นได้
พันธิตราเล่าถึงเส้นทางและพัฒนาการของการทำงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ว่า ก่อนที่จะมี CEA งานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์อยู่ในภารกิจของ TCDC ซึ่งในเวลานั้นเริ่มจากการต้องทำให้คนเห็นว่า ‘ความคิดสร้างสรรค์’ สามารถสร้าง value ให้กับงานได้อย่างไรบ้าง ผ่านการนำความคิดสร้างสรรค์ไปผสานกับสินทรัพย์ วัฒนธรรม และนวัตกรรม
“TCDC เกิดขึ้นด้วยเหตุผลที่เราอยากให้คนไทยได้มีโอกาสเห็นโลกและเห็นโลกว่ากำลังคิดและทำอะไร ผ่านรูปแบบของการบริการ กิจกรรม และองค์ความรู้ การเชื่อมโลกผ่านของคอนเน็คชั่นของ TCDC ที่สามารถเชื่อมต่อกับ design center ได้ทั่วโลก”
ต่อมา บทบาทของ TCDC ขยายไปถึงการช่วยยกระดับผู้ประกอบการ SME ให้เข้าสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพราะมองว่า SME เป็นเหมือนฟองน้ำที่ช่วยรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ หากเกิดวิกฤติ ธุรกิจขนาดใหญ่อาจได้รับผลกระทบหนัก ขณะที่ธุรกิจ SME ที่มีความแตกต่างและใช้ความคิดสร้างสรรค์ยังมีโอกาสประคองตัวเองและเศรษฐกิจได้
หลังจากนั้น มีการกระจาย Mini TCDC ไปยังหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้การเข้าถึงองค์ความรู้ไม่ได้อยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ
กระทั่งปี 2561 ภารกิจด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของ TCDC ถูกยกระดับขึ้นเป็นสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) และภารกิจถูกขยายเป็น 3 ขา ได้แก่ Creative People – การพัฒนาคน, Creative Business – การพัฒนาธุรกิจสร้างสรรค์ และ Creative Place – การพัฒนาพื้นที่
พันธิตราบอกว่า โจทย์สำคัญของภารกิจ คือ ทำอย่างไรให้องค์ประกอบทั้งสามเชื่อมโยงกัน พื้นที่ต้องเอื้อต่อการสร้างสรรค์และมีสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่สามารถนำมาต่อยอด ขณะเดียวกัน ต้องมีผู้คนและนักสร้างสรรค์เข้ามาเป็นหัวใจของการพัฒนา รวมถึงมีภาคธุรกิจที่สามารถนำความคิดสร้างสรรค์ไปสร้างมูลค่าใหม่ได้ ดังนั้น ต้องมีภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคม และสถาบันการศึกษาเข้ามาร่วมขับเคลื่อนไปด้วยกัน
“เป้าหมาย คือ ทำให้คนไทยแข็งแรง สร้างโอกาสผ่านเครื่องมือที่เราอยากเอาลงไปใช้ ถ้าเกิดผู้ประกอบการ เกิดเมือง เกิดย่าน เกิดคนที่แข็งแรงแล้ว คนเหล่านี้จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กับประเทศ”
เครื่องมือที่ CEA ใช้ในการดำเนินการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ได้แก่ City Branding, Local Festival, Festival Creator และ Design Week โดยแต่ละเครื่องมือถูกนำมาใช้กับโจทย์ของพื้นที่ต่างกัน เครื่องมือ City Branding ที่ทำผ่านโครงการ ‘เนรมิตเมือง’ ใช้สำหรับค้นหา DNA และตัวตนของเมือง ขณะที่เครื่องมือ Local Festival และ Festival Creator ใช้พัฒนากิจกรรมและพัฒนาคนทำเทศกาลในพื้นที่ ส่วน Design Week ใช้เป็นพื้นที่ทดลองและเชื่อมนักสร้างสรรค์เข้ากับโจทย์ของเมือง
สำหรับการทำงานในพื้นที่ พันธิตราบอกว่า CEA ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการกำหนดว่าพื้นที่ควรจะเป็นอะไร แต่เริ่มจากการทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่เพื่อค้นหาโจทย์ของพื้นที่นั้น ๆ
ยกตัวอย่างเมื่อหลายปีก่อนตอนที่ TCDC ย้ายสำนักงานมาอยู่ที่อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก ทีมงานยังไม่ได้รู้จักคนในพื้นที่ จึงเริ่มจากกระบวนการ co-create กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในย่านเจริญกรุง เพื่อหาว่า ความต้องการ (need) และปัญหา (problem) ของคนในย่านคืออะไร แล้วนำมาทดลองว่าแต่ละเรื่องสามารถพัฒนาอย่างไรได้บ้าง
พันธิตรามองว่า กลยุทธ์ในการดำเนินการพัฒนาพื้นที่มีองค์ประกอบสำคัญ 3 เรื่อง เรื่องแรก คือ ผู้บริหารเมืองหรือ policy maker ต้องเห็นความสำคัญของการใช้พื้นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเห็นว่าของดีของแต่ละพื้นที่สามารถพัฒนาไปเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเมืองได้หรือไม่
เรื่องที่สอง คือ กายภาพของเมืองต้องเอื้อให้คนที่อยู่ในพื้นที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและสะดวกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแสงไฟ ความปลอดภัย หรือการเชื่อมต่อพื้นที่ เพราะเมื่อพื้นที่ใช้งานได้ดีขึ้นก็เอื้อต่อการเกิดกิจกรรมและการเปลี่ยนแปลงของย่าน
เรื่องที่สาม คือ ธุรกิจ หากพื้นที่พร้อม ผู้ประกอบการก็จะเห็นโอกาสในการลงทุน ซึ่งย่านเจริญกรุงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ CEA เห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ช่วงที่เข้ามาทำงานในพื้นที่เมื่อปี 2560 จนถึงปัจจุบัน
แนวทางการทำงานที่ CEA ใช้ คือ กระบวนการ co-create หรือการทำงานร่วมกันกับภาคส่วนต่าง ๆ เพราะ CEA เป็นหน่วยงานที่ไม่ใหญ่และมีคนไม่มาก จึงไม่สามารถทำทุกอย่างเองได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการสร้างแนวร่วม ให้คนในพื้นที่เข้าใจและร่วมขับเคลื่อนไปด้วยกัน โดย CEA ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม ทั้งเชื่อมโอกาส งบประมาณ และความรู้
เครื่องมือสำคัญที่ CEA ใช้ในการทำงานกับพื้นที่เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คือ ‘เทศกาล’ โดยเริ่มจาก Chiang Mai Design Week และ Bangkok Design Week ที่กลายเป็นเทศกาลเรือธง เป็นต้นแบบที่ต่อยอดออกไปเป็นอีกหลายเทศกาลทั่วประเทศ รวมถึงการสนับสนุน Local Festival และ Festival Creator ในพื้นที่ต่าง ๆ
จุดเริ่มต้นของ Bangkok Design Week เกิดขึ้นหลัง TCDC ย้ายสำนักงานมาอยู่ที่อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก โดยในปี 2560 มีการจัดกิจกรรมเปิดพื้นที่และโครงการ Redefining the District ในย่านเจริญกรุง ซึ่งในเวลานั้นเจริญกรุงค่อนข้างเงียบ มีอาคารเก่าจำนวนมากที่ปิดอยู่ แต่หลังงานเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวและการเข้ามาเปิดร้านของผู้ประกอบการบางส่วน
งาน Redefining the District ทำให้เห็นว่า หากมีกิจกรรมหรือโปรแกรมที่ใช้กลุ่มนักสร้างสรรค์เข้ามาขับเคลื่อน น่าจะสามารถสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับพื้นที่ได้ จึงกลายเป็นโจทย์ในการจัด Bangkok Design Week ขึ้นครั้งแรกในปี 2561 โดยหนึ่งในแกนของเทศกาล คือ Creative District (ย่านสร้างสรรค์) ภายใต้ความเป็นเจริญกรุง
“เรามองย่านนี้เป็นย่านต้นแบบ” พันธิตรากล่าว และอธิบายว่า TCDC ต้องการให้เกิด ecosystem ของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และต้องการมี prototype ที่สามารถทดลองได้จริง สิ่งที่เกิดจากเวิร์กช็อปและกระบวนการทำงานจึงถูกนำมาทดลองในเทศกาล Bangkok Design Week ซึ่งมีคนเข้ามาใช้งานจริง และสามารถเก็บข้อมูลและ feedback เพื่อนำไปขยายผล
ตลอดเทศกาลมีผู้เข้าร่วมประมาณ 300,000-400,000 คน ทำให้เทศกาลนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการทดลอง prototype สำหรับแก้ปัญหาในพื้นที่ หนึ่งตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จและเห็นผลต่อเนื่อง คือ ป้ายรถเมล์รูปแบบใหม่ ซึ่งเริ่มจากการทดลองทำ 5 ป้ายในย่าน โดยนักสร้างสรรค์และนักออกแบบทำงานร่วมกับคนที่ใช้รถเมล์จริง รวมถึงสำนักงานเขตและผู้เกี่ยวข้อง ผ่านกระบวนการที่ทุกฝ่ายเข้ามาช่วยกันแก้ปัญหา ก่อนขยายผลจนปัจจุบันมีมากกว่า 500 จุดในกรุงเทพฯ
“มันเป็นช่วงเวลาที่ให้คนได้เข้ามาทดลองว่างานออกแบบช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มคุณภาพชีวิตได้อย่างไร” พันธิตรากล่าว พร้อมอธิบายว่านี่คือแกนสำคัญที่ทำให้ Bangkok Design Week แตกต่างจากเทศกาลที่เป็นเพียงกิจกรรมให้คนมาเดินชมแล้วจบ
CEA ย้ำว่า ไม่ได้มองงาน Design Week เป็นเพียงเทศกาลให้คนมาเที่ยวชมงาน แต่มองเป็นแพลตฟอร์มที่ชวนนักออกแบบหลายสาขาเข้ามาทำงานกับโจทย์ของเมือง ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ให้นักออกแบบนำผลิตภัณฑ์และผลงานมาจัดแสดง และเปิดโอกาสให้เกิดการพบกันระหว่างคนทำงานสร้างสรรค์กับผู้ใช้งานจริง
“โดยสรุปคือมันไม่ใช่แค่ festival ที่คนมาดู มาเที่ยวแล้วจบไป แต่มันมีความพยายามที่จะให้งานออกแบบแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนให้ดีขึ้นจริง ๆ”
ในปีต่อ ๆ มา Bangkok Design Week ขยายไปยังย่านอื่น ๆ โดยกลุ่มคน สถาบันการศึกษา และนักออกแบบในพื้นที่ โดยในปี 2567 มีประมาณ 15 ย่าน ซึ่งถือเป็นปีที่มีจำนวนย่านมากที่สุดของเทศกาล นับตั้งแต่จัดงานมาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนั้น ในปี 2562 CEA ร่วมกับกรุงเทพมหานครได้ยื่นสมัครเข้าร่วมเครือข่าย UNESCO Creative Cities Network จนกรุงเทพฯ ได้รับการประกาศเป็น Creative City of Design หรือ Bangkok City of Design ซึ่งพันธิตรามองว่า เป็นอีกหนึ่งก้าวในการให้ commitment ว่า กรุงเทพฯ จะใช้งานออกแบบเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในเมือง
เมื่อการทำงานด้านเทศกาลขยายไปยังพื้นที่อื่น CEA จึงทำงานผ่านเครือข่ายย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ประเทศไทย (Thailand Creative District Network: TCDN) ที่จัดตั้งขึ้นมาในปี 2562 เพื่อเป็นช่องทางสนับสนุนให้ตัวแทนพื้นที่ที่มีความพร้อมและต้องการพัฒนาย่านของตนเอง ซึ่งเครือข่ายนี้ขยายผลมาจากการพัฒนาย่านสร้างสรรค์ที่เจริญกรุง โดยเปิดให้พื้นที่สมัครเข้ามาเป็นเครือข่าย โดยแต่ละพื้นที่ต้องกำหนดขอบเขตย่านของตัวเองและต้องผ่านเกณฑ์ 11 ข้อที่ใช้ในการพิจารณาศักยภาพของพื้นที่
ณ ปัจจุบัน เครือข่ายย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ประเทศไทย มีเครือข่าย 33 จังหวัด การทำงานกับเครือข่ายมีทั้งการใช้เครื่องมือ City Branding, Local Festival, Festival Creator และ Design Week
พันธิตราอธิบายถึงการใช้เครื่องมือ Local Festival ว่า ได้นำเครื่องมือที่ใช้ใน Bangkok Design Week ไปใช้ต่อกับ Local Festival ในพื้นที่อื่น โดย CEA เข้าไปถ่ายทอดประสบการณ์และกระบวนการทำงานให้คนในพื้นที่ ซึ่งบางเทศกาลเป็นเทศกาลที่มีอยู่แล้วและ CEA เข้าไปช่วยพัฒนาต่อยอด เช่น Creative Nakhon ของนครศรีธรรมราช และ Pattani Decoded ของปัตตานี ขณะที่บางพื้นที่เป็นการเข้าไปค้นหาว่าจะสามารถสร้างเทศกาลใหม่จากต้นทุนเดิมของเมืองได้หรือไม่ ตัวอย่างเช่น สกลนครที่มีการทำงานในย่านเมืองเก่ากับนักสร้างสรรค์ในพื้นที่และเกิดเป็นเทศกาล ‘สกลจังซั่น’
ผอ.สำนักภาคกลางและกรุงเทพมหานคร CEA บอกว่า วิธีทำงานไม่ได้เอารูปแบบเทศกาลเดียวกันไปใช้กับทุกจังหวัด แต่เริ่มจากดูว่าเมืองนั้นมีประเพณีเดิมหรือไม่ มีของดีเก่า ๆ อะไร มีเรื่องราวอะไร หรือถ้าจะสร้างเทศกาลใหม่ อะไรคือสิ่งที่สามารถเติบโตต่อไปได้
จากการทำงานร่วมกับคนในพื้นที่และการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ร่วมกับสถาบันการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านเมือง นักออกแบบ หรือคนทำงานด้านการเก็บข้อมูลและเทศกาล พบว่า แต่ละเมืองมีศักยภาพในคนละมิติ จึงไม่มีสูตรเดียวที่นำไปใช้ได้กับทุกพื้นที่ โจทย์จึงอยู่ที่การมองหาว่า จุดที่ยังต้องปรับปรุงของแต่ละพื้นที่นั้นจะสามารถนำความคิดสร้างสรรค์เข้าไปช่วยสร้างโอกาสได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม CEA ไม่ได้ตั้งใจจะทำงานกับพื้นที่ไปตลอด พันธิตราบอกว่า เป้าหมายคือการให้เครื่องมือและเชื่อมทุกภาคส่วนเข้ามาจับมือกันทำ แต่สุดท้ายคนที่จะขับเคลื่อนต่อต้องเป็นคนในพื้นที่เอง
ดังนั้น อีกเครื่องมือหนึ่งที่มีบทบาท คือ Festival Creator ซึ่งมุ่งพัฒนาคนจัดเทศกาลในพื้นที่ โดยมีทั้งการอบรม การให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ และการสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อสนับสนุนให้เกิดเทศกาลขึ้นจริง
“เชื่อว่าทุกที่มีสินทรัพย์ที่สามารถดึงมาใช้ได้ แต่สิ่งนี้ก็ไม่พอ ต้องมีคนทำ ต้องมีคนที่พร้อมจะร่วมกันทำ ถ้าเมืองไหนคนเอาจริง คนขับเคลื่อนดี เมืองก็จะเดินหน้าไปได้เร็ว”
สงขลาและนครศรีธรรมราชเป็นตัวอย่างของพื้นที่ที่พันธิตรามองว่าคนขับเคลื่อนมีความเข้มแข็ง โดยช่วงแรกคนในพื้นที่ทำกันเองและต้องใช้เวลาในการทำให้คนในเมืองและภาครัฐยอมรับ ก่อนที่ CEA จะเข้าไปทำงานร่วมกัน และต่อมาหน่วยงานรัฐเริ่มเห็นว่างานเทศกาลสามารถมีส่วนกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงและสร้างอะไรบางอย่างให้เมืองได้ ทำให้ปัจจุบันมีการสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้น
City Branding หรือโครงการ “เนรมิตเมือง : สร้างแบรนด์เมืองสู่สินทรัพย์สร้างสรรค์” เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ CEA ใช้ในการพัฒนาเมือง
พันธิตราให้ข้อมูลว่า โครงการนี้เป็นกระบวนการค้นหาว่าเมืองมีศักยภาพอะไรและจะนำสิ่งเหล่านั้นมาสร้างโอกาสให้กับคนในพื้นที่ได้อย่างไร กล่าวคือเป็นการหา direction และยุทธศาสตร์ของเมือง โดยทำงานกับภาครัฐของพื้นที่โดยตรง ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ ต้องตั้งงบประมาณและวางเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน
มี 9 จังหวัดที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการเมรมิตเมือง โดยแต่ละพื้นที่มีจริตและต้นทุนไม่เหมือนกัน เช่น ลำพูนมีภาพจำเป็นเมืองที่ใช้ชีวิตอย่างละเมียด City Branding จึงเป็น ‘ละเมียดลำพูน’ ขณะที่อุบลราชธานีเป็น ‘จริตอุบล’ ซึ่งพูดถึงวิถีและความงามตามแบบของอุบลฯ ส่วนเพชรบุรีมี City Branding เป็น ‘เพ็ชรแท้’ (City of Origins: Where The Mastery Begins) ซึ่งมองเมืองในฐานะต้นทางของหลายสิ่ง ทั้งด้านอาหารและวัตถุดิบ
“การทำ City Branding ทุกคนในเมืองต้องได้ประโยชน์ เราไม่ได้ทำเรื่องท่องเที่ยวโดยตรง ผลที่คนเห็นอาจจะดูเหมือนเราทำแค่เรื่องท่องเที่ยว แต่จริง ๆ แล้วเราทำเรื่องคุณภาพชีวิตและการพัฒนาเชิงกายภาพของเมือง”
ในแง่โอกาสสำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ที่อาจจะโยกจากอุตสาหกรรมอื่นมาหาโอกาสใหม่ในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งโอกาสมักจะอยู่ในภาคการท่องเที่ยว พันธิตราบอกว่า อยากให้เริ่มจากการมองความหมายของ ‘เมืองน่าเที่ยว’ ใหม่ เพราะเมืองที่จะทำให้คนอยากกลับไปซ้ำ ไม่ได้เกิดจากการมีสถานที่ท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากความเป็น ‘เมืองน่าอยู่’ เป็นเมืองที่คนประทับใจ
สิ่งที่ CEA ทำจึงเป็นการทำให้เมืองน่าอยู่ น่าลงทุน และน่าเที่ยว โดยไม่ได้เริ่มจากการทำเมืองให้น่าเที่ยว แต่เริ่มจากการพัฒนากายภาพและคุณภาพชีวิตของคนในเมือง เมื่อคนอื่นเข้าไปแล้วสัมผัสได้ รู้สึกดี และอยากกลับไปอีก การท่องเที่ยวจึงเกิดขึ้นตามมา
ในมุมการลงทุนของภาคเอกชน พันธิตรามองว่า หากภาครัฐและท้องถิ่นมีนโยบายและแผนพัฒนาที่ชัดเจน นักลงทุนหรือคนที่มีเงินอยู่แล้วก็จะเห็นโอกาสมากขึ้นและมั่นใจที่จะลงทุน การทำ City Branding จึงมีส่วนช่วยให้เห็นทิศทางของเมือง เช่น หากเมืองกำลังพัฒนาอัตลักษณ์ใหม่และมีการประชาสัมพันธ์ออกไป คนก็อาจมองเห็นโอกาสจากความต้องการใหม่ที่จะเกิดขึ้น และนำอาคารเก่าหรือทรัพยากรที่มีอยู่กลับมาทำธุรกิจ
“CEA เราไม่ได้ทำเรื่องท่องเที่ยว แต่เราทำเรื่องอนาคตของเมืองและการพัฒนาคุณภาพชีวิต คุณภาพสังคม และเศรษฐกิจ ส่วนการท่องเที่ยวเป็นผลอย่างหนึ่ง” พันธิตรากล่าว
ณ ปัจจุบัน เทศกาลหลักของ CEA คือ Bangkok Design Week และ Chiang Mai Design Week ได้รับการยอมรับในระดับสากลมากขึ้นแล้ว เห็นได้จากที่มีหน่วยงาน สถานทูต องค์กร และนักสร้างสรรค์จากต่างประเทศเข้ามาร่วมแสดงงานในแต่ละปี
สำหรับเป้าหมายในระยะต่อไปของ CEA พันธิตราบอกว่า CEA ต้องการให้ Bangkok Design Week และเทศกาลที่จัดขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะ Bangkok Design Week ซึ่งเป็นเทศกาลเรือธง และต้องการให้ต่างประเทศมอง Bangkok Design Week เป็นหนึ่งในดีไซน์วีกระดับโลก เช่นเดียวกับมิลานและลอนดอน และเป็นเดสติเนชันด้านงานออกแบบของเอเชีย
ผอ.สำนักภาคกลางและกรุงเทพมหานคร CEA มองว่า ประเทศไทยมีโอกาสใช้เทศกาลเป็นเครื่องมือในการสร้างแรงดึงดูด โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการท่องเที่ยวในระดับสูง และเทรนด์การท่องเที่ยวได้เปลี่ยนไปเป็นการท่องเที่ยวที่แสวงหาประสบการณ์มากขึ้น หากประเทศไทยมีเทศกาลที่โดดเด่นและดึงดูดคนเดินทางมาร่วมงาน ก็จะช่วยสร้างคอนเทนต์และประสบการณ์ใหม่ให้กับการท่องเที่ยว โดยใช้สินทรัพย์และวิถีของไทยเป็นต้นทุน และนำความคิดสร้างสรรค์เข้ามาออกแบบประสบการณ์เหล่านั้น
นอกจากนั้น CEA ยังตั้งเป้าจะขยับบทบาทของเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ (Bangkok Design Week) ให้เป็นพื้นที่ของการทำธุรกิจและการจับคู่ธุรกิจ (business matching) มากขึ้น โดยปัจจุบันหลายงานสามารถทำได้ทั้งการจัดแสดงและการขายสินค้าแล้ว ซึ่งหากเทศกาลสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับคนทำงานสร้างสรรค์ได้มากขึ้น ก็จะทำให้เทศกาลมีบทบาททางเศรษฐกิจชัดเจนขึ้น