
กลุ่มธนาคารโลกเปิดตัวรายงานฉบับล่าสุด “สร้างอนาคตไทยในวันนี้: คู่มือการลงทุนและการเติบโต” (Building Thailand’s Future Today: The Investment and Growth Playbook) ภายในงาน “Bangkok Business Summit 2026: Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยต่อประชาคมโลก ภายใต้ความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารโลก
สาระสำคัญของรายงานคือข้อเสนอที่จะช่วยให้ประเทศไทยหลุดพ้นจาก “กับดักรายได้ปานกลาง” และเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศรายได้สูง ด้วยการยกระดับอัตราการเติบโตของรายได้ต่อหัว หรือ GDP ต่อหัว จากระดับปัจจุบันราว 2.9% ต่อปี เป็น 5.4% ต่อปีภายในปี 2580
สตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทย และเมียนมา ระบุว่า โมเดลอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาตลอด 35 ปี กำลังเผชิญข้อจำกัดและไม่เพียงพอที่จะสร้างการเติบโตในระดับเดิมได้อีกต่อไป
ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกจนถึงช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 GDP ของไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.2% ต่อปี ขณะที่การจ้างงานในระบบเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด
แรงกดดันยังเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าโลก วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการเข้าสู่สังคมสูงวัย ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยไม่อาจพึ่งพาโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกมองว่าไทยยังมีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งฐานอุตสาหกรรม สถาบันทางเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐานระดับสากล และภาคเอกชนที่เชื่อมโยงกับตลาดโลก จึงยังมีศักยภาพที่จะยกระดับการเติบโตได้ หากเดินหน้าปฏิรูปอย่างจริงจัง
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการประคองสิ่งที่มีอยู่ แต่คือการ “สร้างใหม่ตั้งแต่รากฐาน” ตั้งแต่สถาบันทางเศรษฐกิจ ระบบการลงทุน โครงสร้างการแข่งขัน ไปจนถึงการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพและเพิ่มจำนวนงานที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น
แคทเธอริน แอน สเตเปิลตัน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก ชี้ว่า หากประเทศไทยยังเดินหน้าด้วยโมเดลและนโยบายเดิม อาจต้องใช้เวลาถึง 30 ปี กว่าจะก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูง
แต่หากไทยสามารถยกระดับอัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวเป็น 5.4% ต่อปี ตามแนวทางในรายงาน ระยะเวลาดังกล่าวอาจลดลงเหลือเพียง 12 ปี
แล้วตามแนวคิดของธนาคารโลก ประเทศไทยและชีวิตของคนไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วง 12 ปีข้างหน้า?
หากมองผ่านชีวิตของเด็กไทยที่เกิดในปี 2569 เมื่อเวลาผ่านไปอีก 12 ปี เด็กกลุ่มนี้จะเติบโตเข้าสู่วัยมัธยมศึกษา โดยในภาพอนาคตที่ธนาคารโลกเสนอ พวกเขาจะได้เรียนในระบบการศึกษาที่มีมาตรฐานใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศ OECD และได้รับการพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
เมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน คนรุ่นใหม่จะมีโอกาสเข้าถึงงานที่มีค่าตอบแทนสูงขึ้น โดยเฉพาะงานในอุตสาหกรรมสีเขียวและนวัตกรรม ขณะที่โอกาสทางเศรษฐกิจจะไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ แต่กระจายไปยังเมืองและภูมิภาคต่าง ๆ มากขึ้น
ตลาดแรงงานจะเปิดกว้างสำหรับผู้หญิงและผู้สูงอายุมากกว่าเดิม พร้อมลดช่องว่างการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานระหว่างชายและหญิง เพื่อชดเชยผลกระทบจากจำนวนประชากรวัยทำงานที่กำลังลดลง
ขณะเดียวกัน เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ผู้สูงอายุจะสามารถเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ เพื่อให้มีสุขภาพที่ดีและดำรงชีวิตได้ยาวนานขึ้น
ภาพดังกล่าวอาจดูเป็นเป้าหมายที่อยู่ไกล แต่ธนาคารโลกมองว่าประเทศไทยมีโอกาสไปถึงจุดนั้นได้ หากภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันผลักดันการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายให้เป็นการปฏิบัติจริง
รายงานของธนาคารโลกเสนอกรอบปฏิรูปประเทศไทย 4 ด้านหลัก ซึ่งหากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย จะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวจากระดับพื้นฐาน 2.9% เป็น 5.4% ต่อปีภายในปี 2580
1. สร้างอุตสาหกรรมที่แข่งขันได้ในระดับโลก
เสาหลักแรกคือการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก และสร้างมูลค่าจากเมกะเทรนด์สำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยี AI การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของการค้าโลก
เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่เพียงการรักษาฐานการผลิตเดิม แต่คือการพัฒนาอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและงานคุณภาพสูงให้แก่ประเทศ
ธนาคารโลกประเมินว่า หากประเทศไทยดำเนินการในด้านนี้ได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวได้ประมาณ 0.8 จุดเปอร์เซ็นต์ภายในปี 2580
2. สร้างพลวัตใหม่ให้ภาคธุรกิจ
หนึ่งในข้อจำกัดของเศรษฐกิจไทยคือพลวัตของภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ปัจจุบันไทยมีบริษัทสตาร์ทอัพเพียง 10 รายต่อประชากรหนึ่งล้านคน เทียบกับสิงคโปร์ที่มีถึง 1,000 รายต่อประชากรหนึ่งล้านคน
รายงานจึงเสนอให้ไทยสร้างระบบนิเวศของสตาร์ทอัพให้มีการหมุนเวียนมากขึ้น ปฏิรูประบบการแข่งขัน พัฒนากลไกการลงทุน และปรับโมเดลการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและทักษะไปสู่บริษัทไทยมากขึ้น
อีกโจทย์สำคัญคือการวิจัยและพัฒนา ปัจจุบันไทยมีค่าใช้จ่ายด้าน R&D เฉลี่ยเพียง 1% ของ GDP เทียบกับค่าเฉลี่ย 2.5% ของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก
การเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศรายได้สูงจึงจำเป็นต้องขยายฐานธุรกิจที่ลงทุนด้านนวัตกรรม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs รายงานตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน SMEs ที่ลงทุนด้าน R&D จากปัจจุบัน 8% เป็น 20% ให้เทียบเท่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD
หากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย เสาหลักนี้จะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวได้ประมาณ 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ภายในปี 2580
3. สร้างบุคลากรทักษะสูงและเปิดโอกาสให้ทุกกลุ่ม
การยกระดับทุนมนุษย์เป็นอีกเงื่อนไขสำคัญของการเติบโตในอนาคต ข้อมูล PISA ด้านคณิตศาสตร์พบว่า เยาวชนไทยอายุ 15 ปีที่มีความสามารถระดับสูงมีเพียง 1% เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 9% และสิงคโปร์ที่ 25%
แนวทางปฏิรูปจึงต้องครอบคลุมตั้งแต่การยกระดับคุณภาพครูและโรงเรียน การตรวจสอบคุณภาพการศึกษา ไปจนถึงการเพิ่มโอกาสเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา โดยปัจจุบันไทยมีสัดส่วนผู้เข้าเรียนระดับอุดมศึกษาประมาณ 45% เทียบกับค่าเฉลี่ย 82% ของประเทศรายได้สูง
นอกจากการพัฒนาทักษะคนรุ่นใหม่แล้ว ไทยยังต้องทำให้ตลาดแรงงานเปิดกว้างสำหรับผู้หญิงและผู้สูงอายุมากขึ้น พร้อมลดช่องว่างการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานระหว่างชายและหญิงลงครึ่งหนึ่ง เพื่อรับมือกับจำนวนประชากรวัยทำงานที่กำลังหดตัว
ธนาคารโลกประเมินว่า การปฏิรูปด้านบุคลากรและตลาดแรงงานจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวได้ประมาณ 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ภายในปี 2580
4. พัฒนาเมืองแห่งอนาคต กระจายโอกาสออกจากกรุงเทพฯ
ปัจจุบันโอกาสทางเศรษฐกิจและความเจริญของไทยยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ การพัฒนาเมืองแห่งอนาคตจึงต้องทำให้เมืองในภูมิภาคสามารถเติบโตและเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจของประเทศได้มากขึ้น
แนวทางดังกล่าวครอบคลุมการลงทุนด้านคมนาคม โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาระบบการเงินระดับท้องถิ่น เพื่อให้เมืองสามารถสร้างงาน ดึงดูดการลงทุน และรับมือกับความเสี่ยงในอนาคตได้พร้อมกัน
แคทเธอริน แอน สเตเปิลตัน ระบุเพิ่มเติมว่า ธนาคารโลกได้เข้ามาสนับสนุนแนวทางพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำและการบริหารความเสี่ยงจากอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เมืองของไทยเติบโตควบคู่กับการรับมือความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม
หากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย เสาหลักด้านเมืองจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวได้ประมาณ 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ภายในปี 2580
นอกจากกรอบปฏิรูปเชิงโครงสร้างแล้ว รายงานยังชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยควรนำแนวทางเหล่านี้ไปขับเคลื่อนผ่านอุตสาหกรรมใด
ขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่อาวุโสของธนาคารโลกประจำประเทศไทย ระบุถึง 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ไทยมีข้อได้เปรียบ มีศักยภาพสร้างงานคุณภาพสูง และสามารถรับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ได้แก่
อย่างไรก็ตาม สตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา ย้ำว่า รายงานฉบับนี้ไม่ใช่ “คำสั่ง” แต่เป็นทั้ง “ข้อเสนอ” และ “คำเชิญชวน” ให้ภาครัฐ และภาคเอกชนนำไปหารือ ก่อนเปลี่ยนเป็นการลงมือปฏิบัติจริง
เพราะเส้นทางออกจากกับดักรายได้ปานกลางไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการปฏิรูปทั้งระบบ ตั้งแต่ธุรกิจ การลงทุน การศึกษา ตลาดแรงงาน ไปจนถึงการพัฒนาเมือง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถสร้างการเติบโตที่สูงขึ้นและก้าวทันโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว