Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
พัฒนาเร็วแต่เปราะบางก็อาจพัง ความพอเพียงคือเกราะให้โตอย่างสมดุลยั่งยืน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

พัฒนาเร็วแต่เปราะบางก็อาจพัง ความพอเพียงคือเกราะให้โตอย่างสมดุลยั่งยืน

4 ก.ย. 69
15:02 น.
แชร์

ในช่วงที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกในเดือนตุลาคม เวทีระดับโลกครั้งนี้ไม่เพียงเป็นโอกาสแสดงศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ไทยทบทวนว่า จะเดินหน้าสร้างการเติบโตที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน พร้อมกระจายประโยชน์ไปสู่ประชาชนและชุมชนอย่างทั่วถึงได้อย่างไร

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวในการประชุม The Bangkok Business Summit 2026 ว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตและการตัดสินใจ เพื่อช่วยให้บุคคลและชุมชนรับมือความไม่แน่นอน เรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และสร้างความก้าวหน้าในระยะยาว

ขณะที่รองศาสตราจารย์ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรีไทย ตั้งคำถามสำคัญต่อผู้แทนจากภาคธุรกิจ รัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศ ภาคการทูต และชุมชนว่า โลกจะเดินหน้าสร้างความมั่งคั่งโดยไม่สร้างความเปราะบางควบคู่กันได้อย่างไร โดยเสนอว่า “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” หรือ Sufficiency Economy Philosophy: SEP อาจเป็นกรอบคิดที่ช่วยให้ทุกฝ่ายตัดสินใจท่ามกลางความไม่แน่นอน และสร้างความก้าวหน้าที่ไม่ลดทอนโอกาสของคนรุ่นต่อไป

ไทยมีโอกาสแสดงศักยภาพ พร้อมทบทวนทิศทางการเติบโต

นายฐาปนกล่าวว่า การที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของ IMF และกลุ่มธนาคารโลกในเดือนตุลาคม ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงให้ประชาคมโลกเห็นถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทย แต่ความสำคัญของโอกาสนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการนำเสนอจุดแข็งของประเทศเท่านั้น

ประเทศไทยยังสามารถใช้จังหวะดังกล่าวพิจารณาถึงแนวทางการพัฒนาในอนาคตว่า จะสร้างการเติบโตที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนได้อย่างไร รวมถึงจะทำอย่างไรให้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจถูกแบ่งปันไปสู่ประชาชนและชุมชนอย่างทั่วถึง

ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง การขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องคำนึงด้วยว่า ระบบเศรษฐกิจ ธุรกิจ และชุมชนจะสามารถปรับตัวต่อความไม่แน่นอน ต้านทานแรงกระแทก และฟื้นตัวเมื่อเกิดวิกฤตได้มากน้อยเพียงใด

นายฐาปนมองว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยังมีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับโจทย์เหล่านี้ เพราะโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงหลายด้านพร้อมกัน ตั้งแต่ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนส่งผลต่อทั้งการกำหนดนโยบาย การดำเนินธุรกิจ และชีวิตของประชาชนในระดับชุมชน

หลักคิดดังกล่าวสามารถนำมาใช้กับการดำเนินชีวิตและการตัดสินใจ เพื่อช่วยให้บุคคลและชุมชนเดินหน้าท่ามกลางความไม่แน่นอนได้ โดยไม่มุ่งเพียงผลลัพธ์เฉพาะหน้า แต่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และการสร้างความก้าวหน้าที่ดำรงอยู่ได้ในระยะยาว

นายฐาปนระบุด้วยว่า ประสบการณ์และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของรองศาสตราจารย์ ดร.จิรายุ มีส่วนช่วยผลักดันการนำหลักคิดดังกล่าวไปประยุกต์ใช้กับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตและการตัดสินใจของประชาชนและชุมชน

นายฐาปนคาดหวังว่า มุมมองเหล่านี้จะช่วยสร้างความชัดเจนว่า ประเทศไทยควรเดินหน้าไปสู่การเติบโตแบบทั่วถึงอย่างไร พร้อมทำให้ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นสามารถดำรงอยู่ได้ในระยะยาว และสร้างประโยชน์แก่ประชาชนและชุมชน ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการแสวงหาความสุขในชีวิต

บทเรียนปี 2540 จากการเติบโตที่มาพร้อมความเปราะบาง

รองศาสตราจารย์ ดร.จิรายุ ย้อนถึงวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ว่าเหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจไทยมองเห็นความเปราะบางของตนเองด้วย

ในขณะนั้น รองศาสตราจารย์ ดร.จิรายุ ดำรงตำแหน่งกรรมการของธนาคารไทยพาณิชย์และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด โดยทั้งสององค์กรได้รับผลกระทบอย่างหนัก และต้องดำเนินงานภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่างจากช่วงก่อนเกิดวิกฤตอย่างสิ้นเชิง

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งตั้งอยู่บนหลัก 3 ประการ ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน โดยมีความรู้และคุณธรรมเป็นเงื่อนไขสนับสนุน ได้เปลี่ยนจากหลักคิดเชิงปรัชญามาเป็นแนวทางที่นำไปใช้ได้จริงในการตัดสินใจขององค์กร

หลักการเหล่านี้ช่วยให้ผู้บริหารพิจารณาได้ชัดเจนขึ้นว่า กิจกรรมใดมีความจำเป็นอย่างแท้จริง ความเสี่ยงใดควรยอมรับ และความเสี่ยงใดไม่จำเป็นต้องเผชิญ SEP จึงไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงนามธรรม แต่กลายเป็นวิธีคิดในการบริหารองค์กรท่ามกลางวิกฤต

บทเรียนสำคัญจากช่วงเวลาดังกล่าวคือ ทุกฝ่ายไม่สามารถกำจัดความไม่แน่นอนทั้งหมดออกไปได้ แต่สามารถลดความเปราะบางที่ไม่จำเป็น เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้น

เกือบ 30 ปีหลังวิกฤตปี 2540 เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ เชื่อมโยงกันมากกว่าเดิม เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม ห่วงโซ่อุปทานขยายตัวข้ามทวีป และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบต่อทั้งระบบเศรษฐกิจและชุมชน

ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์สามารถเปลี่ยนเป็นความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว ส่วนปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีอื่นๆ กำลังปรับเปลี่ยนลักษณะของงาน ทำให้โลกในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงโอกาสใหม่ แต่ยังมีความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงและเคลื่อนตัวได้รวดเร็วกว่าเดิม

สำหรับผู้นำธุรกิจ แรงเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลต่อตลาด การลงทุน ความสามารถในการแข่งขัน และท้ายที่สุดคือผลประกอบการของกิจการ ส่วนผู้กำหนดนโยบายต้องพิจารณาผลกระทบต่อเสถียรภาพทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม

ขณะที่ผู้ทำงานร่วมกับชุมชนจะเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงระดับโลกท้ายที่สุดย่อมกลายเป็นคำถามระดับท้องถิ่น ตั้งแต่ประชาชนจะรักษาอาชีพและรายได้ได้หรือไม่ ไปจนถึงชุมชนจะมีอาหาร น้ำ งาน และความมั่นคงเพียงพอหรือไม่

แม้ความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายจะแตกต่างกัน แต่ทุกภาคส่วนเผชิญโจทย์ร่วมกันว่า จะสร้างความก้าวหน้าในโลกที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างสมบูรณ์อย่างไร และนี่คือจุดที่รองศาสตราจารย์ ดร.จิรายุ มองว่า SEP ยังคงมีความสำคัญต่อโลกปัจจุบัน

หากสังคมเข้มแข็ง ธุรกิจและเศรษฐกิจก็เข้มแข็ง

รองศาสตราจารย์ ดร.จิรายุ กล่าวว่า ทุกฝ่ายต่างต้องการความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ประเทศต้องการการเติบโตเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ธุรกิจต้องเติบโตเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงของกิจการ ส่วนชุมชนต้องการโอกาสทางเศรษฐกิจเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาความหมายของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติ จำเป็นต้องมองให้ครอบคลุมทั้งภาคธุรกิจ สังคม และชุมชน เพราะหลักการดังกล่าวไม่ได้ถูกจำกัดให้ใช้ได้กับภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งเท่านั้น

ธุรกิจไม่ได้ดำรงอยู่อย่างแยกขาดจากสังคม เช่นเดียวกับที่ชุมชนไม่สามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้ หากปราศจากธุรกิจที่สามารถสร้างผลผลิต และสถาบันภาครัฐที่มีประสิทธิภาพและให้การสนับสนุนอย่างเหมาะสม

ด้วยเหตุนี้ ความยืดหยุ่นของภาคธุรกิจและความยืดหยุ่นของสังคมจึงเชื่อมโยงกันมากขึ้น หากธุรกิจอ่อนแอ โอกาสในการลงทุน การจ้างงาน และการสร้างรายได้ของชุมชนย่อมได้รับผลกระทบ แต่หากประชาชนและชุมชนขาดความสามารถในการปรับตัว ธุรกิจและระบบเศรษฐกิจก็ไม่อาจมีฐานที่เข้มแข็งในระยะยาวได้

ในระดับประเทศ ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอาจถูกอธิบายผ่านผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ การลงทุน ผลิตภาพ และความสามารถในการแข่งขัน ส่วนในระดับระหว่างประเทศ การพัฒนามักถูกกล่าวถึงผ่านเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและพันธสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศ

แต่ท้ายที่สุดแล้ว การพัฒนาจะเปลี่ยนเป็นคำถามที่เป็นรูปธรรมในระดับบุคคลและท้องถิ่น ครอบครัวหนึ่งสามารถรักษาอาชีพและแหล่งรายได้ของตนเองได้หรือไม่ เกษตรกรสามารถปรับตัวต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้มากน้อยเพียงใด และชุมชนสามารถจัดการน้ำและทรัพยากรธรรมชาติของตนเองได้หรือไม่

ในด้านเศรษฐกิจท้องถิ่น ยังต้องพิจารณาว่า ผู้ประกอบการในพื้นที่สามารถเข้าถึงและรักษาตลาดของตนเองได้หรือไม่ ขณะที่คนหนุ่มสาวสามารถเข้าถึงงานและโอกาสที่มีความหมายต่ออนาคตของตนเองได้มากน้อยเพียงใด

สำหรับผู้ที่ทำงานโดยตรงกับชุมชน คำถามเหล่านี้คือมาตรวัดที่แท้จริงของการพัฒนา เพราะเป็นสิ่งที่สะท้อนว่าความก้าวหน้าในระดับประเทศสามารถเปลี่ยนเป็นความมั่นคงและโอกาสในชีวิตของประชาชนได้จริงหรือไม่

รองศาสตราจารย์ ดร.จิรายุ จึงเสนอว่า การพัฒนาที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงการสร้างผลลัพธ์ให้ประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเสริมสร้างความสามารถให้ประชาชนกำหนดอนาคตของตนเองด้วย

ความสามารถดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่ความสามารถในการคิดและตัดสินใจ การบริหารจัดการทรัพยากร การเชื่อมต่อกับตลาดและองค์ความรู้ ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวและฟื้นตัวจากแรงกระแทก

นี่คือความยืดหยุ่นในระดับมนุษย์ และท้ายที่สุด ความยืดหยุ่นของประเทศย่อมต้องตั้งอยู่บนความยืดหยุ่นของประชาชนและชุมชน ไม่ใช่เพียงความเข้มแข็งของตัวเลขเศรษฐกิจหรือสถาบันในระดับส่วนกลางเท่านั้น

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า การสร้างภูมิคุ้มกันไม่ควรถูกมองเฉพาะในระดับประเทศหรือองค์กรขนาดใหญ่ แต่ต้องขยายลงไปถึงครอบครัว เกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น เยาวชน และชุมชน เพราะคนเหล่านี้คือผู้ที่ต้องรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงระดับโลกในชีวิตประจำวัน

SEP ไม่ได้มาแทนที่ SDGs แต่ช่วยกำกับเส้นทางสู่เป้าหมาย

จากความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนาระดับประเทศกับความเข้มแข็งของประชาชน รองศาสตราจารย์ ดร.จิรายุ เชื่อมโยงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับวาระการพัฒนาระหว่างประเทศ โดยระบุว่า ประเทศไทยเป็นผู้สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ SDGs อย่างแข็งขัน

ประสบการณ์ของไทยสะท้อนว่า SEP และ SDGs สามารถทำงานเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้ โดยทั้งสองแนวคิดไม่ได้แข่งขันหรือทำหน้าที่ทับซ้อนกัน แต่มีบทบาทแตกต่างกันในเส้นทางการพัฒนา

SDGs ทำหน้าที่กำหนดภาพอนาคตที่ประชาคมโลกต้องการร่วมกัน ตั้งแต่การลดความยากจน การยกระดับสุขภาพ การส่งเสริมการบริโภคอย่างรับผิดชอบ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งขึ้น

ส่วน SEP เสนอหลักการที่ช่วยกำกับว่า ประเทศ ธุรกิจ สถาบัน และชุมชนควรเดินไปสู่อนาคตดังกล่าวอย่างไร โดยใช้ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันเป็นกรอบพิจารณาทางเลือก ภายใต้เงื่อนไขของความรู้และคุณธรรม

SEP จึงไม่ได้เข้ามาแทนที่ SDGs แต่ทำหน้าที่ช่วยให้ผู้ตัดสินใจพิจารณาทางเลือกและข้อแลกเปลี่ยนต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง เพราะการพัฒนาที่ยั่งยืนแทบไม่เคยเสนอทางเลือกที่เรียบง่ายหรือมีคำตอบเพียงด้านเดียว

การตัดสินใจเพื่อการพัฒนาต้องสร้างสมดุลระหว่างโอกาสทางเศรษฐกิจกับข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม ระหว่างการแสวงหาประสิทธิภาพกับการรักษาความยืดหยุ่น และระหว่างความต้องการในปัจจุบันกับความจำเป็นของอนาคต

ในเวลาเดียวกัน ผู้กำหนดนโยบายและผู้นำองค์กรยังต้องสร้างสมดุลระหว่างลำดับความสำคัญภายในประเทศกับความรับผิดชอบที่มีต่อประชาคมระหว่างประเทศ โดยไม่ปล่อยให้การบรรลุเป้าหมายด้านหนึ่งสร้างความเสียหายต่ออีกด้านหนึ่ง

หลักความพอประมาณช่วยให้การพัฒนาไม่ก้าวเกินข้อจำกัดของทรัพยากรและศักยภาพที่มีอยู่ ขณะที่ความมีเหตุผลทำให้การตัดสินใจตั้งอยู่บนการพิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้าน ส่วนการมีภูมิคุ้มกันช่วยให้ระบบยังสามารถปรับตัวได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงหรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

อย่างไรก็ตาม หลักการทั้งสามจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลก็ต่อเมื่อมีความรู้เป็นฐานในการตัดสินใจ และมีคุณธรรมกำกับให้การตัดสินใจคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้อื่น ไม่ได้มุ่งเฉพาะผลประโยชน์ระยะสั้นของบุคคลหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง

ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง SEP กับ SDGs จึงสามารถอธิบายได้ว่า SDGs ช่วยกำหนดปลายทางร่วมกัน ส่วน SEP ช่วยกำกับวิธีเดินทางไปสู่ปลายทางนั้น โดยพยายามรักษาสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ความรับผิดชอบต่อสังคม ข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม และความสามารถในการรับมือความไม่แน่นอน

BCG เปลี่ยนหลักคิดให้เป็นการสร้างมูลค่าในทางปฏิบัติ

หนึ่งในตัวอย่างจากประเทศไทยที่สะท้อนการนำหลักการดังกล่าวไปใช้ คือโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG ซึ่งแสดงให้เห็นว่า หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถถูกถ่ายทอดจากกรอบคิดไปสู่การดำเนินงานจริงได้อย่างไร

ไทยเบฟมีส่วนส่งเสริมการถ่ายทอดประสบการณ์ดังกล่าวผ่านการจัดทำหนังสือ Thailand’s BCG Transformation ซึ่งรวบรวมกรณีศึกษา 40 เรื่องเกี่ยวกับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ตลอดจนการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในทางปฏิบัติ

รองศาสตราจารย์ ดร.จิรายุ กล่าวว่า คุณค่าที่แท้จริงของปรัชญาไม่ได้อยู่ที่การอธิบายได้ดีเพียงใด แต่อยู่ที่สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด กรณีศึกษาจึงมีความสำคัญในฐานะตัวอย่างของการแปลงหลักคิดให้เป็นการลงมือทำ

ในมิติของเศรษฐกิจชีวภาพ คำถามสำคัญคือ จะนำทรัพยากรชีวภาพมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร โดยไม่ทำให้ฐานทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมลง เพราะหากการสร้างรายได้ในปัจจุบันต้องแลกกับการสูญเสียทรัพยากรที่จำเป็นต่ออนาคต การเติบโตดังกล่าวก็อาจไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในระยะยาว

สำหรับเศรษฐกิจหมุนเวียน โจทย์สำคัญอยู่ที่การทำให้วัสดุและทรัพยากรถูกใช้งานอย่างเกิดประโยชน์ได้นานขึ้น พร้อมลดปริมาณของเสีย แทนการใช้ทรัพยากรแล้วทิ้งจนต้องดึงทรัพยากรใหม่เข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง

ส่วนเศรษฐกิจสีเขียวตั้งคำถามว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร โดยลดอันตรายและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลง เพื่อให้การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่แยกออกจากความรับผิดชอบต่อฐานทรัพยากรและสภาพแวดล้อมที่เศรษฐกิจต้องพึ่งพา

เบื้องหลังแนวคิดทั้งสามด้านคือคำถามเดียวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นั่นคือ สังคมสามารถสร้างมูลค่าในวันนี้ โดยไม่บั่นทอนความสามารถในการสร้างมูลค่าในวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่

คำถามดังกล่าวทำให้แนวคิดเรื่องความยั่งยืนมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะไม่ได้พิจารณาเพียงว่ากิจกรรมหนึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนหรือการเติบโตได้เท่าใด แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า การสร้างมูลค่าในปัจจุบันจะส่งผลต่อทรัพยากร สิ่งแวดล้อม ชุมชน และขีดความสามารถในการพัฒนาของอนาคตอย่างไร

อย่างไรก็ตาม รองศาสตราจารย์ ดร.จิรายุ ไม่ได้เสนอว่าประเทศไทยได้ค้นพบสูตรสำเร็จที่ประเทศอื่นต้องนำไปใช้ตามทั้งหมด รองศาสตราจารย์ ดร.จิรายุ ระบุว่า แนวทางที่เหมาะสมในบริบทหนึ่งอาจต้องถูกปรับเปลี่ยนอย่างมากเมื่อนำไปใช้ในอีกบริบทหนึ่ง SEP จึงถูกนำเสนอในฐานะมุมมองที่เกิดจากประสบการณ์และประวัติศาสตร์ของไทย ไม่ใช่ข้อกำหนดที่ทุกสังคมต้องปฏิบัติตามในรูปแบบเดียวกัน

สังคมอื่นอาจค้นพบหลักการที่คล้ายคลึงกันผ่านขนบ ความคิด และภาษาของตนเอง ดังนั้น สิ่งที่สำคัญจึงไม่ใช่ชื่อเรียก แต่คือคำถามเบื้องหลังว่า การพัฒนาจะยังคงสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจ มีความรับผิดชอบต่อสังคม ยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และยืดหยุ่นต่อความไม่แน่นอนได้พร้อมกันอย่างไร

รองศาสตราจารย์ ดร.จิรายุ มองว่า คำถามดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงคำถามของประเทศไทย แต่เป็นคำถามร่วมของประชาคมโลก และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของอาเซียน

อาเซียนต้องโตบนความยืดหยุ่น ไม่ผลักต้นทุนให้คนรุ่นต่อไป

รองศาสตราจารย์ ดร.จิรายุ กล่าวว่า อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพอย่างมาก ทั้งจากเศรษฐกิจที่มีพลวัต ความสามารถด้านการประกอบการ ตลาดที่กำลังเติบโต ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลาย ความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้น และที่ตั้งทางยุทธศาสตร์บริเวณศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจโลก

ศักยภาพเหล่านี้ทำให้อาเซียนสามารถก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ หากภูมิภาคมีหลักการที่ชัดเจนสำหรับกำกับทิศทาง และมองเห็นข้อเท็จจริงกับความเสี่ยงที่รออยู่เบื้องหน้าอย่างรอบด้าน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ เชื่อมโยงกันมากขึ้น ความเปราะบางก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่หยุดอยู่ที่พรมแดน ความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทานไม่สิ้นสุดลงที่ด่านศุลกากร ขณะที่แรงกระแทกทางการเงินสามารถเคลื่อนตัวระหว่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว

แรงกดดันด้านอาหาร น้ำ พลังงาน และสิ่งแวดล้อมก็มีลักษณะที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้น ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือกับปัญหาเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์เพียงลำพัง

อนาคตของอาเซียนจึงไม่อาจสร้างขึ้นบนการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตั้งอยู่บนความยืดหยุ่นด้วย เพราะหากภูมิภาคสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจโดยไม่มีความสามารถรองรับแรงกระแทก ความเชื่อมโยงดังกล่าวก็อาจกลายเป็นช่องทางที่ทำให้ความเสี่ยงแพร่กระจายได้รวดเร็วขึ้น

การเปลี่ยนหลักคิดเหล่านี้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ท้ายที่สุดขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้นำบริษัทข้ามชาติ กระทรวง หน่วยงานทางการทูต องค์กรระหว่างประเทศ มูลนิธิ หรือโครงการพัฒนาชุมชน

ผู้นำทุกระดับต้องตัดสินใจโดยที่ไม่สามารถรู้อนาคตได้อย่างสมบูรณ์ การตัดสินใจจึงต้องอาศัยความรู้ควบคู่กับความอ่อนน้อมถ่อมตน ต้องมีความทะเยอทะยานพร้อมกับวิจารณญาณ และต้องกล้ารับความเสี่ยงโดยมีปัญญาที่จะเข้าใจขอบเขตและข้อจำกัด

อีกองค์ประกอบสำคัญคือคุณธรรม เพราะความยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากความก้าวหน้าในวันนี้สร้างขึ้นด้วยการผลักภาระต้นทุนไปยังชุมชนอื่น ประเทศอื่น หรือคนรุ่นต่อไป

หนึ่งในหน้าที่สำคัญที่สุดของผู้นำจึงอยู่ที่การสร้างความก้าวหน้าในปัจจุบัน โดยไม่ลดทอนความเป็นไปได้ในอนาคต หลักคิดนี้ไม่ได้ปฏิเสธการเติบโตหรือความทะเยอทะยาน แต่กำหนดให้การเดินหน้าแต่ละครั้งต้องคำนึงถึงผลกระทบและข้อจำกัดอย่างรอบด้าน

รองศาสตราจารย์ ดร.จิรายุ ทิ้งคำถามให้แต่ละภาคส่วนกลับไปพิจารณาว่า สิ่งใดที่กำลังดำเนินการอยู่ในวันนี้และกำลังสร้างความเปราะบางโดยไม่จำเป็น แต่ละฝ่ายจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ธุรกิจ สถาบัน และชุมชนได้บ้าง และที่สำคัญที่สุดคือ ควรเริ่มทำสิ่งใดตั้งแต่วันนี้ เพื่อรักษาความสามารถของคนรุ่นต่อไปในการสร้างความมั่งคั่งในอนาคต

ไม่มีภาคส่วนใดสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้เพียงลำพัง ภาคธุรกิจจะยังคงเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรม การลงทุน และการประกอบการ ขณะที่รัฐบาลมีหน้าที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินงาน พร้อมปกป้องประโยชน์สาธารณะ

ความร่วมมือระหว่างประเทศมีบทบาทในการรับมือกับความท้าทายที่ข้ามพรมแดน ส่วนชุมชนนำความรู้ในระดับพื้นที่ การมีส่วนร่วม และศักยภาพของประชาชนเข้ามาเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน

เมื่อจุดแข็งของทุกฝ่ายทำงานสนับสนุนซึ่งกันและกัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นย่อมสามารถก้าวข้ามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ไปสู่การสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน

ท้ายที่สุด รองศาสตราจารย์ ดร.จิรายุ สรุปแนวคิดทั้งหมดผ่านข้อความ “S for S - Sufficiency for Sustainability” หรือความพอเพียงเพื่อความยั่งยืน

สำหรับรองศาสตราจารย์ ดร.จิรายุ ความพอเพียงหมายถึงการเดินหน้าไปข้างหน้า แต่ต้องมีปัญญาในการตระหนักถึงขอบเขต มีวิจารณญาณในการตัดสินใจ มีความรู้สำหรับลงมือทำอย่างมีประสิทธิผล มีคุณธรรมที่ทำให้คำนึงถึงผู้อื่น และมีความยืดหยุ่นสำหรับเผชิญกับสิ่งที่ไม่คาดคิด

หากคุณสมบัติเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกับพลังและความสามารถด้านการประกอบการของภาคธุรกิจ ศักยภาพของภาครัฐ ความร่วมมือจากประชาคมระหว่างประเทศ และความเข้มแข็งของชุมชน ทุกฝ่ายก็จะสามารถสร้างความมั่งคั่งในรูปแบบที่มีความสามารถในการแข่งขัน เปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่ม ยืดหยุ่นต่อแรงกระแทก และยั่งยืนในระยะยาว

แชร์
พัฒนาเร็วแต่เปราะบางก็อาจพัง ความพอเพียงคือเกราะให้โตอย่างสมดุลยั่งยืน