
ปฏิเสธไม่ได้ว่านักลงทุนคริปโทฯ ทั้งตลาดต่างเฝ้ารอจุดกลับตัวตาม 4-Year Cycle ซึ่งตามตำราแล้วน่าจะมาถึงราวเดือนตุลาคมปีนี้ (ประมาณ 1 ปีหลังจุดสูงสุดเดือน ต.ค. ปี 2025) แต่จู่ ๆ ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บิตคอยน์กลับกระชากขึ้นแรงกว่า 20% ในสัปดาห์เดียว จากระดับราคา 63,500 ทะยานไปทดสอบ 78,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ สูงสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. คำถามคือ การกระชากขึ้นก่อนกำหนดแบบนี้ เป็นเพียงสัญญาณหลอก (Bull trap) ก่อนย่อลงอีกรอบ หรือเป็นของจริงที่ตลาดกำลังกลับตัวเป็นขาขึ้นเร็วกว่าที่ทุกคนคิด?
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งของแรงกระชากมาจากกลไก Short squeeze โดยเฉพาะวันที่ 19–20 ส.ค. ที่มีการล้างสถานะ Short ในตลาดคริปโทฯ กว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์ในวันเดียว มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 และทั้งสัปดาห์ทะลุ 4 พันล้านดอลลาร์ โดยกว่า 90% เป็นการล้างฝั่ง Short ที่เดิมพันขาลงมานานจนโดนบังคับซื้อคืน แต่ลำพัง Short squeeze ไม่เคยสร้าง “จุดกลับตัว” ที่แท้จริงได้ หัวใจอยู่ที่ว่า Catalyst หรือปัจจัยสนับสนุนที่จุดชนวนนั้นเมคเซนส์พอจะดึงเงินก้อนใหม่เข้ามาต่อหรือไม่
ซึ่งต้องบอกว่า Catalyst รอบนี้เป็นของจริง โดยต้นเรื่องมาจากการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ว่าจะทำการเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว (Buyback) เป็นเท่าตัว จากครั้งละ 2 พันล้าน เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ (เริ่ม 9 ก.ย.) ที่คลังต้องลงมาแทรกแซงเพราะก่อนหน้านี้ตลาดพันธบัตรมีปัญหาหนักโดยผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับ 5.34% เมื่อ 18 ส.ค. สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 จาก 3 แรงกดดันหลัก คือ
โดยสิ่งที่เกิดขึ้น Scott Bessent รมว.คลัง เรียกการกระทำของตัวเองว่า “Treasury Twist” หรือคือซื้อพันธบัตรระยะยาวแล้วไปหาเงินจ่ายด้วยการออกตั๋วเงินคลังระยะสั้น (และอาจดึงเงินสดบัญชี TGA ที่มีเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์มาใช้) ล้อกับ Operation Twist ของเฟดปี 2011 แต่มีจุดต่างสำคัญคือ “คลังพิมพ์เงินเองไม่ได้” นี่จึงไม่ใช่ QE ไม่มีสภาพคล่องใหม่เข้าระบบจริง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือตลาดตีความว่านี่เป็นสัญญาณว่ารัฐเริ่มกังวลกับการหาเงินกู้ระยะยาว พูดง่าย ๆ มันไม่ใช่ลมส่งเชิงบวก แต่เป็น “สัญญาณเตือน” ว่าท่อน้ำเลี้ยงบางจุดของระบบเริ่มมีปัญหาและความน่าเชื่อถือของคลังสหรัฐฯ และดอลลาร์ลดลง
ทำให้เกิดธีมที่เรียกว่า Debasement trade หรือการย้ายเงินออกจากดอลลาร์ไปเข้าสินทรัพย์ที่สามารถสะสมมูลค่าได้แทนดอลลาร์ (Store of value) สะท้อนผ่านดัชนีดอลลาร์ (DXY) ที่ร่วงแตะจุดต่ำสุดรอบ 3 เดือน และทองคำที่พุ่งกว่า 14% ในเดือนสิงหาคมไปเหนือ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งที่ความต้องการทองคำเชิงกายภาพไตรมาสล่าสุดตกต่ำสุดในรอบ 5 ปี ยืนยันว่าเป็นแรงซื้อเชิงการเงิน และแน่นอนบิตคอยน์ก็ปรับขึ้นด้วยธีมเดียวกันในฐานะทองคำดิจิทัลเพื่อป้องกันการเสื่อมค่าของดอลลาร์
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการกระชากขึ้นก่อนกำหนดถึงเมคเซนส์และเป็นของจริง เพราะทุกครั้งที่มี Catalyst ใหม่ ตลาดพร้อมจะเบรกโครงสร้างและจังหวะเวลาแบบเดิมเสมอ ย้อนไป Cycle ที่แล้ว ตอน Bitcoin Spot ETF เข้ามาต้นปี 2024 บิตคอยน์ทำจุดสูงสุดใหม่ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2024 ซึ่งก่อนจังหวะปกติของวัฏจักรหลัง Halving ด้วยซ้ำ นั่นคือ Catalyst ใหม่ดึงจุดสูงสุดมาเร็วกว่ากำหนด รอบนี้ธีม Debasement ก็คือ Catalyst ตัวนั้น จึงเมคเซนส์เช่นกันที่เราจะผ่านจุดต่ำสุดและกลับตัวก่อนตำราของ 4-Year Cycle
นอกจากนี้ในเชิงเทคนิค ภาพระยะสั้นให้การยืนยันไปแล้วระดับหนึ่ง ทั้งการเบรกกรอบบน 67,000 ดอลลาร์ (จุดที่จุดชนวนการล้าง Short และพลิกเป็นแนวรับ) และการกลับไปยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย SMA 200 วันที่ราว 69,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่บิตคอยน์ไม่เคยยืนได้เลยนับตั้งแต่ ต.ค. 2025 ส่วนภาพใหญ่ที่ต้องจับตาต่อคือ หากราคายืนเหนือ 83,000 ดอลลาร์ได้ จะเป็นการยืนยัน Structure ขาขึ้นใน Time frame ระดับสัปดาห์หากราคายืนเหนือแนวดังกล่าวได้จะเป็นการจุดพลุและคอนเฟิร์มการเข้าสู่ตลาดกระทิงอย่างเต็มตัว
*หมายเหตุ
คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ผู้เขียน
นายธนลภย์ ปรีดามาโนช หัวหน้าฝ่ายการลงทุน และผู้จัดการเงินทุน บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด
Source:
https://home.treasury.gov/news/press-releases/sb0607
https://www.cnbc.com/2026/08/20/treasury-bond-buybacks-long-term-yields.html