Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ทำธุรกิจกับ “เพื่อนรัก” อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ทำธุรกิจกับ “เพื่อนรัก” อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

28 ส.ค. 69
20:02 น.
แชร์

Article Stories by SET Zooom in ชวนมองโจทย์สำคัญของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ นั่นคือ หากจะเริ่มธุรกิจกับ “เพื่อนรัก” ควรวางความสัมพันธ์และระบบการทำงานอย่างไรให้ธุรกิจเติบโตได้โดยไม่ทำให้มิตรภาพสั่นคลอน เพราะแม้ความไว้ใจจะเป็นต้นทุนที่มีค่า แต่ในโลกธุรกิจ ความไว้ใจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีเป้าหมายร่วมกัน กติกาที่ชัดเจน และความเป็นมืออาชีพในการตัดสินใจ

เหตุผลที่หลายคนเลือกเพื่อนเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเพื่อนคือคนที่รู้จักนิสัย ไว้ใจได้ และมักมีประสบการณ์ร่วมกันมาก่อน จุดเริ่มต้นเช่นนี้ช่วยลดความกังวลในช่วงตั้งไข่ของธุรกิจได้ไม่น้อย แต่ทันทีที่ความสัมพันธ์ส่วนตัวถูกนำเข้าสู่โลกของเงินลงทุน หุ้น อำนาจตัดสินใจ ยอดขาย และความรับผิดชอบ ความสนิทก็อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดอีกต่อไป

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ควรทำธุรกิจกับเพื่อนหรือไม่” แต่คือ “จะทำอย่างไรให้ความเป็นเพื่อนกลายเป็นพลังสนับสนุนธุรกิจ มากกว่าจะกลายเป็นความเสี่ยง” คำตอบอยู่ที่การแยกบทบาทระหว่างเพื่อนกับหุ้นส่วนให้ชัด ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มคุยเรื่องธุรกิจ

ธุรกิจที่เริ่มจากความสัมพันธ์ใกล้ชิดมีข้อได้เปรียบสำคัญคือความไว้วางใจ แต่ความสำเร็จในระยะยาวต้องอาศัยมากกว่านั้น ผู้ร่วมก่อตั้งต้องสามารถเปลี่ยนความไว้ใจให้เป็นระบบการทำงานที่ตรวจสอบได้ มีโครงสร้างหน้าที่ชัดเจน และมีกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน เพราะเมื่อธุรกิจเติบโต ปัญหาที่ต้องจัดการจะซับซ้อนเกินกว่าจะใช้ความเกรงใจเป็นเครื่องมือหลักในการบริหาร

ประเด็นที่ 1 ความสนิทไม่เท่ากับความเหมาะสมทางธุรกิจ

บทเรียนแรกคือ การเป็นเพื่อนที่ดีไม่ได้หมายความว่าจะเป็นหุ้นส่วนธุรกิจที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ธุรกิจต้องการทักษะที่เสริมกัน วิธีคิดที่ไปในทิศทางเดียวกัน ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และความพร้อมรับแรงกดดันร่วมกัน การเลือกเพื่อนมาเป็นพาร์ทเนอร์จึงควรประเมินอย่างจริงจังไม่ต่างจากการเลือกผู้ร่วมก่อตั้งหรือผู้บริหารคนสำคัญของบริษัท

ก่อนเริ่มต้น ควรถามกันอย่างตรงไปตรงมาว่า แต่ละฝ่ายคาดหวังอะไรจากธุรกิจนี้ ต้องการเติบโตไปไกลแค่ไหน พร้อมลงทุนเวลา เงิน และพลังงานมากเพียงใด รวมถึงจะตัดสินใจอย่างไรเมื่อเกิดความเห็นต่าง คำถามเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่สนิทกัน แต่การพูดให้ชัดตั้งแต่ต้นจะช่วยลดปัญหาที่อาจสะสมจนกลายเป็นรอยร้าวในภายหลัง

ประเด็นที่ 2 เขียนข้อตกลงให้ชัด ก่อนเงินจริงและหุ้นจริงเข้ามาเกี่ยวข้อง

เมื่อเงินจริง หุ้นจริง และความเสี่ยงจริงเข้ามาเกี่ยวข้อง ความเกรงใจไม่ควรถูกใช้แทนเอกสารข้อตกลง ผู้ร่วมก่อตั้งควรเขียนเงื่อนไขสำคัญเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนหุ้น เงินลงทุน บทบาทหน้าที่ การแบ่งผลตอบแทน การรับภาระหนี้ วิธีเพิ่มทุน อำนาจตัดสินใจ รวมถึงเงื่อนไขหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการถอนตัว เพราะข้อตกลงที่ชัดเจนไม่ได้ทำลายความสัมพันธ์ แต่ช่วยปกป้องทั้งธุรกิจและมิตรภาพ

ประเด็นที่ 3 แบ่งบทบาทตามจุดแข็ง ไม่ใช่แบ่งตามความเกรงใจ

อีกจุดที่ผู้ประกอบการมักมองข้ามคือการแบ่งบทบาท หลายธุรกิจเริ่มต้นด้วยแนวคิดว่า “ช่วยกันทำทุกอย่าง” ซึ่งอาจเหมาะกับช่วงแรกที่ทีมยังเล็ก แต่เมื่อธุรกิจขยายตัว วิธีทำงานแบบนี้มักนำไปสู่ความซ้ำซ้อน ความรับผิดชอบที่ไม่ชัด และการตัดสินใจที่ล่าช้า ทางที่ดีควรกำหนดบทบาทตามจุดแข็งของแต่ละคน พร้อมระบุให้ชัดว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบหลักและใครมีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายในแต่ละเรื่อง

ตัวอย่างเช่น หากคนหนึ่งถนัดการขายและการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า อีกคนถนัดการเงิน เทคโนโลยี หรือการจัดการระบบหลังบ้าน การแยกขอบเขตหน้าที่ให้ชัดจะช่วยให้ธุรกิจเดินเร็วขึ้น และลดโอกาสเกิดความไม่พอใจจากความคาดหวังที่ไม่ตรงกัน

ประเด็นที่ 4 เงินลงทุน หุ้น และความเสี่ยงของความสัมพันธ์

เรื่องเงินลงทุนและหุ้นควรถูกพูดอย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรถูกปล่อยผ่านด้วยเหตุผลว่า “เป็นเพื่อนกัน” เพราะการลงทุนในธุรกิจไม่ได้มีเพียงเงินสด แต่อาจรวมถึงเวลา แรงงาน ความรู้ ความสัมพันธ์กับลูกค้า ทรัพย์สินทางปัญญา หรือทรัพยากรอื่น ๆ ที่แต่ละฝ่ายนำเข้ามา สิ่งเหล่านี้ควรถูกประเมินและตกลงร่วมกันอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ความเสี่ยงและผลตอบแทนมีความสมดุลในสายตาของทุกฝ่าย

ประเด็นที่ 5 วางระบบจัดการความขัดแย้งล่วงหน้า

ไม่มีธุรกิจใดปราศจากความเห็นต่าง โดยเฉพาะธุรกิจที่ก่อตั้งโดยคนที่สนิทกันมาก เพราะความคาดหวังต่อกันมักสูงกว่าความสัมพันธ์ทางธุรกิจทั่วไป ผู้ร่วมก่อตั้งจึงควรวางระบบจัดการความขัดแย้งล่วงหน้า เช่น วิธีตัดสินใจเมื่อเห็นไม่ตรงกัน เกณฑ์ประเมินผลงาน ช่องทางพูดคุยเรื่องยาก หรือการใช้ที่ปรึกษาภายนอกในประเด็นที่ต้องการความเห็นเป็นกลาง

กลไกเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนกันชนระหว่างมิตรภาพกับการบริหารธุรกิจ ช่วยให้ความเห็นต่างถูกจัดการด้วยเหตุผลมากกว่าความรู้สึก และช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาทางธุรกิจลุกลามไปกระทบความสัมพันธ์ส่วนตัว

เมื่อมองจากกรณีศึกษาของธุรกิจระดับโลก จะเห็นว่าเพื่อนสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่แข็งแรงได้ หากความไว้ใจถูกพัฒนาให้เป็นความร่วมมือที่มีเป้าหมาย บทบาท และวินัยทางธุรกิจรองรับ

กรณี 1 Ben & Jerry’s

Ben Cohen และ Jerry Greenfield เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่วัยเรียน ก่อนร่วมกันเปิดร้านไอศกรีมแห่งแรกในเมืองเบอร์ลิงตัน รัฐเวอร์มอนต์ สหรัฐฯ ในปี 1978 ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นไม่มากนัก จากธุรกิจเล็ก ๆ พวกเขาค่อย ๆ สร้างแบรนด์ให้เติบโตจนเป็นที่รู้จักในระดับโลก กรณีนี้สะท้อนว่า ความเป็นเพื่อนสามารถช่วยสร้างความไว้ใจในช่วงเริ่มต้นได้ แต่การเติบโตของธุรกิจยังต้องอาศัยการแบ่งหน้าที่ การตัดสินใจร่วมกัน และการพัฒนาบทบาทจากเพื่อนให้เป็นผู้ร่วมก่อตั้งอย่างแท้จริง

กรณี 2 Airbnb

Airbnb เริ่มต้นจาก Brian Chesky และ Joe Gebbia สองเพื่อนจากโรด ไอแลนด์ สคูล ออฟ ดีไซน์ (Rhode Island School of Design) (RISD) ที่ย้ายมาอยู่ด้วยกันในซานฟรานซิสโก เมื่อเผชิญปัญหาค่าเช่าบ้านและช่วงที่โรงแรมในเมืองเต็มจากงานประชุมใหญ่ ทั้งคู่จึงนำที่นอนลมมาปล่อยเช่าให้ผู้เข้าร่วมงาน พร้อมบริการอาหารเช้า จนเกิดแนวคิด Airbed & Breakfast ซึ่งต่อมากลายเป็น Airbnb

ในปี 2008 ทั้งสองชวนเนธาน เบลอชาร์ซิก (Nathan Blecharczyk) วิศวกรซอฟต์แวร์เข้าร่วมเป็นผู้ก่อตั้งคนที่สาม โดยแบ่งบทบาทตามความเชี่ยวชาญอย่างชัดเจน Chesky และ Gebbia ดูแลด้านการออกแบบ ส่วน Blecharczyk รับผิดชอบด้านเทคโนโลยี การมีทักษะที่แตกต่างแต่เสริมกัน ทำให้ทีมสามารถพัฒนาธุรกิจเดินหน้าต่อได้ แม้ในช่วงแรกจะถูกปฏิเสธจากนักลงทุนหลายรายและต้องดิ้นรนหาเงินทุนเพื่อประคองกิจการ

สิ่งที่ทำให้ Airbnb เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ มิตรภาพและความไว้วางใจระหว่างผู้ก่อตั้งที่ช่วยให้ทีมก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดไปได้ ในที่สุด Airbnb เติบโตจากไอเดียเล็ก ๆ ในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง จนกลายเป็นบริษัทระดับโลกที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2020 ด้วยมูลค่ากิจการเกือบ 100,000 ล้านดอลลาร์

กรณีของ Airbnb ให้บทเรียนในทิศทางเดียวกัน ความไว้ใจระหว่างผู้ก่อตั้งช่วยให้ทีมผ่านช่วงเริ่มต้นที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจขยายตัวได้คือทักษะที่เสริมกันอย่างชัดเจน ระหว่างผู้ที่ถนัดด้านการออกแบบและประสบการณ์ผู้ใช้ กับผู้ที่รับผิดชอบด้านเทคโนโลยี การมีความสามารถที่แตกต่างแต่ต่อยอดกันได้ ทำให้ความเป็นเพื่อนไม่ได้หยุดอยู่ที่ความสนิท แต่พัฒนาเป็นทีมผู้ก่อตั้งที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนธุรกิจ

กรณี 3 Ola

Ola ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 โดยภาวิช อัคราวาล (Bhavish Aggarwal) และอังคิต ภาติ (Ankit Bhati) ศิษย์เก่าจากสถาบัน IIT Bombay จุดเริ่มต้นมาจากประสบการณ์ไม่ดีของ Bhavish ที่ถูกคนขับแท็กซี่เรียกเก็บค่าโดยสารเพิ่มระหว่างทาง จนมองเห็นปัญหาสำคัญของผู้โดยสารในอินเดียคือ การขาดบริการเดินทางที่น่าเชื่อถือและมีราคาชัดเจน

ในช่วงแรก ทั้งคู่เริ่มต้นด้วยบริการจัดทริปและจองรถ ก่อนจะค้นพบว่าความต้องการที่แท้จริงของตลาดคือ บริการเรียกรถรายวัน จึงปรับธุรกิจมาเป็น Ola Cabs ในเวลาต่อมา

ความสำเร็จของ Ola เกิดจากการแบ่งบทบาทที่ชัดเจนและเสริมกัน Bhavish รับผิดชอบด้านการพัฒนาธุรกิจและการหาลูกค้า ขณะที่ Ankit ดูแลด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาระบบ ในช่วงเริ่มต้น ทั้งคู่ลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่รับสายลูกค้า ประสานงานคนขับ ไปจนถึงทดลองให้บริการจริง ทำให้เข้าใจปัญหาของตลาดอย่างลึกซึ้ง กรณีของ Ola จึงสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า การทำธุรกิจกับเพื่อนไม่ได้สำเร็จเพียงเพราะความสนิท แต่เกิดจากการแบ่งหน้าที่ตามความถนัด เปิดรับฟังข้อมูลจากตลาด และกล้าปรับแผนเมื่อพบโอกาสที่ดีกว่า

ส่วนกรณีของ Ola สะท้อนว่า ความเป็นเพื่อนช่วยสร้างความไว้วางใจในช่วงเริ่มต้น แต่การเติบโตจำเป็นต้องอาศัยการแบ่งหน้าที่ที่ชัดเจน การลงมือเรียนรู้จากตลาดจริง และความสามารถในการปรับโมเดลธุรกิจเมื่อพบโอกาสที่เหมาะกว่า จากบริการจองรถและจัดทริปที่ค่อย ๆ พัฒนาไปสู่แพลตฟอร์มเรียกรถรายวัน ความสำเร็จจึงไม่ได้เกิดจากความสนิทเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างมีระบบและปรับตัวได้เร็ว

สรุป การทำธุรกิจกับเพื่อนรักจึงไม่ใช่เรื่องที่มีคำตอบตายตัวว่า “ควร” หรือ “ไม่ควร” แต่อยู่ที่ความพร้อมของทั้งสองฝ่ายในการเปลี่ยนความสัมพันธ์ส่วนตัวให้เป็นความร่วมมือทางธุรกิจที่เป็นมืออาชีพ หากมีเป้าหมายร่วมกัน ทักษะเสริมกัน กติกาชัดเจน และกล้าพูดคุยเรื่องยากตั้งแต่ต้น มิตรภาพอาจกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าได้มั่นคงกว่าเดิม

ท้ายที่สุด ธุรกิจที่เริ่มจากคำว่า “เพื่อน” จะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ ไม่ใช่เพราะผู้ก่อตั้งสนิทกันมากที่สุด แต่เพราะสามารถวางระบบให้มิตรภาพเดินคู่กับความรับผิดชอบทางธุรกิจได้อย่างสมดุล เมื่อความสัมพันธ์มีความไว้ใจ และธุรกิจมีโครงสร้างที่ชัดเจน โอกาสที่จะรักษาได้ทั้งกิจการและมิตรภาพก็ย่อมมากขึ้น

ติดตามบทความนี้ในรูปแบบคลิป VDO ได้ใน YouTube SET Zooom in

Link: https://www.youtube.com/watch?v=qAm-iOpMhzc&list=PLR8OjghkcqchvSTjzaFb0eLkOHIq8Mkfn

กด Subscribe กด กระดิ่งแจ้งเตือน www.youtube.com/@SETZooomin ซูมชัด ๆ มีโอสามตัว

แชร์
ทำธุรกิจกับ “เพื่อนรัก” อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ