
เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย หรือ Dawei Special Economic Zone (SEZ) เคยกลายเป็นข่าวใหญ่โตระหว่างไทยและเมียนมา เพราะถ้าหากเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ โครงการนี้จะกลายเป็นเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงท่าน้ำลึก ที่อาจกลายเป็นทางลัดด้านการขนส่งในภูมิภาค แต่แล้ว โครงการนี้ก็ถูกพับไป
ผ่านมาหลายปี เมียนมากำลังพยายามรื้อฟื้นโครงการดังกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีรัสเซียเข้ามามีบทบาท และไทยก็เริ่มกลับมาให้ความสนใจ แต่ในเกมนี้ ไทยจะได้ประโยชน์อะไร Spotlight พาไปหาคำตอบ
เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย หรือ Dawei Special Economic Zone (SEZ) ทางตอนใต้ของเมียนมา ถูกวางแนวคิดขึ้นเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน โดยมีเป้าหมายให้เป็นหนึ่งในประตูการค้าแห่งใหม่ที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แผนเดิมคือการพัฒนาเมืองในพื้นที่ชนบททางตอนใต้ของเมียนมา ซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรที่มีชุมชนประมง ให้กลายเป็นท่าเรือน้ำลึกระดับโลกบนทะเลอันดามัน รายล้อมด้วยอุตสาหกรรมหนัก และเชื่อมต่อด้วยถนนและทางรถไฟโดยตรงมายังพื้นที่อุตสาหกรรมของไทยตามแนว ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC
ผู้วางแผนโครงการมองว่า ทวายจะสามารถเชื่อมศูนย์กลางการผลิตตั้งแต่กรุงพนมเปญของกัมพูชา ไปจนถึงนครโฮจิมินห์ของเวียดนาม เข้ากับมหาสมุทรอินเดียได้
นั่นหมายความว่า สินค้าที่เดินทางระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปกับตลาดทางตะวันตก อาจเดินทางได้เร็วขึ้นหลายวัน เพราะไม่จำเป็นต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา
ไทยและเมียนมาเคยลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้ตั้งแต่ปี 2008 แต่โครงการต้องเผชิญปัญหาทั้งด้านเงินทุน ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก และความขัดแย้งในการดำเนินงาน จนในปี 2020 สัมปทานพัฒนาโครงการที่ถือโดยกลุ่มบริษัทเอกชนซึ่งนำโดยไทยถูกยกเลิก
ปัจจุบัน รัฐบาลเมียนมากำลังพยายามรื้อฟื้นโครงการอย่างเป็นทางการอีกครั้ง แม้จะยังไม่ได้ประกาศชื่อผู้พัฒนาโครงการหลัก แต่มีรัสเซียเป็นประเทศที่แสดงความสนใจเข้ามาร่วมมือ
ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เมียนมาระบุว่า การกำหนดขอบเขตพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของท่าเรือใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยเกิดขึ้นไม่ถึง 18 เดือนหลังจากรัฐบาลเมียนมาและรัสเซียลงนามในกรอบความร่วมมือด้านการลงทุนที่ครอบคลุมโครงการทวาย
บทบาทของรัสเซียขยายไปไกลกว่าการสนับสนุนท่าเรือ โดยมีข้อเสนอให้พัฒนา ท่าเรือน้ำลึก โรงไฟฟ้าขนาด 660 เมกะวัตต์ โรงกลั่นน้ำมัน และอุตสาหกรรมหนักอื่น ๆ ด้วย
หลังการรัฐประหารในปี 2021 และการปะทุขึ้นของสงครามกลางเมือง ประกอบกับการที่เมียนมาตกอยู่ในภาวะโดดเดี่ยวจากนานาชาติมากขึ้น รัสเซียจึงกลายเป็นพันธมิตรสำคัญของเมียนมา
เอียน สตอรีย์ นักวิจัยอาวุโสจาก ISEAS-Yusof Ishak Institute ในสิงคโปร์ ระบุว่า รัสเซียมองเมียนมาเป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากทำเลที่ตั้ง ทรัพยากร และศักยภาพในการเป็นลูกค้าด้านพลังงาน
เมียนมาหันไปพึ่งพารัสเซียใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่
หนึ่ง — การสนับสนุนทางการทูต
สอง — อุปกรณ์ทางทหาร
สาม — ความช่วยเหลือในการแก้ไขวิกฤตพลังงาน
การลงทุนในทวายจึงอาจทำให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหารระหว่างรัสเซียกับเมียนมาแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
นักวิจัยรายนี้มองว่า หากทวายเกิดขึ้นจริง รัสเซียจะสามารถมี “ฐานที่มั่น” บริเวณทะเลอันดามัน ซึ่งเปิดทางไปสู่มหาสมุทรอินเดียและช่องแคบมะละกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่าเรือแห่งนี้อาจมีประโยชน์ในฐานะจุดแวะพักของเรือดำน้ำรัสเซียที่เดินทางระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดีย
รัสเซียยังทำหน้าที่เป็นเหมือน “เกราะกำบังทางการทูต” ให้รัฐบาลทหารเมียนมาในเวทีสหประชาชาติ โดยคัดค้านแรงกดดันระหว่างประเทศที่เข้มข้นขึ้นต่อกองทัพเมียนมา ในทางกลับกัน รัฐบาลทหารเมียนมาก็ให้การสนับสนุนรัสเซีย โดยแสดงจุดยืนสนับสนุนการรุกรานยูเครนของรัสเซีย และจัดส่งอะไหล่กับยุทโธปกรณ์ให้กองทัพรัสเซีย
นักวิเคราะห์จึงมองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้มีลักษณะเป็น “ความสัมพันธ์แบบต่างตอบแทน”
แม้รัสเซียจะแสดงความสนใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งยังสงสัยว่า รัสเซียจะสามารถพัฒนาโครงการทั้งหมดให้มีขนาดใหญ่ตามที่เคยวางแผนไว้ได้จริงหรือไม่
เพราะไม่ใช่แค่เรื่องการสร้างท่าเรือ แต่ความสำเร็จของโครงการขึ้นอยู่กับการพัฒนา ระบบโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม ระบบโลจิสติกส์ และการเชื่อมต่อโดยรวม ที่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน
อดีตผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจระดับสูงของเมียนมารายหนึ่งระบุว่า คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “รัสเซียสนใจทวายหรือไม่” แต่คือรัสเซียสามารถระดมเงินทุน นักลงทุน พันธมิตรด้านเทคนิค และอุตสาหกรรมสนับสนุนในระดับที่เพียงพอ เพื่อทำให้โครงการทั้งหมดสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนหรือไม่
ศ.รุธิร์ พนมยงค์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า บทบาทของรัสเซียในโครงการนี้อาจดูห่างไกลจากความเป็นจริง เนื่องจากรัสเซียอยู่ห่างจากภูมิภาคนี้มาก และกิจกรรมทางธุรกิจในทวายย่อมถูกจับตามองอย่างหนัก
เขาเตือนว่า ความสนใจทางการเมืองหรือการประกาศทางการทูต ไม่ควรถูกนำไปตีความว่าเป็นคำมั่นสัญญาการลงทุนที่พร้อมเกิดขึ้นจริง
แม้รัฐบาลเมียนมาจะพยายามผลักดันโครงการ แต่พื้นที่โดยรอบเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายยังคงอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งด้วยอาวุธ
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม กองทัพเมียนมาได้ส่งกำลังทหารหลายร้อยนายเข้าไปกวาดล้างพื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ
กลุ่มต่อต้านและนักเคลื่อนไหวในพื้นที่ระบุว่า ทหารมีการเผาหมู่บ้านและปิดกั้นพื้นที่โดยรอบ
รายงานของ ETOs Watch เมื่อปลายปี 2025 ยังพบว่า อาคารสำนักงานภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายถูกทิ้งร้าง ชายหาดว่างเปล่า และเกิดการปะทะกันระหว่างกองทัพกับกลุ่มต่อต้านในพื้นที่อยู่บ่อยครั้ง ดังนั้น การเดินทางเข้าไปในพื้นที่ของบุคคลภายนอกยังเป็นเรื่องยาก
ประเทศไทยเองกำลังกลับมาให้ความสนใจทวายอีกครั้ง ภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัฐบาลเมียนมามีแนวโน้มอบอุ่นขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
ในเดือนสิงหาคม มิน อ่อง หล่าย เดินทางมาไทยในฐานะประธานาธิบดีเป็นครั้งแรกทั้งสองประเทศตกลงที่จะร่วมมือกันด้านถนน การเดินเรือ ท่าเรือ และการเชื่อมต่อข้ามพรมแดน รวมถึงเส้นทางขนส่งไปยังทวาย ซึ่งอยู่ห่างจากด่านพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรี ประมาณ 140 กิโลเมตร
อนุทินกล่าวว่า ไทยและเมียนมาพร้อมเปิด “บทใหม่” ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยยึดหลักความไว้วางใจและผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ
แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังตั้งคำถามว่า ไทยจะได้ประโยชน์จากการกลับมาเกี่ยวข้องกับทวายมากแค่ไหน เพราะโครงการนี้มีความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งสงคราม ความปลอดภัย เงินทุน และความไม่แน่นอนทางการเมือง