
เมื่อก่อนการที่เราจะเลือกกินร้านบุฟเฟต์ร้านหนึ่ง มักจะมีคำถามว่า “ร้านนี้อร่อยไหม” แต่หลังจากเริ่มเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา คำถามถูกเปลี่ยนมาเป็น “ร้านนี้มีอะไรให้กินบ้าง? แพงไหม?” นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของ ‘สงครามเดือดหม้อสุกี้’
สิ่งที่น่าสนใจของเบื้องหลังธุรกิจบุฟเฟ่ต์ในปัจจุบันคือ ธุรกิจบุฟเฟ่ต์ไม่ได้แข่งกันแค่อาหารในหม้ออย่างคุณภาพเนื้ออีกต่อไปแล้ว แต่เริ่มหันมาแข่งกันด้วย ‘ของนอกหม้อ’ ไม่ว่าจะเป็นของทอด ของนึ่ง ของหวาน หรือแม้แต่เครื่องดื่ม และถ้าใครมีความหลากหลายมากกว่า คนนั้นอาจเป็นหัวแถวในเกมนี้ ทำให้ปัจจุบันธุรกิจบุฟเฟต์ต้องปรับตัวหันมาแข่งกันเรื่อง ‘ความหลากหลาย’ และ ‘ความคุ้มค่า’ โดยเป้าหมายคือ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า ’จ่ายราคาเดียว แต่ได้หลายประสบการณ์’
วันนี้ Spotlight ได้มีโอกาสร่วมพูดคุยกับผู้บริหารแบรนด์ “ลัคกี้ สุกี้” (Lucky Suki) และกรรมการบริหาร บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด เพื่อดูเบื้องหลังการแข่งขันของตลาดบุฟเฟต์ และวิธีที่ผู้ประกอบการกำลังปรับตัวในสนามที่ร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
เคยสงสัยกันไหมว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังพบเจอกับเศรษฐกิจที่ซบเซา แต่ทำไมร้านบุฟเฟต์กลับมีคนมานั่งเต็มร้านอยู่เรื่อย ๆ ?
คุณวิรัตน์ โรจยารุณ กรรมการบริหาร บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด มองว่า การที่ตลาดบุฟเฟต์ยังคงมีแรงดึงดูด ก็เพราะเป็นอาหารที่ผู้บริโภค ‘กำหนดงบประมาณได้ง่าย’ รู้ว่ามื้อนี้จะจ่ายประมาณเท่าไร แต่ก็ยังสามารถเลือกกินได้หลากหลาย
คุณวิรัตน์ได้เปิดเผยกับเราเพิ่มเติมว่า “สิ่งที่ทำให้ตลาดบุฟเฟต์อยู่รอดได้เพราะเป็นตลาดปัจจัย 4 ของมนุษย์ และตลาดนี้ไม่มีทางหดตัว เพราะจุดแข็งสำคัญของบุฟเฟต์คือการขาย ‘ความคุ้มค่า’ แต่ก็นำมาสู่การแข่งขันที่ดุเดือด ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งเพิ่มทั้งความหลากหลาย และความคุ้มค่า เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งมากที่สุด”
แล้วถ้าถามว่า “สนามนี้เดือดแค่ไหน?”
Spotlgiht ตอบเลยว่า “เดือดยิ่งกว่าหม้อสุกี้” จนเรียกได้ว่าเป็น Red Ocean เพราะตลาดนี้มีทั้งผู้เล่นรายใหม่ และรายเดิมเข้ามาแข่งขันกันอย่างดุเดือด
คุณรสรินทร์ ติยะวราพรรณ กรรมการบริหาร บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด ผู้บริหารแบรนด์ “ลัคกี้ สุกี้” (Lucky Suki) เผยกับเราว่า ภาพรวมมูลค่าการเติบโตของตลาดสุกี้-ชาบูในประเทศไทยแต่ละปีจะอยู่ที่ 35,000 – 40,000 ล้านบาท ครอบคลุมทุกประเภท ทั้งประเภทร้านสุกี้ ร้านชาบูญี่ปุ่นพรีเมียม ปิ้งย่าง หรือหม่าล่าสายพานเฉพาะทาง และคิดเป็น 6-7% ของภาพรวมตลาดร้านอาหารไทยที่มีมูลค่ารวมกว่า 600,000 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 5– 8% ทุกปี แม้มีภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากเป็นอาหารประเภทที่ให้ความคุ้มค่าสูงต่อมื้อ และเมื่อแยกเป็นเซกเมนต์เฉพาะตลาดรวมของร้านประเภทสุกี้แล้ว จะมีมูลค่า 23,000 – 26,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 65–70% ของตลาดหม้อรวมสุกี้-ชาบูทั้งหมด
หรือสรุปง่าย ๆ ว่า ตลาดชาบู-สุกี้ในประเทศทไย ถือเป็นหนึ่งในเซกเมนต์ที่มหญ่ที่สุด และมีการแข่งขันดุเดือดร้อนแรงที่สุดในอุตสาหกรรมร้านอาหารไทย แต่ก็เติบโตต่อนเื่องทุกปีเพราะเป็นประเภทอาหารที่ตอบโจทย์ และสอดรับกับพฤติกรรมคนไทย ทั้งการทานเป็นกลุ่ม ครอบครัว สังคม และมีความคุ้มค่าสูง
การแข่งขันของตลาดบุฟเฟต์นั้นแข่งกันตั้งแต่
และในวันนี้ ‘Lucky Suki’ หนึ่งในผู้เล่นที่แข็งแกร่งของธุรกิจนี้ก็กำลังเดินเกมอย่างรวดเร็วโดยการเปิดตัวโมเดลธุรกิจใหม่ “Lucky Marché & Dimsum” ที่พร้อมตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการทั้ง ‘ความหลากหลาย’ และ ‘ความคุ้มค่า’
Lucky Suki กำลังทดลองเกมนี้ผ่านโมเดลใหม่ “Lucky Marché & Dimsum” ที่นำสุกี้มาผสมกับติ่มซำสไตล์ Modern Chinese พร้อมเมนูมากกว่า 42 รายการ ตั้งแต่ซาลาเปาลาวาไข่เค็ม ฮะเก๋ากุ้ง บักกุ๊ดเต๋ โจ๊กโบราณ ไปจนถึงของทอดและเมนูอื่น ๆ
คุณวิรัตน์เผยว่า บริษัทได้เปิดตัวโมเดลใหม่ล่าสุด “Lucky Marché & Dimsum” เป็นคอนเซปใหม่ที่นำความสะดวก และคุ้มค่าของการรับประทานสุกี้มาผสมผสานกับบริการติ่มซำสไตล์ Modern Chinese เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่แก่ผู้บริโภค โดยเปลี่ยนภาพจำของติ่มซำจากอาหารในภัตตาคารราคาสูง ให้เป็นอาหารที่เข้าถึงง่ายในราคาที่คุ้มค่า โดยมีการจัดแพ็คเกจราคาดังนี้
หากคุยกันในมุมการตลาด นี่คือการตลาดที่มีเรื่องของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะนี่ไม่ใช่แค่การเพิ่มเมนู แต่คือการเพิ่ม “เหตุผลให้รู้สึกว่าคุ้ม” เพราะความคุ้มนี้อาจไม่ได้หมายถึง “ถูกที่สุด” แต่หมายถึงการจ่ายเงินหนึ่งครั้งแล้วได้ทั้งอาหารที่หลากหลาย บรรยากาศใหม่ ๆ และช่วงเวลาที่นั่งกินกับคนใกล้ชิด
ข้อมูลของ Lucky Suki เผยว่า โมเดลนี้วางกลุ่มเป้าหมายไว้ที่ผู้บริโภครุ่นใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับทั้งรสชาติ บรรยากาศ และประสบการณ์มากขึ้น โดยบริษัทใช้แนวคิดอย่าง “Comfort Food & Emotional Benefits” รวมถึงการออกแบบร้านในสไตล์ Modern Chinese เพื่อให้มื้ออาหารไม่ได้จบลงแค่การกิน แต่เชื่อมโยงกับความรู้สึก และบรรยากาศของการใช้เวลาอยู่ร่วมกัน
ความเปลี่ยนแปลงนี้น่าสนใจตรงที่อาหารไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตอบโจทย์ความหิวอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ทางสังคม
สำหรับคนกลุ่มนี้ การนั่งกินไป คุยไป และใช้เวลากับเพื่อนไปพร้อมกัน มีความสำคัญไม่แพ้ตัวอาหาร บริษัทจึงวางแนวคิดเรื่องการกินแบบ “Bite-sized” หรืออาหารขนาดพอดีคำ ซึ่งเอื้อให้เกิดการพูดคุยและ socializing ระหว่างมื้อได้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้คำว่า “Bite-sized – Socialize Non-Stop” เป็นหนึ่งในแนวคิดของโมเดลใหม่
เมื่อมองผ่านพฤติกรรมนี้ ติ่มซำจึงมีคุณสมบัติที่น่าสนใจในเชิงการตลาดมากกว่าการเป็นเพียงเมนูใหม่ในไลน์บุฟเฟต์ และสิ่งที่คุ้ม คือสิ่งที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเงินที่จ่ายไปนั้นแลกกลับมาได้มากกว่า ทั้งในเชิงปริมาณ คุณภาพ และประสบการณ์
ปัจจุบัน Lucky Suki มีสาขารวม 58 สาขา และเลือกทำเลที่เป็นแหล่งชุมชน และเดินทางสะดวก ขณะที่โมเดล Marché & Dimsum จะเน้นพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น และมีกลุ่มลูกค้าหลากหลาย โดยตั้งเป้าขยายโมเดลนี้เพิ่มอีก 1–2 สาขาภายในสิ้นปี 2569
ส่วนภาพรวมของแบรนด์ตั้งเป้าขยายสาขารวมเป็น 72 สาขาทั่วประเทศ พร้อมยอดขายมากกว่า 3,500 ล้านบาทในปี 2569 ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ในสนามบุฟเฟต์ที่ทุกแบรนด์กำลังพยายามตอบคำถามเดียวกันว่า “ทำอย่างไรให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มกว่าอีกเจ้าหนึ่ง?”
คำตอบจึงอาจไม่ใช่การลดราคาเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นการเพิ่มสิ่งที่ลูกค้ารู้สึกว่า “ได้” ให้มากขึ้นเรื่อย ๆ และในวันนี้ หนึ่งในคำตอบนั้นของ Lucky Suki ก็คือ ติ่มซำ