
ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เห็นการฟื้นตัวขึ้นของราคาทองคำอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางธีม “Dollar-debasement trade” ทำให้นึกย้อนถึงปี 2025 เนื่องจากมีหลายองค์ประกอบที่คล้ายกัน โดยปีดังกล่าวนับเป็นปีทองอย่างแท้จริง เนื่องจากทองคำปรับตัวขึ้นถึง 65% ซึ่งเป็นสถิติการปรับตัวขึ้นรายปีสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ เป็นรองเพียงปี 1979 ที่สหรัฐประสบกับสภาวะ Stagflation
โดยสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในปี 2025 ที่หลอมรวมจนเกิดปรากฏการณ์นี้ ประกอบไปด้วย 6 ปัจจัยสำคัญ
1.วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงของ Fed การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องของ Fed ส่งผลให้ Bond Yield สหรัฐปรับตัวลดลงอย่างมาก จึงช่วยลดต้นทุนเสียโอกาสในการถือครองทองคำและดึงดูดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดโลหะมีค่า
2.การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ จากแรงกดดันหลายทางทั้งด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุน นโยบายการเงิน นโยบายการคลังและการขาดดุล ซึ่งเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
3.วิกฤตหนี้สาธารณะและเสถียรภาพทางการคลังสหรัฐ โดยยอดหนี้สาธารณะสหรัฐในช่วงเวลานั้นทะลุ 38 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมการขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาการขยายเพดานหนี้และภาวะ Government Shutdown
4.ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-Haven) จากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risks) สงครามรัสเซีย-ยูเครน และอิสราเอล-ฮามาส ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ-จีน รวมถึงความไม่แน่นอนนโยบายด้านการค้า (Tariffs & Trade Policy)
5.แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก ธนาคารกลางทั่วโลกโดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เร่งสะสมทองคำมากกว่า 1,000 ตันต่อปี เพื่อกระจายความเสี่ยง ท่ามกลางกระแส “De-Dollarization” ที่ปะทุขึ้น ซึ่งคือการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ หรือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เพื่อกระจายความเสี่ยงรวมถึงป้องกันการถูกอายัดทุนสำรองระหว่างประเทศ
6.เงินทุนสถาบันไหลกลับเข้าสู่ ETF กองทุน ETF ทองคำทั่วโลกพลิกกลับมามีเงินไหลเข้าสุทธิอย่างมหาศาล เนื่องจากนักลงทุนสถาบันเข้าซื้อทองคำควบคู่มากับธนาคารกลาง เพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงระดับมหภาค (Macro Hedge)
เมื่อหันกลับมาดูปี 2026 ที่กระแส “Dollar Debasement” เริ่มเป็นที่พูดถึง พบว่ามีหลายปัจจัยคล้ายคลึงกับในปี 2025 ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตหนี้สาธารณะของสหรัฐ ที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทะลุระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาวะขาดดุลงบประมาณและภาระดอกเบี้ยจ่ายที่สูงยังคงเป็นแรงกดดันหลักต่อเสถียรภาพทางการคลัง จนทำให้กระทรวงการคลังจำเป็นต้องเข้าแทรกแซงด้วยการประกาศเร่งซื้อคืนพันธบัตร (Debt Buybacks) และเตรียมนำเงินจาก Treasury General Account (TGA) ที่มีเงินอยู่ราว 9.50 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ออกมาใช้แทรกแซงโดยตรง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องตลาดพันธบัตร และกดให้ Bond Yield ระยะยาวลดลงมา
แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง รวมถึงกองทุน ETF ทองคำ สัปดาห์ที่ผ่านมาเข้าซื้อสุทธิถึง 46.7 ตัน หรือคิดเป็นเงินไหลเข้า 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นสถิติรายสัปดาห์สูงที่สุดในรอบ 10 เดือน สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของเงินทุนสถาบันที่หมุนกลับเข้าสู่ทองคำอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risks) นั้นก็ยังยืดเยื้อในหลายพื้นที่
มีเพียงแต่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ที่แตกต่างไปจากปี 2025 โดยเริ่มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับคงที่มากขึ้นในระดับ 3.50–3.75% และยังมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตได้ 1-2 ครั้ง อย่างไรก็ดี ท่ามกลางการกลับมาของธีม “Dollar Debasement trade” จึงประเมินว่าจังหวะย่อตัวจากปัจจัยดอกเบี้ย Fed ไม่ใช่จุดจบของเทรนด์ แต่คือโอกาสย่อซื้อในราคา Discount เพื่อถือครองระยะยาว และป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ในระยะยาวอย่างแท้จริง

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท YLG Bullion And Futures จำกัด