Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
'น้ำป่าเนปาล' คร่าชีวิต ภาวะโลกร้อน-ธารน้ำแข็งถล่มอาจเป็นสาเหตุสำคัญ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

'น้ำป่าเนปาล' คร่าชีวิต ภาวะโลกร้อน-ธารน้ำแข็งถล่มอาจเป็นสาเหตุสำคัญ

27 ส.ค. 69
12:21 น.
แชร์

มวลโคลน น้ำ และเศษซากสีเทาขุ่นไหลบ่าลงจากเทือกเขาหิมาลัยด้วยความเร็วสูง เข้าฝังกลบอาคาร ทำลายถนน และกวาดรถโดยสารกับรถยนต์ให้ไหลไปตามกระแสน้ำราวกับของเล่น

ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนเนปาล-ทิเบตเมื่อวันพุธที่ผ่านมา คร่าชีวิตผู้คนในเนปาลอย่างน้อย 162 ราย ขณะที่สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานในวันนี้ว่า เหตุดินโคลนถล่มในทิเบต ซึ่งเกิดจากการพังถล่มของธารน้ำแข็ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย และสูญหายอีก 558 ราย

สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของทางการจีนระบุว่า ในจำนวนผู้สูญหาย 558 รายในทิเบต มีชาวต่างชาติรวมอยู่ด้วย 260 ราย ขณะที่ชาวบ้าน 2 รายได้รับการช่วยเหลือแล้ว ด้านเจ้าหน้าที่เนปาลเคยรายงานว่ามีผู้สูญหาย 403 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติถึง 341 ราย ซึ่งเดินทางมายังภูมิภาคแห่งนี้เพื่อท่องเที่ยว เดินป่า หรือแสวงบุญ หุบเขาสูงชันในพื้นที่ทำหน้าที่เป็นทั้งเส้นทางคมนาคมและเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันก็มีความเปราะบางอย่างยิ่งเมื่อเกิดภัยพิบัติ

แม้ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะเชื่อมโยงภัยพิบัติครั้งล่าสุดเข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยตรง แต่อุณหภูมิที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การถอยร่นของธารน้ำแข็ง และการลดลงของชั้นดินเยือกแข็งคงตัว ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจเพิ่มโอกาสเกิดดินถล่มและน้ำท่วมจากธารน้ำแข็งได้

กำแพงโคลน “เหมือนคอนกรีตเหลว” กลืนชุมชนในไม่กี่นาที

ภาพจากโดรนในเนปาลเผยให้เห็นถนนที่ถูกทำลายและอาคารหลายแห่งถูกฝังอยู่ใต้กระแสน้ำสีขุ่นคล้ายปูนซีเมนต์เปียก ขณะที่วิดีโอจากฝั่งจีนบันทึกภาพกำแพงโคลน น้ำ และเศษซากที่ไหลบ่าลงมาอย่างรุนแรง ก่อนพุ่งเข้าชนอาคารสูงหลายชั้นจนจมหาย แล้วกวาดรถโดยสารและรถยนต์ให้ไหลไปตามกระแสน้ำ

เขตนูวาโกตของเนปาลเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ภาพจากพื้นที่แสดงให้เห็นว่า หลังมวลน้ำไหลผ่าน ระดับโคลนท่วมสูงถึงบริเวณชั้นสองของอาคาร เศษซากจำนวนมากติดค้างอยู่ตามกิ่งไม้และสายไฟ ขณะที่ยานพาหนะหลายคันถูกฝังอยู่ใต้โคลน ส่วนผู้รอดชีวิตบางรายยังอยู่ในอาการตกตะลึงและมีคราบโคลนเปรอะเปื้อนไปทั่วร่าง

ตัวเลขเบื้องต้นชุดหนึ่งระบุว่า ภัยพิบัติซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเช้าวันพุธทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 160 ราย และสูญหายอีกหลายร้อยราย ก่อนที่ตำรวจเนปาลจะปรับยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 162 ราย ส่วนฝั่งทิเบตมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 รายจนถึงเช้าวันพฤหัสบดี สูญหายอีก 558 ราย และมีชาวบ้านได้รับการช่วยเหลือแล้ว 2 ราย

ปัจจัยที่ซ้ำเติมความรุนแรงของเหตุการณ์ในครั้งนี้คือ ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนผู้คนแทบไม่มีเวลาหลบหนี โชยัม ราชภัณฑารี ชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่า หลังจากเขาเดินทางถึงตลาดดุงเกได้เพียงประมาณครึ่งชั่วโมง น้ำป่าก็ไหลเข้าทำลายตลาดทั้งหมด เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงที่ผู้คนกำลังเตรียมตัวออกไปทำงาน และขณะนั้นยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่ามีผู้สูญหายหรือเสียชีวิตจำนวนเท่าใด

ฮาติม ชารีฟ นักอุทกวิทยาจากมหาวิทยาลัยเทกซัสที่ซานอันโตนิโอ อธิบายว่า เมื่อผู้คนมองเห็นมวลโคลนไหลบ่าลงมา ก็สายเกินกว่าจะหลบหนีแล้ว ทั้งการวิ่งหนีและการพยายามขับรถออกจากพื้นที่ไม่สามารถช่วยให้รอดพ้นจากอันตรายได้ เพราะโคลนและน้ำที่เคลื่อนตัวด้วยความเร็วสูงจะรวมตัวกันเป็นมวลที่อันตรายถึงชีวิต “เหมือนคอนกรีตเหลว” 

เขาประเมินว่า ทางรอดที่เป็นไปได้ในสถานการณ์เช่นนี้คือการขึ้นไปอยู่บนเนินหรือพื้นที่ซึ่งสูงจากพื้นอย่างน้อย 6 เมตรเท่านั้น

ภัยพิบัติครั้งนี้ยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อชาวต่างชาติที่เดินทางอยู่ในพื้นที่ สุนิล ชาร์มา โฆษกคณะกรรมการการท่องเที่ยวเนปาล ระบุว่า ในจำนวนผู้สูญหายตามข้อมูลของเจ้าหน้าที่เนปาล มีชาวอินเดียถึง 133 ราย ซึ่งเดินทางไปแสวงบุญที่เขาไกรลาสในทิเบต สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดู นอกจากนี้ ยังมีชาวอเมริกันสูญหาย 47 ราย ชาวออสเตรเลีย 34 ราย ชาวอังกฤษ 33 ราย และชาวแคนาดา 24 ราย

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าได้รับทราบรายงานเกี่ยวกับชาวอเมริกันที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แล้ว ขณะที่เพนนี หว่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย กล่าวกับผู้สื่อข่าวในเมืองแอดิเลดเมื่อวันพฤหัสบดีว่า มีชาวออสเตรเลียอย่างน้อย 34 รายที่เดินทางมาแสวงบุญและท่องเที่ยวเดินป่าหายตัวไป

หว่องระบุว่า ชาวออสเตรเลียกลุ่มดังกล่าวเดินทางมากับคณะแสวงบุญและคณะท่องเที่ยวคนละกลุ่มกัน แม้รัฐบาลเนปาลยังไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ แต่ออสเตรเลียกำลังประสานงานกับเนปาล สหประชาชาติ สภากาชาด และองค์กรอื่น ๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการให้ความช่วยเหลือ

จากรายงานแผ่นดินไหว สู่ข้อสันนิษฐานธารน้ำแข็งถล่มปิดกั้นแม่น้ำ

แม้สาเหตุที่แน่ชัดของภัยพิบัติครั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ชี้ว่า แรงสั่นสะเทือนที่ตรวจพบและทำให้เกิดเหตุน้ำป่าขึ้นไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหว หากเป็นผลจาก “การพังถล่มของธารน้ำแข็ง”

ก่อนหน้านี้ USGS รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 4.4 ริกเตอร์ เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันพุธ โดยมีจุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุไปทางเหนือประมาณ 66 กิโลเมตร หรือ 41 ไมล์ ใกล้ชายแดนเนปาล-จีน

ข้อมูลดังกล่าวทำให้ชิชีร์ คานาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเนปาล สันนิษฐานในช่วงแรกว่า แผ่นดินไหวอาจกระตุ้นให้เกิดดินถล่มและปิดกั้นลำน้ำ ทำให้เมื่อมีน้ำสะสมอยู่หลังแนวกั้นมากขึ้นและสิ่งกีดขวางพังลงในเวลาต่อมา มวลน้ำจึงไหลทะลักเข้าสู่พื้นที่ปลายน้ำในที่สุด

อย่างไรก็ตาม USGS แก้ไขรายงานในเวลาต่อมา หลังการวิเคราะห์คลื่นไหวสะเทือนคาบยาวเพิ่มเติมพบว่า แรงสั่นสะเทือนที่ตรวจวัดได้มีต้นกำเนิดจากดินถล่ม ไม่ใช่แผ่นดินไหว

ผลวิเคราะห์ฉบับปรับปรุงระบุว่า แรงสั่นสะเทือนดังกล่าวเกิดจาก “การพังถล่มของธารน้ำแข็ง” โดยมีความรุนแรงเทียบเท่าแผ่นดินไหวขนาด 5.2 ตามมาตราริกเตอร์

การพังถล่มได้ส่งมวลน้ำแข็ง หิน และเศษซากลงสู่พื้นที่ด้านล่าง ก่อนที่วัสดุเหล่านี้จะปิดกั้นลำน้ำจนเกิดเป็นแนวกั้นคล้าย “เขื่อนชั่วคราว” เมื่อฝนและน้ำป่าไหลมาสะสมอยู่ด้านหลังมากขึ้น แนวกั้นจึงพังทลาย ส่งผลให้มวลน้ำมหาศาลไหลบ่าลงจากภูเขาอย่างรวดเร็วและรุนแรงราวกับเขื่อนแตก

ผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญจาก ICIMOD ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงกาฐมาณฑุ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่า หิมะถล่มจากธารน้ำแข็งน่าจะเป็นต้นเหตุของน้ำป่าที่เกิดขึ้นเมื่อวันพุธ ขณะที่การตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบ “ความผิดปกติ” จากพรมแดนฝั่งจีน

สารถัก เชรสธา นักวิเคราะห์ด้านการสำรวจระยะไกลและภูมิสารสนเทศของ ICIMOD กล่าวว่า สถาบันเชื่อว่า มวลหินและน้ำแข็งถล่มลงมาจากฝั่งเนปาล ก่อนปิดกั้นแม่น้ำเลนเดและทำให้เกิดน้ำท่วมต่อเนื่องเป็นลูกโซ่

ศัสวตะ สันยาล ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติของกลุ่มวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ ระบุว่า แม่น้ำเลนเดโคลาเกิดน้ำท่วมมาแล้ว 2 ครั้งภายในเวลาเพียง 14 เดือน สำหรับเหตุการณ์ล่าสุด มวลน้ำแข็งและหินจากธารน้ำแข็งฝั่งเนปาลถล่มลงมาปิดกั้นลำน้ำไว้ชั่วคราว ก่อนที่แนวกั้นจะพังและปล่อยมวลน้ำปริมาณมหาศาลให้ไหลทะลักลงสู่พื้นที่ปลายน้ำอย่างฉับพลัน

ด้านโดโรธี ไฮน์ริช นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเรดดิงในสหราชอาณาจักร อธิบายว่า ลำน้ำในพื้นที่ภูเขาอาจแคบมากในบางช่วง เมื่อหิมะหรือดินถล่มลงมาปิดกั้นลำน้ำ น้ำปริมาณมากจะสะสมอยู่ด้านหลังสิ่งกีดขวาง และเมื่อแนวกั้นพังลง มวลน้ำทั้งหมดก็จะไหลทะลักออกมาด้วยความเร็วสูง

อีกหนึ่งลักษณะผิดปกติของเหตุการณ์ครั้งนี้คือ ก่อนเกิดเหตุแทบไม่มีฝนตก ชารีฟระบุว่า ระบบเตือนภัยน้ำท่วมส่วนใหญ่ทั่วโลกอาศัยสัญญาณจากฝนตกหนักหรือระดับน้ำที่ค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้น เมื่อเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีสัญญาณเตือนทั้งสองรูปแบบ ระบบจึงไม่สามารถแจ้งเตือนได้ตามปกติ

การที่มวลหินและน้ำแข็งถล่มลงมาปิดกั้นลำน้ำ ก่อนปล่อยมวลน้ำออกมาอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนมีเวลาเตรียมรับมือน้อยมาก สันยาลจึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับ “เทือกเขาหิมาลัยที่กำลังร้อนขึ้น”

แนวทางระยะยาวประการหนึ่งที่อาจช่วยลดความสูญเสียคือ การติดตั้งมาตรวัดระดับน้ำตามลำน้ำ และส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแบบเรียลไทม์ ชารีฟประเมินว่า ระบบลักษณะนี้อาจช่วยให้ประชาชนได้รับคำเตือนล่วงหน้าประมาณ 20-30 นาที

อย่างไรก็ตาม อันตรายยังไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับน้ำท่วมระลอกแรก จาง เฉียงกง หัวหน้าฝ่ายความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของ ICIMOD เตือนว่า อาจเกิดน้ำท่วมระลอกที่สองตามมา เพราะยังมีสิ่งกีดขวางปิดกั้นลำน้ำอยู่บริเวณต้นน้ำ

ธารน้ำแข็งถอยร่น เพิ่มความเปราะบางให้เส้นทางเศรษฐกิจบนหิมาลัย

เทือกเขาหิมาลัยซึ่งทอดตัวพาดผ่านหลายประเทศในเอเชียใต้ เป็นที่ตั้งของยอดเขาที่สูงที่สุดหลายแห่งของโลก รวมถึงธารน้ำแข็งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ พื้นที่ลาดชันและหุบเขาอันอุดมสมบูรณ์เบื้องล่างมีความเปราะบางเป็นพิเศษต่อน้ำท่วมและดินถล่ม ขณะเดียวกัน หุบเขาเหล่านี้ยังเป็นที่ตั้งของชุมชน เส้นทางคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเดินทางข้ามพรมแดน

ภูมิประเทศที่สูงชันทำให้เส้นทางตามแนวหุบเขามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสัญจร แต่ก็ทำให้เส้นทางเหล่านี้เปราะบางเมื่อเกิดภัยพิบัติ ถนนและอาคารที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งล่าสุดส่งผลให้การเดินทางในบางพื้นที่ต้องหยุดชะงัก ขณะที่ความไม่มั่นคงของระบบธารน้ำแข็งที่เพิ่มขึ้นยังคงคุกคามชุมชน โครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งน้ำทั่วทั้งภูมิภาค

พื้นที่เดียวกันนี้เคยเผชิญน้ำป่าในลักษณะคล้ายกันเมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อน หลังทะเลสาบธารน้ำแข็งแห่งหนึ่งในทิเบตเอ่อล้นจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ รวมถึงสะพานที่เชื่อมระหว่างเนปาลกับจีน

เนปาลยังเผชิญความเสี่ยงจากน้ำท่วมที่เกิดจากการแตกของทะเลสาบธารน้ำแข็ง หรือ GLOF ซึ่งหมายถึงเหตุการณ์ที่มวลน้ำปริมาณมหาศาลถูกปลดปล่อยออกจากทะเลสาบที่มีน้ำจากธารน้ำแข็งไหลลงมาเลี้ยงอย่างฉับพลันและรุนแรง

ภัยพิบัติลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 โดยมีต้นทางอยู่ในเทศมณฑลจี๋หลงของจีน ก่อนที่มวลน้ำจะไหลทะลักเข้าสู่เขตราสุวาของเนปาล 

เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว เช่น มรสุมรุนแรง ตลอดจนการละลายของธารน้ำแข็ง กำลังเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นในภูมิภาคนี้ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น นักวิจัยในกรุงกาฐมาณฑุพบเมื่อต้นปีว่า ธารน้ำแข็งทั่วภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัยกำลังละลายเร็วขึ้น โดยอัตราการสูญเสียน้ำแข็งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่านับตั้งแต่ปี 2543

ภัยคุกคามจากการละลายของธารน้ำแข็งจึงกลายเป็นข้อกังวลในระดับโลก อย่างไรก็ตาม สำหรับภัยพิบัติครั้งล่าสุดตามแนวชายแดนเนปาล-ทิเบต ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปอย่างชัดเจนว่าเหตุการณ์นี้เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ในช่วงหลายสัปดาห์หลังเกิดเหตุต่อจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจะศึกษาความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้นผ่านกระบวนการที่เรียกว่า “การศึกษาการระบุสาเหตุของเหตุการณ์” โดยวิเคราะห์ว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้มีโอกาสเกิดขึ้นมากเพียงใดภายใต้สภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ซึ่งร้อนขึ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เมื่อเปรียบเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม

ไฮน์ริชระบุว่า แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบนเทือกเขาหิมาลัยได้รับการบันทึกไว้อย่างชัดเจนแล้ว และมีความเชื่อมั่นในระดับสูงว่า ภูมิภาคนี้จะเผชิญคลื่นความร้อนมากขึ้น ธารน้ำแข็งถอยร่น และชั้นดินเยือกแข็งคงตัวลดลง ปัจจัยเหล่านี้สามารถเพิ่มโอกาสเกิดดินถล่มและน้ำท่วมจากการแตกของทะเลสาบธารน้ำแข็งได้

อย่างไรก็ดี การปรากฏของแนวโน้มดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุโดยตรงของภัยพิบัติครั้งนี้ ไฮน์ริชเน้นย้ำว่า ความเชื่อมโยงดังกล่าวจะยืนยันได้อย่างชัดเจนก็ต่อเมื่อมีการศึกษาการระบุสาเหตุของเหตุการณ์นี้โดยเฉพาะแล้วเท่านั้น

อ้างอิง: AP, CNA

แชร์
'น้ำป่าเนปาล' คร่าชีวิต ภาวะโลกร้อน-ธารน้ำแข็งถล่มอาจเป็นสาเหตุสำคัญ