
กรณีผู้ค้าส่งในมณฑลเหอเป่ย์ของจีนใช้สารละลายฟอร์มัลดีไฮด์ หรือ “ฟอร์มาลีน” กับผักกาดขาว เพื่อรักษาความสดระหว่างการขนส่ง กำลังสร้างคำถามต่อความปลอดภัยของสินค้าเกษตรจีน หลังทางการท้องถิ่นยืนยันว่าเหตุการณ์ที่ปรากฏในคลิปวิดีโอเกิดขึ้นจริง จนนำไปสู่การสอบสวนเส้นทางกระจายสินค้าและการสุ่มตรวจผักสดที่เน่าเสียง่ายทั่วประเทศจีน
เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งได้รับความสนใจจากผู้บริโภคไทย เมื่อจีนเป็นแหล่งนำเข้าผักและของปรุงแต่งจากผักอันดับ 1 ของไทย โดยปี 2568 ไทยนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากจีนมูลค่า 24,480.94 ล้านบาท หรือเกือบ 2.5 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน จีนยังครองอันดับ 1 ในฐานะแหล่งนำเข้าผลไม้และของปรุงแต่งจากผลไม้ของไทย ด้วยมูลค่า 21,951.48 ล้านบาทในปีเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่ระบุว่าผักกาดขาวที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในจีนถูกส่งมายังประเทศไทย ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยกระดับการเฝ้าระวังและสุ่มตรวจผักกาดขาวทั้ง ณ ด่านนำเข้าและตลาดค้าส่งในประเทศ โดยผลตรวจถึงวันที่ 25 สิงหาคม 2569 รวม 42 ตัวอย่าง ทั้งผักนำเข้าและผักที่ผลิตในประเทศ ยังไม่พบการปนเปื้อนฟอร์มาลินแม้แต่ตัวอย่างเดียว
จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์มาจากวิดีโอที่บล็อกเกอร์รายหนึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม โดยอ้างว่าผักกาดขาวหลายชุดในอำเภอคังเป่า เมืองจางเจียโข่ว มณฑลเหอเป่ย์ ถูกนำไปจุ่มในสารละลายฟอร์มัลดีไฮด์ก่อนบรรทุกขึ้นรถ เพื่อยืดอายุความสดและลดความเสียหายระหว่างการขนส่ง
หลังคลิปถูกเผยแพร่ ทางการอำเภอคังเป่าส่งเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานด้านเกษตรและกิจการชนบท การกำกับดูแลตลาด และตำรวจเข้าตรวจสอบทันที ก่อนยืนยันผลสอบสวนเบื้องต้นว่า เหตุการณ์ตามที่ปรากฏในคลิปเกิดขึ้นจริง และมีการใช้ฟอร์มัลดีไฮด์อย่างผิดกฎหมายในขั้นตอนการบรรทุกและขนส่งผัก
ตำรวจจีนได้ดำเนินมาตรการทางกฎหมายกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง พร้อมยึดยานพาหนะที่ใช้ขนส่งสินค้า ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังติดตามว่าผักกาดขาวจากล็อตที่เกี่ยวข้องถูกส่งไปยังพื้นที่ใดบ้าง โดยมีรายงานว่าสินค้าบางส่วนมุ่งหน้าไปยังเมืองซู่เชียน มณฑลเจียงซู และอีกส่วนหนึ่งถูกส่งไปยังตลาดในเมืองเหอเฝย์ มณฑลอันฮุย
ทางการอำเภอคังเป่ายังขยายการตรวจสอบครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิต การรับซื้อ การขนส่ง ไปจนถึงการจำหน่าย เพื่อค้นหาว่ามีการกระทำในลักษณะเดียวกันอีกหรือไม่ พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อการใช้สารต้องห้ามในสินค้าเกษตร
ในระดับประเทศ สำนักงานคณะกรรมการความปลอดภัยด้านอาหารแห่งคณะรัฐมนตรีจีน กระทรวงเกษตรและกิจการชนบท และสำนักงานบริหารการกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐ สั่งให้หน่วยงานท้องถิ่นทั่วประเทศเร่งสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมาย และสุ่มเก็บตัวอย่างผักสดที่เน่าเสียง่าย เช่น ผักกาดขาว พร้อมติดตามเส้นทางกระจายสินค้าเพื่อสกัดไม่ให้สินค้าที่อาจปนเปื้อนเข้าสู่ตลาด
ปมผักกาดขาวในจีนเกิดขึ้นท่ามกลางบทบาทของจีนในฐานะแหล่งนำเข้าสินค้าเกษตรสำคัญของไทย โดยเฉพาะผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์แปรรูปที่เกี่ยวข้อง
ข้อมูลจากสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ในปี 2568 ไทยนำเข้าผักและของปรุงแต่งจากผักจากจีนมูลค่า 24,480.94 ล้านบาท ทำให้จีนเป็นแหล่งนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้อันดับ 1 ของไทย ส่วนในช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2569 ไทยนำเข้าจากจีนแล้ว 13,723.70 ล้านบาท
ด้านผลไม้และของปรุงแต่งจากผลไม้ จีนเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ของไทยเช่นกัน โดยปี 2568 มีมูลค่านำเข้า 21,951.48 ล้านบาท และในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 11,315.53 ล้านบาท
นอกจากนี้ มูลค่าการนำเข้าผักและของปรุงแต่งจากผักจากจีนของไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จาก 12,532.89 ล้านบาทในปี 2564 เป็น 24,480.94 ล้านบาทในปี 2568 ขณะที่การนำเข้าผลไม้และของปรุงแต่งจากผลไม้มีความผันผวนเล็กน้อย โดยในปี 2568 ลดลงจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย สถิติย้อนหลังมีดังนี้
มูลค่านำเข้าผักและของปรุงแต่งจากผักจากจีนของไทย
มูลค่านำเข้าผลไม้และของปรุงแต่งจากผลไม้จากจีนของไทย
ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนมูลค่าการค้าผัก ผลไม้ และของปรุงแต่งในภาพรวม แต่ไม่ได้ระบุว่าสินค้านำเข้าจากจีนที่จำหน่ายในประเทศไทยเกี่ยวข้องกับผักกาดขาวล็อตที่กำลังถูกสอบสวนหรือไม่ การตรวจสอบแหล่งที่มาและการสุ่มตรวจสินค้าในไทยจึงเป็นกลไกสำคัญในการยืนยันความปลอดภัยของสินค้าที่เข้าสู่ตลาดแล้ว
ภายหลังมีรายงานการใช้ฟอร์มาลินกับผักกาดขาวในจีน อย. ได้สั่งให้ด่านอาหารและยาที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบแหล่งที่มาของผักนำเข้า พร้อมสุ่มเก็บตัวอย่างตามระดับความเสี่ยง และลงพื้นที่ตรวจผักกาดขาวที่จำหน่ายในตลาดค้าส่งภายในประเทศ
ผลการตรวจด้วยชุดทดสอบเบื้องต้น หรือ Test Kit ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ครอบคลุมด่านอาหารและยา 3 แห่ง ได้แก่ ด่านอาหารและยาเชียงของ ด่านอาหารและยาเชียงแสน และด่านอาหารและยาท่าเรือกรุงเทพ โดยตรวจผักกาดขาว กวางตุ้ง ผักกาดหอมโครัลลีฟ ผักชี และเซเลอรี่ รวม 22 ตัวอย่าง
นอกจากนี้ อย. ยังเก็บตัวอย่างผักกาดขาวจากตลาดค้าส่งในประเทศ 2 แห่งอีก 20 ตัวอย่าง แบ่งเป็นผักนำเข้า 11 ตัวอย่าง และผักที่ผลิตในประเทศ 9 ตัวอย่าง เมื่อรวมกับตัวอย่างจากด่านนำเข้าเป็นทั้งหมด 42 ตัวอย่าง ผลตรวจไม่พบการปนเปื้อนฟอร์มาลินในทุกตัวอย่าง
อย. ระบุว่า หากผลตรวจเบื้องต้นพบตัวอย่างที่เข้าข่ายต้องสงสัย จะส่งตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการและควบคุมสินค้าที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าที่อาจไม่ปลอดภัยถึงมือผู้บริโภค พร้อมเดินหน้าสุ่มตรวจและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ระบุว่า ปัจจุบัน อย. กำกับดูแลความปลอดภัยของผักและผลไม้ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐานของสถานที่คัดและบรรจุ การรับวัตถุดิบจากแหล่งที่ควบคุมการใช้สารเคมีให้อยู่ในระดับปลอดภัย ไปจนถึงการจัดทำระบบทวนสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ
มาตรการดังกล่าวดำเนินควบคู่กับการสุ่มตรวจ ณ สถานที่คัดและบรรจุ ด่านอาหารและยา และสถานที่จำหน่าย เพื่อเฝ้าระวังทั้งสารเคมีทางการเกษตรและสารที่ห้ามใช้ในอาหาร โดยมีการกำหนดแผนเฝ้าระวังเป็นประจำทุกปี
ฟอร์มาลดีไฮด์เป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ และถูกนำไปใช้ในด้านการแพทย์ การฆ่าเชื้อ การทำความสะอาด และภาคอุตสาหกรรม แต่ไม่อนุญาตให้นำมาใช้แช่ พ่น หรือรักษาความสดของอาหาร
ด้วยคุณสมบัติที่ช่วยชะลอการเน่าเสีย ฟอร์มาลดีไฮด์จึงอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกับผัก ผลไม้ อาหารทะเล หรือเนื้อสัตว์ เพื่อทำให้อาหารดูสดและเก็บได้นานขึ้น หากได้รับในปริมาณสูง อาจทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณปาก คอ และระบบทางเดินอาหาร รวมถึงอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเสีย และหากได้รับในปริมาณมากอาจก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงได้
สำหรับประเทศไทย อาหารที่มีการใช้ฟอร์มาลดีไฮด์ถือเป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 2 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท
อย. แนะนำให้ประชาชนเลือกซื้อผักและผลไม้จากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ และล้างให้สะอาดก่อนรับประทาน หากเป็นผักและผลไม้ปริมาณไม่มาก สามารถแช่ในน้ำสะอาดประมาณ 15 นาที พร้อมเขย่าหรือลูบเบา ๆ จากนั้นล้างผ่านน้ำสะอาดที่ไหลไม่น้อยกว่า 30 วินาที
อีกทางเลือกหนึ่งคือแช่ผักและผลไม้ในน้ำผสมเบกกิ้งโซดา อัตรา 1 ช้อนชาต่อน้ำ 4 ลิตร หรือน้ำผสมเกลือ อัตรา 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร เป็นเวลาประมาณ 15 นาที ก่อนล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง หากใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผักและผลไม้ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเลข อย. และปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด
ประชาชนสามารถสอบถามหรือตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ทางสายด่วน อย. 1556 ช่องทางออนไลน์ FDAThai ทุกแพลตฟอร์ม หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ขณะที่ อย. ยืนยันว่าจะเฝ้าระวังและสุ่มตรวจความปลอดภัยของผักและผลไม้ที่จำหน่ายในประเทศอย่างต่อเนื่อง