
อาทิตย์ที่ผ่านมา วิกฤตอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับวงการสาธารณสุขโลก เพราะการระบาดขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนมีผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 5,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตเกือบ 2,500 ราย
ล่าสุด องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้อนุมัติให้มีการจัดสรรวัคซีนอีโบลา “แอร์วีโบ” หรือ Ervebo จำนวน 70,000 โดสจากคลังสำรองระดับโลก เพื่อส่งเข้าไปช่วยรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
แต่สิ่งที่ทำให้การตัดสินใจครั้งนี้ถูกจับตา ไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น หากแต่อยู่ที่คำถามสำคัญว่า วัคซีนที่ WHO กำลังส่งเข้าไปนั้น อาจไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับไวรัสสายพันธุ์ที่กำลังระบาดโดยตรง แล้วไทยเสี่ยงแค่ไหน? ต้องรับมืออย่างไร?
ข้อมูลระบุว่า การระบาดครั้งนี้เกี่ยวข้องกับไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ “บุนดิบูเกียว” หรือ Bundibugyo virus ซึ่งเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของไวรัสในกลุ่มอีโบลา โดยในปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตแล้ว 2,476 รายจากคนติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันทั้งหมด 5,208 ราย
วัคซีน “แอร์วีโบ” เป็นวัคซีนที่ได้รับการยืนยันในการใช้ป้องกันโรคที่เกิดจากไวรัสอีโบลา แต่ไม่ใช่กับสายพันธุ์บุนดิบูเกียว หรือพูดง่าย ๆ ว่า ยังไม่มีวัคซีนใดที่ได้รับการรับรองโดยเฉพาะสำหรับไวรัสบุนดิบูเกียว
แต่สำหรับฝ่ายที่สนับสนุนการใช้วัคซีน การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนความจำเป็นของสถานการณ์ฉุกเฉินเพราะในพื้นที่ที่ระบบสาธารณสุขกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก การปล่อยให้บุคลากรด่านหน้าทำงานโดยไม่มีมาตรการป้องกันเพิ่มเติม อาจทำให้ระบบรับมือกับโรคระบาดอ่อนแอลงไปอีก และถ้าหากวัคซีนสามารถให้การป้องกันข้ามสายพันธุ์ได้ แม้เพียงบางส่วน ก็อาจช่วยลดความเสี่ยงให้กับกลุ่มคนที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อสูงที่สุด
ทาง WHO กล่าวว่า “เรายังไม่ทราบชัดเจนว่าประสิทธิภาพของวัคซีนแอร์วีโบจะสามารถป้องกันมนุษย์จากสายพันธุ์ได้ไหม” พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทดลองทางคลินิกเพื่อหลักฐานใหม่
หลังรัฐบาลคองโกได้มีการยื่นขอวัคซีน “แอร์วีโบ” กับกลุ่มประสานงานระหว่างประเทศด้านการจัดหาวัคซีน เนื่องจากการระบาดขยายตัวอย่างรวดเร็ว “กาวี” หรือ Gavi องค์การพันธมิตรเพื่อวัคซีนจะสนับสนุน 7ล้านดอลลาร์เพื่อช่วยในการขนส่งวัคซีนให้คองโก และอีก 6 ล้านดอลลาร์สำหรับการช่วยเหลือด้านการสนับสนุนปฏิบัติการฉีดวัคซีนในพื้นที่เสี่ยง
โดยตอนนี้แผนการรับมือของรัฐบาลคองโก และองค์การด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศแบ่งวัคซีน 70,000 โดสออกเป็น 2 ส่วน
นี่จึงเป็นสถานการณ์ที่มีสองเป้าหมายเกิดขึ้นพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือ การปกป้องคนที่กำลังเผชิญความเสี่ยงสูงที่สุดในเวลานี้ และอีกด้านหนึ่งคือ การใช้สถานการณ์ระบาดเพื่อค้นหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์ ที่โลกยังไม่มี
สหประชาชาติ และพันธมิตรด้านมนุษยธรรมยังได้ร่วมมือกับรัฐบาลคองโก เปิดตัวโครงการ “Congo River Without Ebola” หรือ “แม่น้ำคองโกปลอดอีโบลา” โดยมีเป้าหมายเพื่อเร่งสกัดการแพร่ระบาดผ่านมาตรการสำคัญ ตั้งแต่การเพิ่มศักยภาพในการรักษาผู้ป่วย การขยายระบบเฝ้าระวังโรค การเพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชน ไปจนถึงการจัดพิธีฝังศพที่ปลอดภัย และสมเกียรติ
เพราะสำหรับอีโบลา การควบคุมโรคไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัคซีนเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าเจ้าหน้าที่สามารถค้นหาผู้ติดเชื้อได้เร็วแค่ไหน แยกผู้ป่วยได้เร็วเพียงใด และชุมชนมีความเชื่อมั่นมากพอที่จะเข้าร่วมมาตรการควบคุมโรคหรือไม่
กรมควบคุมโรคประเทศไทยได้มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับโรคอีโบลาเพื่อป้องกันการตื่นตระหนกของประชาชน และรู้ทันวิธีป้องกันตัวเองจากโรคนี้ โดยมีข้อมูลดังนี้
สรุปคือ ตอนนี้โรคอีโบลาในไทยยังมีความเสี่ยงต่ำมาก ดังนั้นประชาชนในไทยไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก แต่เราควรรู้วิธีป้องกันตัวเองอย่างถูกต้อง