
เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวถึง 9.95% ในไตรมาส 3 ปี 2569 เป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 4 ปี และเร่งขึ้นจากไตรมาส 2 ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (NSO) ปรับตัวเลขการเติบโตเป็น 8.81% ขณะที่ไตรมาสแรกปรับขึ้นเป็น 8.15% ส่งผลให้เศรษฐกิจในช่วง 9 เดือนแรกของปีขยายตัว 9.01%
แรงส่งของเวียดนามมาจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การขยายตัวของอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง การค้าระหว่างประเทศที่เติบโตสูง รวมถึงการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศและนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ โดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประเมินว่า การเติบโตกระจายอยู่ในหลายภาคเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ADB มองว่า การปรับเปลี่ยนรูปแบบการเติบโตของเวียดนามยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เศรษฐกิจยังพึ่งพาการสะสมทุน สินเชื่อธนาคาร แรงงานต้นทุนต่ำ เงินลงทุนต่างชาติ และปัจจัยการผลิตนำเข้าในระดับสูง จึงยังมีความท้าทายในการรักษาการเติบโตให้ต่อเนื่องและยกระดับคุณภาพไปพร้อมกัน
Bui Minh Giap นักเศรษฐศาสตร์หลักของ ADB ประจำเวียดนาม อธิบายว่า เวียดนามพัฒนาเศรษฐกิจผ่านการดำเนินนโยบายเปิดประเทศอย่างต่อเนื่อง การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างมาก และการใช้ความได้เปรียบของกำลังแรงงาน
แนวทางเหล่านี้ช่วยให้เวียดนามเปลี่ยนจากประเทศรายได้ต่ำมาเป็นฐานการผลิตและส่งออกที่สำคัญของภูมิภาค โดย Giap ระบุว่า การลงทุนและการผลิตเป็นแรงขับเคลื่อนที่มีความสำคัญเป็นพิเศษต่อการเติบโตในระยะที่ผ่านมา
FDI ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยเด่น ทั้งเงินลงทุนจดทะเบียนและเงินลงทุนที่นำมาใช้จริงเพิ่มขึ้นในข้อมูลสะสมช่วง 6 เดือน 7 เดือน และ 8 เดือนแรกของปี สะท้อนว่าเวียดนามยังเป็นจุดหมายสำคัญในห่วงโซ่การผลิตของภูมิภาค
ข้อมูลล่าสุดจาก NSO ระบุว่า เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าในช่วงเดือนมกราคม-กันยายนเพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 21,070 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดสำหรับช่วง 9 เดือนแรกในรอบ 5 ปี ขณะที่ ADB ย้ำว่า FDI มีความสำคัญต่อทั้งการเติบโต การส่งออก เทคโนโลยี และการจ้างงานของเวียดนาม
พัฒนาการทางเศรษฐกิจยังสะท้อนผ่านระดับรายได้ของประเทศ ตามข้อมูลการจัดกลุ่มประเทศประจำปีของกลุ่มธนาคารโลก รายได้ประชาชาติมวลรวมต่อหัว หรือ GNI ต่อหัวของเวียดนามเพิ่มจาก 4,490 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 4,970 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 สูงกว่าเกณฑ์ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงที่ 4,636 ดอลลาร์สหรัฐ
เวียดนามจึงขยับเข้าสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงได้ก่อนเป้าหมายปี 2573 หลังอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างต่อเนื่อง 17 ปีนับตั้งแต่ปี 2552
สำหรับการเติบโตในไตรมาส 3 NSO ระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้างเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ สอดคล้องกับการประเมินของ ADB ที่ชี้ว่าอุตสาหกรรมการผลิตและการแปรรูปยังขยายตัวต่อเนื่อง
อีกสัญญาณหนึ่งคือดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต หรือ PMI ซึ่งตามข้อมูลที่ ADB อ้างอิง อยู่เหนือระดับ 50 จุดติดต่อกัน 14 เดือน สะท้อนการขยายตัวของภาคการผลิตที่ต่อเนื่อง และช่วยหนุนกิจกรรมในส่วนอื่นของเศรษฐกิจ
ด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 30.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 167,850 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นเร็วกว่า โดยขยายตัว 42.2% เป็น 170,330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในช่วง 9 เดือนแรก สหรัฐเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ด้วยมูลค่า 140,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนจีนเป็นแหล่งนำเข้าที่ใหญ่ที่สุด ด้วยมูลค่า 187,340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เวียดนามขาดดุลการค้าสะสม 19,420 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เดือนกันยายนกลับมาเกินดุล 1,270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการเกินดุลรายเดือนครั้งแรกของปี
Giap อธิบายว่า การขาดดุลการค้าบางส่วนสะท้อนการขยายตัวของการผลิต เพราะเวียดนามนำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์ วัตถุดิบ และชิ้นส่วนเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของภาคการผลิต โดยข้อมูลช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคมที่ ADB อ้างถึงระบุว่า การส่งออกเพิ่มขึ้น 21.7% มีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าอุตสาหกรรมเป็นแรงขับเคลื่อน ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 34.8% และทำให้ขาดดุลการค้าในช่วงดังกล่าว 20,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การนำเข้าที่เติบโตสูงจึงสะท้อนความต้องการปัจจัยการผลิตที่เพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม Giap ชี้ว่าอีกด้านหนึ่งของแนวโน้มนี้คือเศรษฐกิจภายในประเทศยังพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศอย่างมาก
Shantanu Chakraborty ผู้อำนวยการ ADB ประจำเวียดนาม ประเมินว่า การเติบโตของเวียดนามมีฐานกว้าง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากอุตสาหกรรมการผลิตและการแปรรูปที่ขยายตัว การบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว เงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง และการสนับสนุนเชิงนโยบายที่ทันต่อสถานการณ์
Giap ให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า การเติบโตในระยะที่ผ่านมาเกิดขึ้นในหลายส่วน ทั้งอุตสาหกรรม การก่อสร้าง บริการ เกษตรกรรม ตลอดจนการบริโภค การลงทุน และการค้า การประเมินของ ADB จึงชี้ว่าแรงส่งของเวียดนามครอบคลุมทั้งภาคการผลิตและกิจกรรมภายในประเทศ
Tim Leelahaphan นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ดูแลประเทศไทยและเวียดนาม ระบุว่า ความต้องการภายในประเทศที่แข็งแกร่ง การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัว และกิจกรรมการค้าที่คึกคักช่วยให้เศรษฐกิจเวียดนามยังมีความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอน โดยธนาคารคาดว่าการสนับสนุนเชิงนโยบายและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องจะช่วยประคองแนวโน้มการเติบโตจนถึงสิ้นปี
แม้เศรษฐกิจจะขยายตัวสูงในช่วง 9 เดือนแรก รัฐบาลเวียดนามยังต้องเผชิญโจทย์ท้าทายในการบรรลุเป้าหมายการเติบโตทั้งปีที่ 10% โดย Nguyen Thi Mai Hanh ผู้อำนวยการฝ่ายระบบบัญชีประชาชาติของ NSO ระบุว่า เศรษฐกิจไตรมาส 4 ต้องเติบโตอย่างน้อย 12.5% จึงจะทำได้ตามเป้าหมาย
ด้าน Pham Luu Hung หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และหัวหน้าฝ่ายวิจัยของ SSI Securities ประเมินว่า การเติบโตทั้งปีที่ 10% ยังเป็นไปได้ แต่มีความท้าทาย เพราะไตรมาสสุดท้ายต้องขยายตัวประมาณ 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
Nguyen ระบุถึงอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ความไม่แน่นอนด้านการค้า การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก ต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น รวมถึงแรงกดดันในการเร่งเบิกจ่ายเงินลงทุนภาครัฐ
ด้านราคา ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 5.08% จากปีก่อน สูงสุดในรอบ 4 เดือน ส่วนเงินเฟ้อเฉลี่ยช่วงเดือนมกราคมขกันยายนอยู่ที่ 4.5% เท่ากับเพดานเงินเฟ้อทั้งปีที่ผู้นำประเทศกำหนดไว้ ก่อนหน้านี้ เงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมขึ้นไปถึง 5.6% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากอากาศร้อน
สำหรับประมาณการทั้งปี รายงาน Asian Development Outlook เดือนกันยายนของ ADB ปรับคาดการณ์การเติบโตปี 2569 จาก 7.2% ที่ประเมินไว้ในเดือนกรกฎาคมเป็น 7.8% โดยเวียดนามได้รับการปรับเพิ่มประมาณการมากที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และยังถูกคาดหมายว่าจะเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในกลุ่มดังกล่าว ส่วนปี 2570 ADB คาดว่าจะเติบโต 7.6% เพิ่มจากประมาณการเดิมที่ 7.0%
ขณะที่รายงานคาดการณ์ของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ประเมินการเติบโตทั้งปี 2569 ไว้ที่ 9.5% และครึ่งหลังของปีที่ 10.6% โดยมองว่าแรงส่งทางเศรษฐกิจจะยังต่อเนื่องในช่วงเดือนสุดท้ายของปี แม้ความไม่แน่นอนจากภายนอกยังคงอยู่
ADB ชี้ว่า แม้เวียดนามจะมีพัฒนาการชัดเจน แต่รูปแบบการเติบโตยังพึ่งพาแหล่งเงินทุนและปัจจัยการผลิตเดิมในระดับสูง โดยหนึ่งในข้อจำกัดคือการพึ่งสินเชื่อธนาคาร ณ สิ้นปี 2568 ยอดสินเชื่อคงค้างของธนาคารมีขนาดเทียบเท่า 145% ของ GDP ขณะที่ตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชนมีขนาดเพียงประมาณ 10% ของ GDP
อีกโจทย์สำคัญคือการเพิ่มขีดความสามารถของภาคเอกชนในประเทศ Chakraborty ระบุว่า เวียดนามต้องทำให้ธุรกิจท้องถิ่นสามารถรับประโยชน์จาก FDI และเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าได้ลึกขึ้น โดยเฉพาะเมื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs คิดเป็น 95% ของธุรกิจทั้งหมด
เขาย้ำว่า การเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคเอกชนในประเทศต้องดำเนินควบคู่กับการรักษาบทบาทของ FDI ซึ่งยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ เป้าหมายคือทำให้ธุรกิจเวียดนามมีศักยภาพเพียงพอที่จะเชื่อมโยงกับการลงทุนต่างชาติและได้รับประโยชน์มากขึ้น
Giap เสนอว่า แนวทางการปฏิรูปควรขยับจากการมุ่งดึงดูดโครงการ FDI ไปสู่การสร้างระบบแวดล้อมด้านการลงทุนที่แข็งแกร่งรอบภาคธุรกิจต่างชาติ โดยการคัดเลือกการลงทุนและการให้สิทธิประโยชน์ควรให้น้ำหนักมากขึ้นกับมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา การจัดซื้อจากผู้ผลิตในประเทศ ทักษะแรงงาน ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม และความเชื่อมโยงกับธุรกิจเวียดนาม
ตามการประเมินของ ADB แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ FDI คุณภาพสูงเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจในประเทศได้มากขึ้น และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันระยะยาว โดย Chakraborty ย้ำว่า การเปลี่ยนรูปแบบการเติบโตเป็นสิ่งจำเป็นต่อการหลีกเลี่ยงกับดักรายได้ปานกลาง และการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายประเทศรายได้สูงภายในปี 2588
อ้างอิง: Bloomberg, Vietnam Plus 1, Vietnam Plus 2