
เมื่อการทำกำไรในประเทศยากขึ้น ขณะที่กำลังการผลิตยังขยายตัว บริษัทจีนจึงหันไปมองหาตลาดและโอกาสลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยกระจายเงินลงทุนบางส่วนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ตามยุทธศาสตร์ “China plus one” หรือการเพิ่มฐานการผลิตนอกจีน เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจและลดความเสี่ยงจากมาตรการภาษีและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า เวียดนามเคยเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุนตามยุทธศาสตร์นี้ แต่หลังสงครามการค้าระลอกใหม่ เวียดนามเริ่มสูญเสียความน่าสนใจ ขณะที่ "ไทย" กลายเป็นทางเลือกที่บริษัทจีนให้ความสนใจมากขึ้น
ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น และการตรวจสอบสินค้าจีนที่ส่งออกอ้อมผ่านประเทศอื่น (transshipment) ของสหรัฐฯ กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อฐานการผลิตในเวียดนาม ส่วนไทยมีจุดแข็งจากความพร้อมในการรองรับอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น
การเปลี่ยนทิศทางลงทุนครั้งนี้เปิดโอกาสให้ไทยดึงดูดเงินทุน โรงงาน และเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มเติม แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยง หากบางบริษัทใช้ไทยเป็นเพียงทางผ่านในการส่งออก และอาศัยฉลาก “Made in Thailand” เพื่อหลบเลี่ยงภาษี
โจทย์สำคัญของไทยจึงอยู่ที่การดึงดูดธุรกิจที่พร้อมเข้ามาตั้งฐานการผลิตและเติบโตในประเทศ ควบคู่กับการป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีที่อาจทำให้ไทยต้องเผชิญมาตรการตอบโต้ทางการค้าจากคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐฯ
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า ในปี 2568 ไทยได้รับเงินลงทุนจากจีน 5,330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับเวียดนามที่ได้รับ 2,460 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือไทยได้รับมากกว่าสองเท่า สะท้อนว่าไทยกำลังมีบทบาทเด่นขึ้นในแผนขยายธุรกิจต่างประเทศของบริษัทจีน
โดนัลด์ โลว์ ศาสตราจารย์ด้านนโยบายสาธารณะจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง มองว่า ไทยกำลังได้รับการยกให้เป็นตัวอย่างเด่นของยุทธศาสตร์ China plus one ในยุคใหม่ โดยมีความพร้อมของภาคการผลิตเป็นปัจจัยสำคัญ
“ไทยมีฐานการผลิตที่พัฒนาแล้วและมีความซับซ้อนพอสมควร ซึ่งก้าวหน้ากว่าเวียดนาม” โลว์กล่าว
ความได้เปรียบนี้ครอบคลุมทั้งทำเลและโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิม โรงงานที่ได้รับเงินลงทุนจากจีนจึงสามารถเชื่อมเข้ากับห่วงโซ่อุปทานที่กำลังขยายจากจีนสู่อาเซียนได้โดยตรง ทำให้ไทยมีศักยภาพรองรับผู้ผลิตที่ต้องการกระจายฐานการดำเนินงาน
โลว์ระบุว่า ไทยมีขีดความสามารถที่จำเป็นสำหรับการดึงดูดการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร รถยนต์ไฟฟ้า และแผงโซลาร์เซลล์ ขณะที่ข้อจำกัดของเวียดนามในด้านการรองรับโรงงานประกอบจากจีนเริ่มปรากฏชัดขึ้น
ตัวอย่างที่เจ้าหน้าที่ไทยนำมาใช้ชูความสำเร็จคือโรงงานรถยนต์ไฟฟ้าของบีวายดี หรือ BYD ในจังหวัดระยอง มูลค่า 490 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งผลิตรถยนต์คันแรกในไทยออกจากสายการผลิตเมื่อปี 2567 โรงงานแห่งนี้มีกำลังการผลิตปีละ 150,000 คัน และมีแรงงานไทย 10,000 คน
ในทางกลับกัน แผนของ BYD ที่จะสร้างโรงงานลักษณะเดียวกันในเวียดนาม ซึ่งเปิดเผยเมื่อปี 2567 เช่นกัน ยังเผชิญความล่าช้าในการก่อสร้าง ความคืบหน้าของสองโครงการจึงแตกต่างกัน ขณะที่ไทยใช้โรงงานที่เริ่มผลิตแล้วเป็นตัวอย่างของความพร้อมในการรับการลงทุน
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ยังแสดงให้เห็นความสนใจลงทุนจากจีนอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีโครงการจากจีนแผ่นดินใหญ่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 321 โครงการ คิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของจำนวนโครงการทั้งหมด มีมูลค่าเงินลงทุน 45,700 ล้านบาท หรือประมาณ 9,700 ล้านหยวน และ 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนในช่วงปี 2564-2568 เงินลงทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่ในไทยรวมอยู่ที่ 132,500 ล้านหยวน โดยมีอัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าเฉลี่ย 56% ไทยยังขึ้นมาอยู่ในกลุ่มสี่ประเทศอาเซียนที่รับการลงทุนโดยตรงจากจีนสูงสุด ร่วมกับสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย
โลว์อธิบายว่า เวียดนามเริ่มเผชิญข้อจำกัดในการรองรับฐานการผลิตจากจีน โดยเฉพาะธุรกิจประกอบสินค้า ตั้งแต่ก่อนสหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีกับสินค้าที่ส่งออกอ้อมผ่านประเทศอื่น ทั้งปัญหาคอขวดด้านโครงสร้างพื้นฐานและต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น ทำให้เวียดนามมีความน่าสนใจลดลงสำหรับผู้ผลิตกลุ่มนี้
มาตรการตรวจสอบทางการค้าของสหรัฐฯ จึงยิ่งซ้ำเติมข้อจำกัดที่มีอยู่ โดยเฉพาะ ภาษีลงโทษ 40% สำหรับสินค้าจีนที่ถูกตรวจพบว่าส่งออกอ้อมผ่านเวียดนาม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้บริษัทที่ใช้ประเทศนี้เป็นช่องทางส่งสินค้าไปยังตลาดสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน ภายในเวียดนามเริ่มมีคำถามมากขึ้นว่า การลงทุนจากบริษัทจีนที่มุ่งหลีกเลี่ยงภาษีสหรัฐฯ สร้างประโยชน์ให้ผู้ผลิตท้องถิ่นมากเพียงใด โลว์ระบุว่า มีความเห็นเพิ่มขึ้นว่าผู้ประกอบการเวียดนามไม่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนเหล่านี้ตามที่คาดหวัง
ข้อกังวลครอบคลุมตั้งแต่การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่จำกัด การลงทุนที่ไม่ได้ช่วยยกระดับเศรษฐกิจ ไปจนถึงความเป็นไปได้ที่บริษัทจีนจะเข้ามาแย่งตลาดจากผู้ประกอบการเวียดนามเอง
โลว์จึงมองว่า ข้อจำกัดด้านการผลิตและทัศนคติที่เปลี่ยนไปต่อทุนจีน อาจทำให้เวียดนามผ่านช่วงที่เป็นจุดหมายยอดนิยมของการลงทุนรูปแบบเดิมไปแล้ว โดยมีมาตรการภาษีของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยเร่ง ขณะที่ไทยยังคาดหวังว่าจะมีบริษัทจีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตเพิ่มขึ้น
เจ้าหน้าที่ด้านการค้ารายหนึ่งของสำนักงานบีโอไอในจีน ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่า ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่ค่อนข้างเอื้ออำนวย ช่วยเพิ่มโอกาสให้บริษัทที่ต้องการเข้ามาตั้งฐานธุรกิจในไทย
เจ้าหน้าที่รายนี้ชี้ว่า ไทยมีความตกลงการค้าเสรี 17 ฉบับ ครอบคลุมคู่ค้า 24 เขตเศรษฐกิจ ช่วยให้ผู้ผลิตเข้าถึงตลาดส่งออกได้กว้างขึ้น ส่วนความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ก็ยังอาจเปิดโอกาสให้สินค้าบางรายการได้รับอัตราภาษี 0%
ในมุมมองของเจ้าหน้าที่ เวียดนามเผชิญความเสี่ยงด้านภาษีจากสหรัฐฯ มากกว่าไทย เพราะนอกจากต้องรับมือกับกฎการส่งผ่านสินค้าที่เข้มงวดขึ้นแล้ว ยังมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงเป็นสองเท่าของไทย ขณะที่ไทยยังถูกจับตาน้อยกว่าโดยเปรียบเทียบ แม้ต้องผ่านการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าเช่นกัน
เงื่อนไขทางการค้าเหล่านี้มีแนวโน้มส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ผลิตจีน ควบคู่กับต้นทุนวัตถุดิบและโอกาสทำกำไร ตัวอย่างหนึ่งคือ Shandong Bailong Chuangyuan Bio-tech หนึ่งในผู้ผลิตส่วนผสมอาหารรายใหญ่ของจีน ซึ่งระบุในเอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ว่า ได้ระดมทุน 748 ล้านหยวนเพื่อขยายการดำเนินงานในไทย
บริษัทมองว่าการขยายกิจการครั้งนี้เป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ โดยโรงงานในไทยจะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรจากต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำและข้อได้เปรียบด้านภาษี รวมถึงช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ
การเลือกไทยเป็นฐานผลิตจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ทั้งต้นทุน สิทธิประโยชน์ทางการค้า และการเข้าถึงตลาด อย่างไรก็ตาม ข้อได้เปรียบเหล่านี้ก็อาจดึงดูดบริษัทที่มองหาช่องโหว่ทางภาษีเข้ามาด้วย
แม้บริษัทจีนจะให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น แต่เป้าหมายของแต่ละรายแตกต่างกัน เจ้าหน้าที่บีโอไอรายเดิมระบุว่า บางบริษัทมองไทยเป็นฐานส่งออกแห่งใหม่ต่อจากเวียดนาม โดยต้องการเพียงเปลี่ยนเส้นทางส่งสินค้าผ่านประเทศอื่น
“สิ่งที่พวกเขาต้องการคือฉลาก ‘Made in Thailand’” เจ้าหน้าที่รายนี้กล่าว
ความสัมพันธ์ทางการค้าที่ค่อนข้างเอื้ออำนวยของไทยจึงเปิดโอกาสให้ทั้งบริษัทที่ต้องการสร้างฐานธุรกิจในประเทศ และผู้ส่งออกที่มองหาช่องโหว่เพื่อหลบเลี่ยงภาษี นักวิเคราะห์บางส่วนเตือนว่า หากไทยกลายเป็นจุดหมายใหม่ของผู้ผลิตกลุ่มหลัง ก็อาจเผชิญการตรวจสอบและข้อจำกัดทางการค้าเช่นเดียวกับเวียดนาม
แดน มาร์ติน ที่ปรึกษาธุรกิจระหว่างประเทศประจำเวียดนามของบริษัทที่ปรึกษา Dezan Shira & Associates ระบุว่า สหรัฐฯ มีเครื่องมือสำหรับตรวจสอบพฤติกรรมเหล่านี้ เช่น การสอบสวนภายใต้มาตรา 301 และสามารถขยายการตรวจสอบไปยังประเทศอื่นได้
“ประเทศอื่นอย่างไทยก็อาจถูกตรวจสอบเช่นเดียวกับเวียดนาม ผู้ส่งออกควรเลิกมองหาช่องโหว่แห่งถัดไป” มาร์ตินกล่าว
การพึ่งพาความได้เปรียบจากเส้นทางส่งออกเพียงอย่างเดียวจึงมีความเสี่ยง แม้เจ้าหน้าที่บีโอไอจะมองว่าไทยยังถูกจับตาน้อยกว่าเวียดนาม แต่สินค้าที่ส่งออกจากไทยยังอยู่ภายใต้การตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า และอาจเผชิญมาตรการที่เข้มงวดขึ้นได้
ทางการไทยกำลังนำบทเรียนจากเวียดนามมาใช้รับมือกับความเสี่ยงที่ไทยจะถูกใช้เป็นทางผ่านส่งออกสินค้า โดยเฉพาะกรณีที่มีเพียงการแปรรูปเล็กน้อยหรือเปลี่ยนฉลาก เพื่อสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าก่อนส่งไปยังตลาดปลายทาง
สื่อไทยรายงานว่า กรมการค้าต่างประเทศเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบกิจกรรมเหล่านี้ โดยติดตามสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากจีนอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดทำบัญชีเฝ้าระวังกลุ่มอุตสาหกรรมที่เสี่ยงใช้ไทยเป็นช่องทางหลบเลี่ยงภาษี
ไทยยังร่วมมือกับสหรัฐฯ ตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานที่น่าสงสัย และเพิ่มความเข้มงวดในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการตอบโต้ทางการค้า รักษาการเข้าถึงตลาด และปกป้องผู้ผลิตในประเทศที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง
กรณีท่อเหล็กเป็นตัวอย่างของปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ในปี 2568 คณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุนของไทยวินิจฉัยว่า ท่อเหล็กจากจีนบางรายการถูกปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยหรือส่งผ่านไทยเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งเข้าข่ายหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด
ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ วินิจฉัยว่า ท่อเหล็กนำเข้าที่ผ่านขั้นตอนการผลิตสุดท้ายในไทยโดยใช้เหล็กแท่งจากจีน เป็นการหลบเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาดเช่นกัน
การตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าจึงมีเป้าหมายทั้งสกัดการหลบเลี่ยงภาษีของผู้ส่งออกบางราย และป้องกันผลกระทบที่อาจลุกลามไปถึงผู้ผลิตที่ทำธุรกิจอย่างถูกต้อง หากการใช้ไทยเป็นทางผ่านส่งออกนำไปสู่ข้อจำกัดทางการค้าจากสหรัฐฯ
แม้เพิ่มความเข้มงวดกับการเปลี่ยนเส้นทางส่งออกและการหลบเลี่ยงภาษี ผู้แทนฝ่ายไทยในจีนยังยืนยันว่า ไทยเปิดรับการลงทุนจีนอย่างเต็มที่ และพร้อมช่วยให้บริษัทใช้ประโยชน์จากศักยภาพของประเทศ
Siwadee Suksawate กงสุลฝ่ายการพาณิชย์ประจำสถานกงสุลใหญ่ไทย ณ นครกว่างโจว ระบุว่า มีโอกาสอีกมากสำหรับบริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนและจำหน่ายสินค้าในตลาดท้องถิ่น ภายใต้แนวคิด “ลงทุนในพื้นที่ และขายในพื้นที่”
เธอชี้ว่า ไทยมีตลาดในประเทศขนาด 66 ล้านคน และมีความพร้อมดึงดูดผู้ผลิตที่ต้องการกระจายฐานการผลิตและดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับตลาดท้องถิ่น โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า
ในมุมมองของเธอ บริษัทจีนจำนวนมากขึ้นมีความผูกพันกับไทยในระยะยาว ทั้งการผลิตและการบริหารจัดการในประเทศ ขณะที่ไทยให้ความสำคัญกับการดึงดูดอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เทคโนโลยีขั้นสูง และปรับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและมาตรการอื่นเพื่อรองรับ โดยเฉพาะการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี
หลิว เฉวียนเหล่ย (Liu Quanlei) ประธานหอการค้าวิสาหกิจจีนในไทย สะท้อนแนวโน้มคล้ายกันระหว่างการสัมมนาธุรกิจในงานมหกรรมจีน-อาเซียน ครั้งที่ 23 ที่นครหนานหนิงเมื่อเดือนกันยายน โดยระบุว่า บริษัทจีนหันมาให้ความสำคัญกับการขายสินค้าในไทยและอาเซียนมากขึ้น
แนวโน้มนี้เห็นได้ชัดในธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัล ซึ่งมี Huawei และ ZTE เป็นตัวอย่าง กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มี Haier, Midea และ TCL รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง BYD และ Chery
นอกจากการขายในตลาดท้องถิ่น หลิวระบุว่า ผู้ลงทุนจีนบางส่วนยังส่งสินค้าสำเร็จรูปและส่วนประกอบกลับไปจีนด้วย โดยสินค้าที่เขากล่าวถึงมีทั้งข้าว ยางพารา และโลหะนอกกลุ่มเหล็ก สะท้อนว่าการลงทุนในประเทศใกล้เคียงยังเชื่อมโยงกับความต้องการซื้อจากตลาดจีน
หลิวคาดว่า ความต้องการนำเข้าเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ต่อเนื่องให้ไทย เวียดนาม และประเทศรอบข้างของจีน รวมถึงผู้ผลิตจีนที่เข้าไปตั้งฐานในประเทศเหล่านั้น ผ่านการขยายตัวของการค้าสองทาง
เสียงสนับสนุนการลงทุนจีนยังปรากฏในบทบรรณาธิการของ Thailand Business News เมื่อเดือนพฤษภาคม ซึ่งมองว่า ไทยมีเหตุผลที่จะต้อนรับทุนจีน เพราะเงินทุนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง โรงงานกำลังก่อสร้าง และเทคโนโลยีกำลังเข้ามา
บทบรรณาธิการดังกล่าวเห็นว่า สำหรับเศรษฐกิจกำลังพัฒนาที่ต้องการเร่งยกระดับอุตสาหกรรม ความสัมพันธ์ด้านการลงทุนเช่นนี้เป็นโอกาสที่ควรรักษาไว้ ขณะที่มุมมองในเวียดนามบางส่วนเริ่มกังวลต่อประโยชน์ที่เศรษฐกิจท้องถิ่นได้รับจากการลงทุนจีน
บรรยากาศการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่ผ่อนคลายลงเป็นอีกปัจจัยที่อาจเปลี่ยนทิศทางการลงทุน หลังภาษีขึ้นไปอยู่ในระดับสูงในปี 2568 ทั้งสองประเทศได้ขยายเวลาพักรบทางการค้า โดยความตึงเครียดลดลงมากขึ้นหลังการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในปี 2569
ภายใต้กลไก Board of Trade ที่จัดตั้งขึ้นใหม่ สหรัฐฯ ตกลงจะจัดทำรายชื่อสินค้าจีนที่ไม่อ่อนไหว มูลค่ารวม 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยกเว้นภาษี โดยมีการกล่าวถึงสินค้าอย่างของเล่น ดอกไม้ไฟ และของใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนจีนเห็นชอบในหลักการที่จะให้การยกเว้นในลักษณะเดียวกัน
เจ้าหน้าที่และภาคธุรกิจจากไทย เวียดนาม และจีนมองว่า ความตึงเครียดทางการค้าที่ลดลงอาจทำให้บริษัทจีนมีแรงจูงใจน้อยลงในการใช้ประเทศอื่นเป็นทางผ่านส่งออกสินค้า
ในมุมมองของ Siwadee บริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนในไทยระลอกใหม่จะให้ความสำคัญกับข้อได้เปรียบของไทยมากขึ้น ขณะที่การลงทุนเพื่อใช้ไทยเป็นทางผ่านส่งออกสินค้ามีแนวโน้มลดลง ซึ่งสอดคล้องกับความพยายามของไทยในการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและธุรกิจที่พร้อมลงทุนระยะยาว
อย่างไรก็ตาม มุมมองดังกล่าวยังเป็นการประเมินแนวโน้มของผู้ให้สัมภาษณ์ ไทยยังต้องรับมือกับความเสี่ยงจากการตรวจสอบของสหรัฐฯ ควบคู่กับการป้องกันการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า
แม้ช่วงที่ผ่านมาไทยจะดึงดูดเงินลงทุนจากจีนได้มากกว่า และการใช้เวียดนามเป็นทางผ่านส่งออกเริ่มเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น แต่เวียดนามยังมีโอกาสจากการยกระดับอุตสาหกรรมและการเปิดเส้นทางการค้าใหม่
โลว์มองว่า เวียดนามกำลังก้าวพ้นจากการเป็นเศรษฐกิจรายได้ต่ำและฐานการผลิตต้นทุนต่ำ จึงเป็นเรื่องปกติที่ประเทศจะหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมและขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี มากกว่าการดึงดูดการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ
ในงานมหกรรมจีน-อาเซียนเมื่อเดือนกันยายน ผู้ประกอบการเวียดนามร่วมจัดแสดงสินค้ารวม 170 คูหา บนพื้นที่ 3,000 ตารางเมตร ขณะที่ Pham Gia Tuc รองนายกรัฐมนตรีเวียดนาม แสดงความพร้อมต้อนรับการค้าและการลงทุนจากจีนในสาขาปัญญาประดิษฐ์ การผลิตอัจฉริยะ และการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม โดยไม่ได้กล่าวถึงการใช้เวียดนามเป็นทางผ่านส่งออก
เวียดนามยังอาจได้รับประโยชน์จากคลองผิงลู่ของจีน ซึ่งเปิดเมื่อเดือนกันยายน เส้นทางน้ำสายนี้เชื่อมภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนออกสู่อ่าวตังเกี๋ย และเชื่อมต่อไปยังท่าเรือเวียดนามหลายแห่งที่อยู่ใกล้เคียง
โครงการนี้คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้หลายหมื่นล้านหยวนต่อปี พร้อมกระตุ้นการค้าสองทางระหว่างจีนกับอาเซียน ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความได้เปรียบทางการค้าของเวียดนาม และเปิดโอกาสให้ประเทศมีบทบาทเป็นประตูการค้าเชื่อมอาเซียนกับจีน เศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลก
สำหรับไทย ความพร้อมของฐานอุตสาหกรรมและเครือข่ายการค้าช่วยดึงดูดบริษัทจีนเข้ามาลงทุนได้มากขึ้นแล้ว โจทย์ต่อไปคือการนำเงินลงทุนเหล่านี้มาสร้างการผลิต การจ้างงาน และธุรกิจที่เชื่อมโยงกับตลาดในประเทศและภูมิภาค ควบคู่กับการป้องกันการใช้ไทยเป็นทางผ่านส่งออกเพื่อหลบเลี่ยงภาษีและการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อรักษาประโยชน์จากการลงทุนท่ามกลางเงื่อนไขการค้าที่เปลี่ยนแปลง
อ้างอิง: SCMP