
วันที่ 26 ต.ค. 69 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์สถานการณ์การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ความเคลื่อนไหวของพรรคประชาชนในฐานะแกนนำฝ่ายค้านครั้งนี้ กำลังสะท้อนปัญหาการวางยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่อาจย้อนกลับมาสร้างความเสียหายให้กับพรรคเอง โดยเฉพาะการกำหนดเงื่อนไขการอภิปรายที่ทำให้ไม่สามารถเดินหน้าได้ตามกรอบเวลาที่วางไว้ในช่วงปลายเดือน ต.ค.
ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า สิ่งที่น่าสนใจคือ พรรคประชาชนซึ่งมีประสบการณ์ในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านและอภิปรายไม่ไว้วางใจมาแล้วหลายครั้ง กลับไม่สามารถกำหนดจังหวะทางการเมืองเพื่อกดดันรัฐบาลได้ตามที่ต้องการ ทั้งที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจควรเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร แต่สถานการณ์กลับกลายเป็นว่าฝ่ายค้านต้องรอความชัดเจนเรื่องวันเวลา ขณะที่รัฐบาลมีโอกาสจัดระเบียบเสียงสนับสนุนของตัวเองให้เข้มแข็งขึ้น
ปัญหาสำคัญอยู่ที่การกำหนดเป้าหมายอภิปรายรัฐมนตรีถึง 18 คน ซึ่งล้วนสังกัดพรรคภูมิใจไทย ทำให้การจัดตารางอภิปรายมีข้อจำกัดจากภารกิจของรัฐมนตรีที่ถูกระบุชื่อ และต้องอาศัยการประสานงานระหว่างวิปทั้ง 3 ฝ่าย แต่การหารือที่ผ่านมา 2 ครั้งยังไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ สะท้อนว่าการประนีประนอมทางการเมืองยังไม่เกิดขึ้น และไม่มีความแน่นอนว่าการอภิปรายจะเริ่มต้นได้เมื่อใด
สถานการณ์ดังกล่าวจึงกลายเป็นประเด็นที่น่าจับตา เพราะแม้ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว แต่กลับไม่สามารถผลักดันให้เข้าสู่กระบวนการอภิปรายได้ตามกำหนด ซึ่งในมุมของการต่อสู้ทางการเมือง ถือเป็นความเสียเปรียบด้านการกำหนดจังหวะและการควบคุมสถานการณ์
ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.วันวิชิต วิเคราะห์ว่า ความเคลื่อนไหวของพรรคประชาชนยังส่งผลต่อสมการเสียงในสภา โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีแนวโน้มประสานความร่วมมือกันมากขึ้น ทำให้รัฐบาลมีทางเลือกในการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองเพิ่มขึ้น
ในทางกลับกัน พรรคประชาชนยังต้องเผชิญข้อจำกัดเรื่องการจัดสรรเวลาอภิปรายให้พรรคกล้าธรรม หากมีการเข้ามามีบทบาทในกระบวนการดังกล่าว เท่ากับว่าการวางเกมของฝ่ายค้านอาจเปิดพื้นที่ให้กลุ่มการเมืองอื่นเข้ามามีอำนาจต่อรองมากขึ้น โดยไม่ได้ทำให้แรงกดดันต่อรัฐบาลเพิ่มขึ้นตามที่คาดหวัง
นอกจากนี้ การขยับตัวของพรรคกล้าธรรมยังอาจส่งผลต่อพรรคเพื่อไทย เพราะหากเกิดความไม่แน่นอนในการลงมติของ สส.พรรคเพื่อไทย รัฐบาลก็อาจมีทางเลือกในการประสานเสียงสนับสนุนจากพรรคกล้าธรรมมากขึ้น กลายเป็นแรงกดดันให้พรรคเพื่อไทยต้องแสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างชัดเจน
ผศ.ดร.วันวิชิต ยังมองว่า หากการอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นภายใต้สมการเสียงที่รัฐบาลยังคงมีเสถียรภาพ ผลของการอภิปรายก็อาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในสภาได้ และอาจกลายเป็นเพียงกระบวนการตรวจสอบตามบทบาทของฝ่ายค้าน มากกว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามที่ฝ่ายยื่นญัตติต้องการ
ท้ายที่สุด ประเด็นสำคัญอยู่ที่พรรคประชาชนจะสามารถปรับยุทธศาสตร์เพื่อรักษาบทบาทการนำฝ่ายค้าน และป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งทางการเมืองย้อนกลับมาส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของตัวเองได้อย่างไร
ตอนนี้เหมือนพรรคประชาชน ต้องมานั่งแก้เกมของตัวเอง ถ้าเกิดอภิปรายไม่ได้ช่วงเวลาตามเป้า แถมฝ่ายรัฐบาลยังได้เสียงกล้าธรรมไปอีก เป็นการเสริมแกร่งพรรคน้ำเงิน แล้วคานอำนาจไปในตัว เท่านี้ พรรคประชาชน ก็เหมือนแพ้ ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นชกแล้ว
“นอกจากนั้น พรรคประชาชนยังมีปัญหาภายใน หรือการวิพากษ์วิจารณ์จากคนกันเอง เรื่องบันเทิงธิปไตย ทำให้เกิดเสียรูปขบวน เกิดการโจมตีกันไปมากันเอง
พร้อมๆ กับจังหวะของการหน้าที่พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์ที่ใช้จังหวะนี้ออกมาทำหน้าที่นำการค้านอย่างมีชั้นเชิงขึ้นมาเบียดพรรคประชาชน
คำถามกลับไปยังพรรคประชาชนก็คือ การยื่นซักฟอกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น มีข้อมูลหลักฐานจริงที่น่าเชื่อถือ มากน้อยแค่ไหน ถ้ามี ก็ขอให้ยืนอภิปรายมัน 18 รมต. ดีกว่าการมาตัดใครออกจากการอภิปรายในครั้งนี้ ถ้าเลือกทางง่าย ก็จะดูเหมือนการแก้เกมของตัวเอง ที่ผูกเงื่อนผิดมาแต่ต้น”
Advertisement