Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ประชาชนเซอร์เบียชนะเลือกตั้งอย่างไร แบบไม่มีพรรค-นักการเมืองอาชีพ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ประชาชนเซอร์เบียชนะเลือกตั้งอย่างไร แบบไม่มีพรรค-นักการเมืองอาชีพ

26 ต.ค. 69
15:14 น.
แชร์

พลังประชาชนกำลังเปลี่ยนขั้วอำนาจในเซอร์เบีย จากโศกนาฏกรรมที่จุดชนวนให้นักศึกษาออกมาทวงถามความรับผิดชอบจากรัฐเมื่อเกือบสองปีก่อน การประท้วงได้ขยายเป็นการเคลื่อนไหวของประชาชน จนเปลี่ยนเสียงเรียกร้องบนท้องถนนให้เป็นคะแนนเสียงที่เอาชนะกลุ่มการเมืองซึ่งครองอำนาจมานานกว่าทศวรรษ และเปิดทางให้ตัวแทนของขบวนการก้าวขึ้นครองเสียงข้างมากในรัฐสภาได้สำเร็จ

คืนวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ถนนหลายสายในกรุงเบลเกรด ประเทศเซอร์เบีย เต็มไปด้วยผู้คนที่ออกมาเฉลิมฉลอง หลังอเล็กซานดาร์ วูชิช อดีตประธานาธิบดีและผู้มีบทบาทนำในการเมืองเซอร์เบียมานานกว่าสิบปี ออกมายอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งรัฐสภาต่อ Student List กลุ่มผู้สมัครที่ขบวนการนักศึกษาคัดเลือกและสนับสนุน

ผลนับคะแนนเบื้องต้นของคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสาธารณรัฐ (RIK) จากหน่วยเลือกตั้งที่ประมวลผลแล้ว 7,998 แห่ง จากทั้งหมด 8,392 แห่ง ระบุว่า Student List ได้คะแนน 52.33% หรือราว 2.16 ล้านเสียง ส่วนกลุ่ม Aleksandar Vučić - United Serbia ได้ 39.44% หรือราว 1.63 ล้านเสียง โดยมีผู้มาใช้สิทธิ 68.76%

ขณะที่ผลคาดการณ์ขององค์กรติดตามการเลือกตั้ง CeSID และบริษัทสำรวจความคิดเห็น Ipsos จากการประมวลผลหน่วยตัวอย่าง 96% ประเมินว่า Student List ได้คะแนน 52.9% คิดเป็น 140 ที่นั่งจากทั้งหมด 250 ที่นั่ง ส่วน Aleksandar Vučić - United Serbia ได้ 38.8% หรือ 103 ที่นั่ง และอีก 7 ที่นั่งเป็นของบัญชีรายชื่อชนกลุ่มน้อย สำหรับบัญชีรายชื่อของอีวิตซา ดาชิช (Ivica Dačić) จากพรรคสังคมนิยมเซอร์เบีย (SPS) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลของพรรคก้าวหน้าเซอร์เบีย (SNS) ได้คะแนนราว 2.2% ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ 3%

หากผลอย่างเป็นทางการยืนยันตามคาดการณ์นี้ Student List จะมีที่นั่งเกินเกณฑ์เสียงข้างมากที่ 126 ที่นั่ง และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยตนเอง ชัยชนะในการเลือกตั้งจึงเปิดทางให้กลุ่มผู้สมัครที่นักศึกษาสนับสนุนเข้าไปผลักดันข้อเรียกร้องผ่านทั้งรัฐสภาและรัฐบาล

เบื้องหลังคะแนนเสียงเหล่านี้คือการสร้างขบวนการที่ค่อย ๆ ขยายจากมหาวิทยาลัยไปสู่ประชาชนในวงกว้าง นักศึกษาเริ่มจากการรวมตัวเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลและตรวจสอบผู้รับผิดชอบ ก่อนสร้างเครือข่ายกับประชาชน คัดเลือกผู้สมัคร เสนอนโยบาย และรณรงค์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาลงคะแนน เส้นทางนี้ทำให้การประท้วงพัฒนาเป็นทางเลือกทางการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้าไปกำหนดทิศทางประเทศ

โศกนาฏกรรมที่ทำให้ประชาชนตั้งคำถามกับอำนาจรัฐ

การเคลื่อนไหวเริ่มต้นจากเหตุหลังคากันสาดคอนกรีตของสถานีรถไฟเมืองโนวีซาดพังถล่มเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 16 คน โศกนาฏกรรมครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจไปทั่วประเทศ เพราะสถานีเพิ่งผ่านการปรับปรุงและเปิดใช้งานได้ไม่นาน

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานการก่อสร้างและการตรวจสอบโครงการ ตลอดจนความโปร่งใสของสัญญาและข้อสงสัยเรื่องการทุจริต โดยมีคำถามสำคัญว่า ใครต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น

ในสายตาของผู้ประท้วง โศกนาฏกรรมครั้งนี้สะท้อนปัญหาของระบบที่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและตรวจสอบการทำงานของรัฐได้ยาก โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงสถานี และแต่ละฝ่ายต้องรับผิดชอบอย่างไร

นักศึกษาเริ่มปิดคณะและมหาวิทยาลัยเพื่อประท้วง พร้อมเรียกร้องให้รัฐเปิดเผยเอกสารเกี่ยวกับการปรับปรุงสถานีทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบสัญญา ค่าใช้จ่าย และผู้เกี่ยวข้องกับโครงการได้

ต่อมา ข้อเรียกร้องยังขยายไปถึงการดำเนินคดีกับผู้ทำร้ายนักศึกษาและอาจารย์ การยุติคดีต่อนักศึกษาที่เข้าร่วมประท้วง และการเพิ่มงบประมาณอุดมศึกษา 20% ทำให้การเคลื่อนไหวเชื่อมโยงทั้งการเรียกร้องความยุติธรรม การปกป้องสิทธิในการแสดงออก และอนาคตของระบบการศึกษาเข้าด้วยกัน

แรงสนับสนุนค่อย ๆ ขยายวงออกไปนอกมหาวิทยาลัย สำนักข่าวเอพีรายงานตั้งแต่ปลายปี 2567 ว่านักศึกษาได้รับการสนับสนุนจากคนหลายกลุ่ม ทั้งอาจารย์ เกษตรกร นักแสดง และนักกฎหมาย ขณะที่บีบีซีระบุว่าขบวนการขยายครอบคลุมคนหลายภาคส่วนของสังคม รวมถึงผู้พิพากษา ความสูญเสียที่โนวีซาดจึงกลายเป็นจุดร่วมของประชาชนหลายกลุ่มที่ต้องการเห็นรัฐทำงานอย่างโปร่งใสและรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจมากขึ้น

แรงกดดันทางการเมืองปรากฏชัดเมื่อมิลอช วูเชวิช (Miloš Vučević) นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ประกาศลาออกเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 ตามด้วยการลาออกของนายกเทศมนตรีเมืองโนวีซาด

อย่างไรก็ตาม การลาออกของทั้งสองคนยังไม่ทำให้การเคลื่อนไหวยุติลง เพราะนักศึกษายังคงเรียกร้องคำตอบเกี่ยวกับโศกนาฏกรรม และต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอย่างชัดเจนว่าใครต้องรับผิดชอบ

การประชุมร่วมกันช่วยเปลี่ยนผู้ชุมนุมให้เป็นขบวนการ

สิ่งที่ทำให้การเคลื่อนไหวดำเนินต่อไปได้คือการจัดองค์กรภายใน นักศึกษาใช้การประชุมใหญ่ที่เรียกว่า “พลีนัม” (plenum) เป็นเวทีอภิปรายและตัดสินใจร่วมกัน พร้อมตั้งคณะทำงานดูแลการประสานงานเดินขบวนและการสื่อสาร

รอยเตอร์รายงานว่า ขบวนการยังใช้วิธีหมุนเวียนผู้ทำหน้าที่นำการเคลื่อนไหว เพื่อลดความเสี่ยงที่คนใดคนหนึ่งจะตกเป็นเป้าโจมตีหรือถูกทำลายความน่าเชื่อถือ

ประชาชนยังช่วยสนับสนุนการเคลื่อนไหวผ่านความช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน รอยเตอร์รายงานว่า มีคนนำอาหาร ที่นอน และหมอนมามอบให้นักศึกษาที่ปักหลักประท้วงในคณะและมหาวิทยาลัย พร้อมแวะมาพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง ความช่วยเหลือและการพูดคุยเหล่านี้ค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษากับชุมชนรอบข้าง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 เมื่อขบวนการนักศึกษาประกาศเรียกร้องให้ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนด โดยให้เหตุผลว่าแม้เคลื่อนไหวอย่างสันติมากว่าห้าเดือน ข้อเรียกร้องก็ยังไม่ได้รับการตอบสนอง รัฐบาลไม่แสดงท่าทีว่าจะดำเนินการ และการทุจริตได้หยั่งรากลึกในสถาบันของรัฐจนหน่วยงานเหล่านั้นไม่อาจทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ พวกเขาจึงมองว่าการเลือกตั้งเป็นหนทางสร้างเงื่อนไขใหม่ให้ข้อเรียกร้องเดิมเกิดผลในทางปฏิบัติ

การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ขบวนการมีโจทย์เพิ่มขึ้น จากเดิมที่มุ่งระดมประชาชนเพื่อกดดันรัฐบาล นักศึกษาต้องเริ่มเสนอทางเลือกทางการเมืองให้ชัดเจนว่า ประชาชนควรมอบอำนาจให้ใคร และคนกลุ่มนั้นจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงการทำงานของรัฐอย่างไร

Student List เชื่อมนักศึกษาเข้ากับผู้เชี่ยวชาญและประชาชน

Student List ลงสมัครรับเลือกตั้งในนาม “กลุ่มพลเมือง” ซึ่งระบบเลือกตั้งของเซอร์เบียเปิดให้ประชาชนรวมตัวเสนอรายชื่อผู้สมัครได้โดยไม่ต้องจัดตั้งพรรคการเมือง บัญชีรายชื่อของกลุ่มได้รับการรับรองเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 โดยส่งผู้สมัครครบ 250 คน

ผู้สมัครมาจากหลายช่วงวัย หลายอาชีพ และหลายพื้นที่ มีทั้งแพทย์ อาจารย์มหาวิทยาลัยและนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ ศิลปินและนักแสดง นักกีฬา และเกษตรกร โดยไม่มีนักศึกษาลงสมัครเอง

ผู้สมัครทั้งหมดผ่านการคัดกรองของที่ประชุมนักศึกษา (พลีนัม) ตามกฎที่วางไว้ตั้งแต่ปี 2568 ซึ่งห้ามผู้ที่ยังศึกษาอยู่และอดีตสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลลงสมัคร ในเดือนสิงหาคม 2569 พลีนัมคัดค้านว่าที่ผู้สมัคร 99 คนจากกว่า 300 คน และในเดือนกันยายนได้ตัดชื่อผู้สมัครและตัวสำรองออก 38 คน รวมถึงวลาดาน จอกิช (Vladan Đokić) อธิการบดีมหาวิทยาลัยเบลเกรด ซึ่งหลายฝ่ายเคยคาดว่าจะเป็นผู้นำบัญชีรายชื่อ

อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครผูกพันต่อขบวนการเพียงในทาง "ศีลธรรมและการเมือง" โดยไม่มีกลไกบังคับ และเมื่อได้รับเลือกแล้ว ที่นั่งในสภาเป็นสิทธิของ ส.ส. แต่ละคน ไม่ใช่ของขบวนการ

ผู้สมัครลำดับแรกคือ อิลิยา เซอร์ดาโนวิช (Ilija Srdanović) แพทย์โรคหัวใจ อย่างไรก็ตาม การอยู่ลำดับแรกในบัญชีรายชื่อไม่ได้หมายความว่าเขาจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีโดยอัตโนมัติ หลังชัยชนะในการเลือกตั้ง ยังต้องติดตามว่าใครจะขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาล และใครจะเข้ามาดูแลกระทรวงสำคัญ

ด้านนโยบาย ขบวนการเสนอ “แผนนักศึกษา” 11 ข้อ ที่เชื่อมการปราบคอร์รัปชันและปฏิรูปสถาบันรัฐเข้ากับการศึกษา การพัฒนาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมีข้อเสนอสำคัญดังนี้

  1. คืนความเป็นอิสระให้ศาลและอัยการ จัดตั้งตำรวจสังกัดอัยการชุดพิเศษที่สืบสวนคอร์รัปชันและจับกุมผู้กระทำผิดได้เองโดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง
  2. ยึดทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบและคัดกรองเจ้าหน้าที่รัฐ ออกกฎหมายตรวจสอบที่มาของทรัพย์สิน เสริมกำลังกรมสรรพากรเพื่อตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะและนำเงินที่ถูกยักยอกกลับคืนงบประมาณ พร้อมเอาผิดผู้ใช้ตำแหน่งโดยมิชอบ ทุจริต หรือละเมิดสิทธิมนุษยชน รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
  3. เปิดเผยการจัดซื้อจัดจ้างและตรวจสอบโครงการรัฐ เปิดสัญญาและข้อมูลการประมูลให้ประชาชนตรวจสอบ พร้อมทบทวนโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่โปร่งใสหรือมีค่าใช้จ่ายสูงเกินจริง
  4. ฟื้นเสรีภาพสื่อ ลดการแทรกแซงทางการเมืองในองค์กรกำกับดูแลและสื่อสาธารณะ เพื่อให้สื่อทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจและให้ข้อมูลประชาชนได้อย่างเป็นอิสระ
  5. ยุติการแต่งตั้งตามสายสัมพันธ์พรรค ใช้การสอบแข่งขันที่เข้มงวดในการรับบุคลากรภาครัฐ ยกเลิกการแต่งตั้งผู้บริหารรัฐวิสาหกิจตามโควตาพรรค ให้ผู้เชี่ยวชาญที่มีผลงานพิสูจน์ได้เข้าบริหาร และควบคุมการเงินอย่างเข้มงวด
  6. พัฒนาการเรียนรู้และจัดตำราเรียนฟรี ลงทุนในหลักสูตรสมัยใหม่ที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และทักษะปฏิบัติ พร้อมจัดหนังสือเรียนฟรีให้นักเรียนประถมและมัธยมทุกคนไม่ว่าจะอาศัยอยู่ที่ใด
  7. สร้างเศรษฐกิจฐานความรู้และสนับสนุนผู้ผลิตในประเทศ เชื่อมมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยกับภาคธุรกิจ พร้อมให้ทุนและเงินอุดหนุนแก่สตาร์ตอัป ผู้ประกอบการ และเกษตรกร
  8. เพิ่มความมั่นคงในการจ้างงาน เสนอลดระยะเวลาสูงสุดของการจ้างงานแบบกำหนดเวลาจาก 24 เดือนเหลือ 12 เดือน ก่อนเปลี่ยนเป็นสัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา
  9. ยกเลิกการผูกขาดและสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยกเลิกการผูกขาดของกลุ่มผลประโยชน์ผู้นำเข้า และกำหนดให้ที่ดินเกษตรและแหล่งน้ำเป็นสมบัติของชาติที่ได้รับการคุ้มครอง เพื่อประกันความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
  10. ทำให้ที่อยู่อาศัยเข้าถึงได้มากขึ้น เสนอที่อยู่อาศัยที่มีค่าเช่าและเงื่อนไขซื้อเหมาะสมสำหรับคู่หนุ่มสาวและบุคลากรในสาขาที่ขาดแคลน พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับครอบครัวหนุ่มสาวและบุคลากรด้านการศึกษาและสาธารณสุข
  11. ยาราคาเข้าถึงได้และแพทย์ในทุกหมู่บ้าน ให้รัฐควบคุมและลดราคายาลง ฟื้นฟูสถานพยาบาลในหมู่บ้านและศูนย์สุขภาพ และจ้างแพทย์และเจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์รุ่นใหม่ เพื่อให้ทุกพื้นที่ของประเทศเข้าถึงบริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน

แนวคิดของขบวนการคือการนำทรัพยากรสาธารณะกลับมาใช้พัฒนาการศึกษา เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต เพื่อให้การต่อต้านคอร์รัปชันนำไปสู่ประโยชน์ที่ประชาชนสัมผัสได้ อย่างไรก็ตาม นโยบายเหล่านี้ยังเป็นข้อเสนอที่ต้องพิสูจน์ว่าจะมีงบประมาณรองรับและนำไปปฏิบัติได้จริงเพียงใด

ลงพื้นที่นอกมหาวิทยาลัย สร้างฐานสนับสนุนทั่วประเทศ

อีกส่วนสำคัญคือการออกไปพูดคุยกับประชาชนที่ไม่ได้มาร่วมชุมนุม นักศึกษาและผู้สมัครลงพื้นที่ด้วยวิธีต่าง ๆ ทั้งเคาะประตูบ้าน ตั้งจุดพูดคุย เดินเท้า และปั่นจักรยาน เพื่ออธิบายข้อเรียกร้องและนโยบาย โดยมีการรณรงค์ “นักศึกษาในทุกหมู่บ้าน” เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเข้าถึงประชาชนโดยตรง

องค์กรสังเกตการณ์เลือกตั้ง CRTA บันทึกว่า Student List จัดกิจกรรมในกว่า 120 เมืองและเทศบาล ตลอดช่วงหาเสียงตั้งแต่เดือนกันยายนถึงกลางเดือนตุลาคม 2569 ประเด็นที่นำมาพูดคุยครอบคลุมทั้งการศึกษา สาธารณสุข ความปลอดภัย นโยบายสังคม และสิ่งแวดล้อม เนื้อหาการหาเสียงจึงขยายจากการวิจารณ์รัฐบาลไปสู่ปัญหาใกล้ตัวที่ประชาชนเผชิญในชีวิตประจำวัน

การชุมนุมปิดการหาเสียงในกรุงเบลเกรดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม หรือสามวันก่อนเลือกตั้ง มีผู้เข้าร่วมประมาณ 150,000 คน ตามรายงานของเอเอฟพีที่อ้างข้อมูลจากองค์กรติดตามการชุมนุม ผู้เข้าร่วมบางส่วนเดินเท้ามาจากเมืองต่าง ๆ โดยใช้เวลาเดินทางหลายวัน การรวมตัวครั้งนี้สะท้อนความสามารถของขบวนการในการประสานเครือข่ายที่ก่อตัวขึ้นตลอดการเคลื่อนไหว

ในวันลงคะแนน CeSID-Ipsos ประเมินอัตราผู้มาใช้สิทธิไว้ที่ 69.3% เมื่อพิจารณาร่วมกับประมาณการที่ว่า Student List ได้คะแนนเสียงเกินครึ่ง ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่าขบวนการนักศึกษาสามารถสร้างแรงสนับสนุนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งในวงกว้าง และเปลี่ยนการมีส่วนร่วมทางการเมืองให้เป็นคะแนนเสียงได้

เอาชนะการเมืองที่อำนาจกระจุกตัวมายาวนาน

ความสำเร็จของ Student List ยิ่งมีความหมายเมื่อพิจารณาถึงคู่แข่งอย่างพรรคก้าวหน้าเซอร์เบีย หรือ SNS ซึ่งครองอำนาจมาตั้งแต่ปี 2555 ส่วนวูชิชดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2557 ก่อนขึ้นเป็นประธานาธิบดีในเวลาต่อมา เขาลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนกันยายน 2569 โดยหวังกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้

การแข่งขันยังเกิดขึ้นท่ามกลางข้อกังวลเรื่องความเป็นธรรม CRTA รายงานถึงการข่มขู่ การใช้ความรุนแรง และการอาศัยทรัพยากรหรือสถานะของรัฐเพื่อสร้างความได้เปรียบในการหาเสียง โดยระหว่างวันที่ 9 กันยายนถึง 18 ตุลาคม 2569 องค์กรบันทึกกรณีกดดันผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การเสนอผลประโยชน์แลกกับแรงสนับสนุนทางการเมือง และการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ รวม 251 กรณีใน 64 เมืองและเทศบาล

รายงานยังชี้ว่า ผู้ที่พึ่งพาการจ้างงาน บริการของรัฐ หรือความช่วยเหลือทางสังคม เป็นกลุ่มที่เสี่ยงถูกกดดันเป็นพิเศษ

รอยเตอร์รายงานว่า วูชิชและทางการปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชัน การใช้ความรุนแรง และการบ่อนทำลายฝ่ายค้าน ขณะที่ฝ่ายนักศึกษาปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ามีต่างชาติเป็นผู้จัดตั้งการเคลื่อนไหว

ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ การที่ Student List ได้คะแนนนำและฝ่ายวูชิชยอมรับความพ่ายแพ้ จึงสะท้อนความสามารถของขบวนการภาคประชาชนในการท้าทายเครือข่ายการเมืองที่ครองอำนาจมายาวนาน ผ่านการจัดองค์กร การสร้างแนวร่วม และการลงแข่งขันในสนามเลือกตั้ง

จากชัยชนะของขบวนการ สู่ความรับผิดชอบในการบริหารประเทศ

ชัยชนะครั้งนี้สะท้อนความสำเร็จทั้งในการระดมพลังประชาชนและการเข้าสู่การเมืองในระบบ นักศึกษาสามารถรักษาประเด็นความรับผิดชอบของรัฐให้อยู่ในความสนใจของสังคมอย่างต่อเนื่อง รวบรวมผู้สมัครจากหลากหลายอาชีพ และได้รับความไว้วางใจจากผู้เลือกตั้งให้เข้าไปผลักดันข้อเรียกร้องผ่านสถาบันการเมือง ความสำเร็จจึงเป็นของทั้งผู้ริเริ่มการเคลื่อนไหว ผู้สนับสนุนที่ช่วยให้ขบวนการเดินหน้าต่อ และประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิ

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งรัฐบาลยังมีคำถามสำคัญที่ต้องตอบ ตามรัฐธรรมนูญเซอร์เบีย ประธานาธิบดีจะเสนอชื่อผู้สมัครนายกรัฐมนตรีหลังหารือกับตัวแทนบัญชีรายชื่อที่ได้ที่นั่ง จากนั้นรัฐสภาต้องลงมติรับรองด้วยเสียงข้างมากของสมาชิกทั้งหมด ขณะที่ผู้รักษาการประธานาธิบดีในขณะนี้คืออานา เบอร์นาบิช (Ana Brnabić) รองประธานพรรค SNS

นอกจากเรื่องผู้นำและทีมรัฐมนตรีแล้ว การตรวจสอบคอร์รัปชัน การสร้างความเป็นอิสระให้หน่วยงานรัฐ และการจัดสรรงบประมาณตามนโยบาย ล้วนต้องอาศัยกฎหมาย บุคลากร และความสามารถในการบริหาร ท่ามกลางความคาดหวังสูงของประชาชน

ด้านต่างประเทศ รัฐบาลใหม่ต้องวางแนวทางความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ จีนซึ่งเป็นผู้ลงทุนสำคัญ และรัสเซียซึ่งเป็นพันธมิตรดั้งเดิมและแหล่งก๊าซธรรมชาติหลัก แม้ผู้นำสหภาพยุโรปจะแสดงความยินดีและพร้อมสนับสนุนการปฏิรูป แต่ทิศทางและรายละเอียดของนโยบายต่างประเทศยังต้องรอความชัดเจน

จากนี้ ประชาชนจะประเมินผลงานของฝ่ายชนะจากการทำให้หน่วยงานรัฐเปิดให้ตรวจสอบได้ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค และการเปลี่ยนคะแนนเสียงที่ได้รับให้เป็นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตจริง ผลงานเหล่านี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่า พลังที่พาขบวนการเข้าสู่รัฐสภาสามารถนำไปสู่การสร้างสถาบันที่รับผิดชอบต่อประชาชนได้เพียงใด

อ้างอิง: N1, Fonet, Nezavisne novine, CBS News, Reuters, AP, BBC, Human Rights Research Center, Insajder, The Rio Times, ABC News, IST Media, Balkan Insight, CRTA, Barlaman Today, Türkiye Today, The New Union Post, Open Magazine, Danas

แชร์
ประชาชนเซอร์เบียชนะเลือกตั้งอย่างไร แบบไม่มีพรรค-นักการเมืองอาชีพ