Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ผบช.สอท. เร่งพิสูจน์สลิป 7 ล้านโยง "นายกฯอนุทิน" - เบรกกระแสข่าวจับกุม

ผบช.สอท. เร่งพิสูจน์สลิป 7 ล้านโยง "นายกฯอนุทิน" - เบรกกระแสข่าวจับกุม

26 ต.ค. 69
16:03 น.
แชร์

ผบช.สอท. เร่งพิสูจน์สลิป 7 ล้านโยง "นายกฯอนุทิน" ย้ำเดินหน้าตามกม. ไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง - โฆษกตร. เบรกกระแสข่าวจับกุม ยังไม่ได้เชิญใครสอบปากคำ

(26 ต.ค. 2569) พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เพจ Godd Dam โพสต์สลิปเงิน 7 ล้านบาท มีบุคคลหนึ่งโอนเงินให้กับนายกรัฐมนตรีฯ ว่า หลังจากได้รับคำสั่งให้ทำการสืบสวนในเรื่องนี้ ทางกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) ได้มอบหมายภารกิจให้ทาง สอท.4 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องทันที โดยในเบื้องต้นยังไม่มีการแตะตัวหรือดำเนินกิจการใดๆ เพิ่มเติม เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐานและพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นที่มีการกล่าวโทษร้องทุกข์ และข้อสงสัยว่าทำไมคดีที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี จึงมีการทำงานได้อย่างรวดเร็ว พลตำรวจโททินกร ชี้แจงว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อการบริหารราชการแผ่นดินหลายๆ ส่วน เป็นสิ่งที่ตำรวจต้องดำเนินการตามบทบาทและหน้าที่อยู่แล้ว แม้กระทั่งเรื่องของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง ก็จะดำเนินการเช่นกัน ไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง ดังนั้นในส่วนไหนที่ตำรวจไซเบอร์สามารถดำเนินการได้ทันที เจ้าหน้าที่ยินดีเข้าไปช่วยเหลือและปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทหน้าที่ของกฎหมาย รวมถึงเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในวงกว้าง ตำรวจ ก็พร้อมให้ความสำคัญและดำเนินการให้อย่างเต็มที่ 

สำหรับกรณีที่มีการตรวจสอบเรื่องวงเงิน 7 ล้านบาทนั้น พล.ต.ท.ทินกร ระบุว่า ข้อมูลในเชิงลึกอยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งรายละเอียดต่างๆ จะมีการแถลงเพิ่มเติมให้ทราบอย่างเป็นทางการหลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์มากกว่านี้ ส่วนตัวนายกรัฐมนตรีจะต้องเดินทางมาแจ้งความด้วยตนเองหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของท่านว่าจะมอบหมายให้ผู้ใดมาให้ข้อมูลหรือไม่ แต่ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจเองได้ดำเนินขั้นตอนตามกรอบกฎหมายและพยานหลักฐานที่มีอยู่แล้ว โดยปัจจุบันทางตัวนายกฯ เองก็ยังไม่ได้มีการมอบหมายให้บุคคลใดมาดำเนินการแทนเป็นพิเศษ 

เมื่อถูกถามถึงกรณีของบุคคลที่ชื่อ "ชัยรัตน์" อดีตสมาชิกพรรคก้าวไกล ที่มีการระบุชื่อในโลกโซเชียลและเชื่อมโยงกับโพสต์เรื่องเงิน 7 ล้านบาท พล.ต.ท.ทินกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบว่าเจ้าของบัญชีตัวจริงเป็นใคร และแต่ละโพสต์เข้าข่ายความผิดฐานใดบ้าง หากพิสูจน์ทราบตัวบุคคลได้และพบว่าต้นทางเป็นความผิด ก็ต้องดำเนินคดีตามกระบวนการ ต่างกรรมต่างวาระ รวมถึงคนแชร์ หากข้อมูลต้นทางมันผิด แล้วมีการแชร์ออกไปสู่สาธารณะทำให้เกิดความสับสน ก็จะมีความผิดฐานเดียวกันกับต้นโพสต์

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่านักการเมืองที่เป็นผู้แชร์ข้อความส่งต่อจะมีความผิดด้วยหรือไม่นั้น พล.ต.ท.ทินกร ตอบว่า "คนแชร์หรือคนส่งต่อข้อมูลก็ต้องถูกดำเนินคดีด้วย พร้อมย้ำเจ้าของเพจมีตัวตนอยู่จริง และยังพบเป็นแค่บุคคลเดียว ไม่ใช่กลุ่มบุคคล" ส่วนจะมีทัศนคติไม่ดีต่อการเมืองหรือไม่ ต้องรอการตรวจสอบในแต่ละโพสต์ย้อนหลังที่ตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐานอยู่แล้ว พร้อมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องป้องกันการหลบหนีแล้ว

ขณะที่ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังยืนยันกระแสข่าวที่มีการจับกุมชายเจ้าของเพจได้แล้วว่า "ยังไม่มีการจับกุมตัวใครทั้งสิ้น" ในส่วนประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับการควบคุมตัวบุคคลที่ตกเป็นข่าวในโลกโซเชียลมีเดีย

"ณ เวลานี้ ยังไม่มีการควบคุมตัวผู้หนึ่งผู้ใดในคดีนี้ ข่าวที่ระบุว่ามีการจับกุมตัวแล้วนำไปที่บางเขน เพื่อลงบันทึกประจำวันนั้นไม่เป็นความจริง แต่ต้องเรียนว่าบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์โพสต์ข้อความอันเป็นเท็จ และทำให้เกิดความสับสนในประเทศชาติ รวมถึงสร้างความเสียหายต่อบุคคลอื่นมาโดยตลอด จึงต้องมีการพิสูจน์ทราบตัวบุคคล และดำเนินการติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป"

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อธิบายเพิ่มเติมถึงหลักการทางกฎหมายในการดำเนินคดีแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ 1.ความผิดต่อส่วนตัว หากโพสต์นั้นเป็นความผิดส่วนบุคคล จะต้องมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ 2.ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือความผิดต่อรัฐ หากเป็นการโพสต์ที่ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก หรือส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ พนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถเป็นผู้กล่าวโทษดำเนินคดีได้เอง 

นอกจากนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังได้ฝากเตือนไปยังพี่น้องประชาชนทั่วไปและกลุ่มผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียว่า "หากได้รับข้อมูลที่มีลักษณะพาดพิงบุคคลสำคัญหรือทำให้เกิดความสับสนในประเทศ ขอให้รับฟังอย่างมีสติ ก่อนที่จะเชื่อหรือกดแชร์ต่อ เพราะหากข้อมูลดังกล่าวเป็นความผิด ผู้ที่แชร์ต่อฃหรือเผยแพร่ก็จะต้องได้รับโทษทางกฎหมายเช่นเดียวกันกับผู้โพสต์ต้นทาง"

อย่างไรก็ตาม ตำรวจไซเบอร์ ยืนยันว่ายังไม่มีการจับกุมตัวบุคคลใด หรือเชิญใครมาสอบปากคำในคดีนี้เป็นพิเศษ และยังไม่มีการเข้าควบคุมตัวตามกระแสข่าวลือ เบื้องต้นจากการตรวจสอบหลักฐาน ทางธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ข้อมูลหรือสลิปที่มีการกล่าวอ้างนั้น "ไม่มีอยู่จริง"  โดยตำรวจไซเบอร์ ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานความมั่นคง กำลังเร่งรัดรวบรวมพยานหลักฐานฃางคดีอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและโปร่งใสกับทุกฝ่าย

Advertisement

แชร์
ผบช.สอท. เร่งพิสูจน์สลิป 7 ล้านโยง "นายกฯอนุทิน" - เบรกกระแสข่าวจับกุม