
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศงานประเพณีรับบัว ประจำปี 2569 ครั้งที่ 89 บริเวณคลองสำโรง หน้าวัดบางพลีใหญ่ใน พระอารามหลวง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเต็มไปด้วยความคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้ามืด ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาตินับหมื่นคน เดินทางมาจับจองพื้นที่ตลอดสองฝั่งคลองสำโรง รวมถึงร่วมขบวนเรือทางน้ำ เพื่อรอโยนบัวสักการะองค์หลวงพ่อโตจำลอง สืบสานประเพณีเก่าแก่ที่ได้รับการขนานนามว่า “หนึ่งเดียวในโลก แห่งเดียวในประเทศไทย”
พิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการได้รับเกียรติจาก นายนิกูล ธนวรเมธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธาน พร้อมด้วยนายขจิตเวช แก้วน้อย นายอำเภอบางพลี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง โดยมีพระเทพสมุทรวัชราจารย์ (จรัล สิริธมฺโม) เจ้าคณะจังหวัดสมุทรปราการ และเจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่ใน พระอารามหลวง ร่วมสักการะองค์หลวงพ่อโตจำลองและเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในพิธี
ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ขบวนเรือบุษบกอัญเชิญองค์หลวงพ่อโตจำลอง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวบางพลี ซึ่งประดิษฐานบนเรือที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง โดยขบวนเรือเคลื่อนจากบริเวณหน้าวัดบางพลีใหญ่ในไปยังจุดตั้งต้น ห่างจากวัดประมาณ 500 เมตร ก่อนเริ่มพิธีแห่ไปตามลำคลองสำโรง
กระทั่งเวลา 08.01 น. เสียงพลุและประทัดดังกึกก้องเหนือคลองสำโรง เป็นสัญญาณเริ่มเคลื่อนขบวนเรืออัญเชิญองค์หลวงพ่อโตจำลอง ทันทีที่เรือบุษบกเคลื่อนผ่าน ประชาชนที่เฝ้ารออยู่ตลอดสองฝั่งคลองต่างยกดอกบัวขึ้นจบ ตั้งจิตอธิษฐานขอพรบารมีองค์หลวงพ่อโต ให้ปกปักรักษาคุ้มครองตนเองและครอบครัว ก่อนพร้อมใจกันโยนดอกบัวถวายเป็นพุทธบูชา
ดอกบัวหลวงทั้งสีชมพูและสีขาวจำนวนมากถูกโยนไปยังเรือบุษบก โปรยปรายลงสู่บริเวณหน้าตักองค์หลวงพ่อโตจำลองและรอบลำเรือ ราวกับสายฝนดอกบัวกลางสายน้ำคลองสำโรง เป็นภาพสะท้อนพลังแห่งความศรัทธาของผู้คนที่เดินทางมาร่วมประเพณีสำคัญ ซึ่งชาวบางพลีร่วมกันอนุรักษ์และสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น
ภายในงาน บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ และเอกพัน บรรลือฤทธิ์ นำทีมกองเรือมูลนิธิร่วมกตัญญูเข้าร่วมประเพณีรับบัว พร้อมประชาชนทั้งทางบกและทางน้ำ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักตลอดลำคลองสำโรง
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่เรืออัญเชิญองค์หลวงพ่อโตจำลองเคลื่อนมาถึงบริเวณหน้าวัดบางพลีใหญ่ใน ซึ่งเป็นอีกจุดที่มีประชาชนและนักท่องเที่ยวจับจองพื้นที่ริมน้ำอย่างหนาแน่น ได้เกิดเหตุระทึกขึ้น ขณะที่ผู้ร่วมงานกำลังโยนดอกบัวสักการะองค์หลวงพ่อโต ท่าน้ำที่ทำด้วยไม้เกิดทรุดตัวลง ท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของผู้ที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว
เบื้องต้นคาดว่าท่าน้ำไม้รับน้ำหนักไม่ไหวจึงเกิดการทรุดตัว แต่โชคดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึงขั้นต้องนำส่งโรงพยาบาล หลังเกิดเหตุพิธีรับบัวยังคงดำเนินต่อไป โดยประชาชนร่วมโยนบัวสักการะองค์หลวงพ่อโตจำลองตามประเพณี
สำหรับประเพณีรับบัว หรือที่เรียกกันว่า “ประเพณีโยนบัว” เป็นประเพณีโบราณของชาวอำเภอบางพลี มีเรื่องเล่าสืบต่อกันถึงความสัมพันธ์และความเอื้อเฟื้อระหว่างชาวบางพลีกับชาวมอญที่เดินทางมาทางเรือในช่วงก่อนวันออกพรรษา ชาวบางพลีจะเก็บดอกบัวเตรียมไว้ให้เพื่อนำไปบูชาพระ โดยแรกเริ่มส่งมอบกันแบบมือต่อมือ ต่อมาจึงมีการโยนส่งดอกบัวจากริมฝั่งลงสู่เรือ กลายเป็นที่มาของการรับบัวและโยนบัว ก่อนสืบทอดเป็นประเพณีสำคัญมาจนถึงปัจจุบัน
ประเพณีดังกล่าวแสดงถึงความมีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และการต้อนรับผู้คนต่างถิ่น ตลอดจนสะท้อนความผูกพันระหว่างชุมชนกับสายน้ำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวบางพลีมาตั้งแต่อดีต โดยได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ เมื่อปี 2555 จากกระทรวงวัฒนธรรม และจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ก่อนวันออกพรรษา ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2569
ตามความเชื่อของชาวบางพลีและผู้ร่วมงาน หากสามารถโยนดอกบัวลงไปในเรือที่องค์หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่ได้ จะถือเป็นสิริมงคล และเชื่อว่าคำอธิษฐานที่ตั้งใจขอพรไว้จะสัมฤทธิผลตามความปรารถนา ทำให้ประเพณีรับบัวเป็นทั้งการสืบสานวัฒนธรรมและการแสดงความเลื่อมใสศรัทธาที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน
ส่วนองค์หลวงพ่อโตที่ประดิษฐานภายในวัดบางพลีใหญ่ใน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย ลักษณะเบิกเนตร ขัดสมาธิ หน้าตักกว้าง 3 ศอก 1 คืบ ตามตำนานเล่าว่า หลวงพ่อโตลอยน้ำมาจากทางเหนือพร้อมกับหลวงพ่อพุทธโสธรและหลวงพ่อบ้านแหลม โดยองค์หลวงพ่อโตลอยเข้าสู่คลองสำโรง ก่อนชาวบ้านร่วมกันอัญเชิญขึ้นประดิษฐาน ณ วัดบางพลีใหญ่ใน จนเป็นที่เคารพสักการะและศูนย์รวมจิตใจของชาวสมุทรปราการและพุทธศาสนิกชนสืบมา
สำหรับงานประเพณีรับบัวของวัดบางพลีใหญ่ใน ประจำปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–27 ตุลาคม รวม 9 วัน 9 คืน โดยมีพิธีโยนบัววันที่ 25 ตุลาคมเป็นกิจกรรมสำคัญ เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมสืบสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นและส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมของชาวบางพลีให้คงอยู่ต่อไป
Advertisement