
แผนไฟฟ้าฉบับใหม่ของไทยอาจกำหนดทิศทางค่าไฟไปอีกหลายสิบปี
แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP (Power Development Plan) เป็นแผนที่กำหนดทิศทางการผลิตไฟฟ้าในระยะยาว ตั้งแต่ประเทศไทยจะใช้พลังงานประเภทใดในการผลิตไฟฟ้า ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเท่าไร และจะบริหารจัดการอย่างไรให้มีไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งการตัดสินใจเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อต้นทุนค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายในอนาคต
ขณะนี้ ประเทศไทยกำลังจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ พ.ศ. 2569–2593 หรือ PDP2026 ซึ่งจะกำหนดทิศทางระบบไฟฟ้าไทยไปจนถึงปี 2050 โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการรักษาระดับค่าไฟให้เหมาะสม การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และการเดินหน้าสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050
อย่างไรก็ตาม เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน (Climate Finance Network Thailand: CFNT) ได้ออกมาแสดงความกังวลต่อร่าง PDP2026 โดยชี้ให้เห็นความเสี่ยงสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมที่อาจทำให้ไทยต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลไปอีกหลายสิบปี การประเมินต้นทุนค่าไฟที่อาจยังไม่ครอบคลุมความเสี่ยงทั้งหมด และการพึ่งพาเทคโนโลยีพลังงานใหม่ที่ยังมีความไม่แน่นอนทั้งด้านต้นทุนและความพร้อมในการใช้งาน
PDP ย่อมาจาก Power Development Plan หรือแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ เป็นแผนแม่บทระยะยาวที่ใช้วางทิศทางระบบไฟฟ้าไทย ตั้งแต่การสร้างโรงไฟฟ้า การเลือกแหล่งเชื้อเพลิง การพัฒนาระบบส่งไฟฟ้า ไปจนถึงการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ
แผนดังกล่าวนี้มีความสำคัญต่อประชาชน เพราะการเลือกสร้างโรงไฟฟ้าแต่ละประเภทมีต้นทุนแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าเชื้อเพลิง ค่าก่อสร้าง ค่าบำรุงรักษา หรือค่าใช้จ่ายในการพัฒนาระบบไฟฟ้า ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อต้นทุนค่าไฟในระยะยาว
สำหรับ PDP2026 รัฐบาลตั้งเป้าปรับระบบไฟฟ้าให้รองรับการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ตลอดจนความต้องการไฟฟ้าจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขณะเดียวกันยังต้องคำนึงถึงความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาไฟฟ้าขาดแคลน
ร่างแผนฉบับนี้แบ่งการพัฒนาออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะแรก ปี 2026–2037 ซึ่งกำหนดการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าในรูปแบบเดียวกันทุกแนวทาง และระยะที่สอง ปี 2038–2050 ซึ่งมี 4 แนวทางให้พิจารณา โดยใช้สัดส่วนพลังงานและเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแตกต่างกัน
แม้ CFNT จะยอมรับว่าร่าง PDP2026 มีพัฒนาการเชิงบวกหลายด้าน ทั้งการปรับแผนให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero 2050 และการนำปัจจัยความต้องการไฟฟ้าจาก EV และ Data Center เข้ามาคำนวณ แต่ยังมีประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม โดยเฉพาะต้นทุนและความเสี่ยงที่อาจส่งต่อไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าในอนาคต
ข้อกังวลแรกของ CFNT คือการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติในช่วง 12 ปีแรกของแผน
ตามร่าง PDP2026 ทุกแนวทางกำหนดให้ประเทศไทยเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 50,900 เมกะวัตต์ ระหว่างปี 2026–2037 โดยในจำนวนนี้เป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ถึง 9,100 เมกะวัตต์ หรือเกือบ 1 ใน 5 ของกำลังผลิตไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้น
CFNT มองว่า การลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจำนวนมากในระยะแรกอาจทำให้ประเทศไทยเกิดภาวะ Fossil Fuel Lock-in หรือการผูกติดกับเชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะยาว
ภาวะดังกล่าวหมายถึง เมื่อประเทศลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลด้วยเงินจำนวนมากแล้ว โรงไฟฟ้าเหล่านั้นมักถูกออกแบบให้ใช้งานต่อเนื่องหลายสิบปี ทำให้การเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดในอนาคตอาจทำได้ยากขึ้นหรือมีต้นทุนสูงขึ้น
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ประเทศไทยอาจจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG เพิ่มขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2030 เพื่อรองรับความต้องการผลิตไฟฟ้า
ปัญหาคือราคา LNG ในตลาดโลกสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความต้องการพลังงานโลก และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน หากราคาก๊าซปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของไทยก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
CFNT ยังตั้งข้อสังเกตว่า ร่างแผนไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดอย่างชัดเจนว่าประเทศไทยจะจัดหาก๊าซจากแหล่งใด ปริมาณเท่าไร และมีสัดส่วนก๊าซที่อยู่ภายใต้สัญญาซื้อขายมากน้อยเพียงใด
นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า ร่าง PDP2026 ไม่มีการวิเคราะห์ทางเลือกในการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนกำหนด แม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะถูกระบุเป็นหนึ่งในแนวทางการลงทุนที่สำคัญภายใต้เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย
ข้อกังวลที่สองเกี่ยวข้องกับการคำนวณต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ซึ่งส่งผลต่อค่าไฟที่ประชาชนและภาคธุรกิจต้องจ่าย
แม้ร่าง PDP2026 จะมีการประเมินอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในแต่ละแนวทาง แต่ตัวเลขดังกล่าวยังอาจไม่ครอบคลุมความเสี่ยงสำคัญทั้งหมด โดยเฉพาะความผันผวนของราคา LNG ผลกระทบจากภัยแล้ง และต้นทุนจากมาตรการกำหนดราคาคาร์บอน
ตัวอย่างเช่น หากประเทศไทยพึ่งพาไฟฟ้าพลังน้ำที่นำเข้าจากต่างประเทศ แต่เกิดภัยแล้งรุนแรงจนปริมาณน้ำในเขื่อนลดลง กำลังผลิตไฟฟ้าพลังน้ำก็อาจลดลงตาม ทำให้จำเป็นต้องจัดหาพลังงานจากแหล่งอื่นมาทดแทน ซึ่งอาจมีต้นทุนสูงกว่า
ขณะเดียวกัน มาตรการ Carbon Pricing หรือการกำหนดราคาคาร์บอน ซึ่งเป็นกลไกทำให้กิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีต้นทุนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ก็อาจส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในภาคพลังงานได้เช่นกัน
CFNT จึงเสนอให้มีการประเมินความเสี่ยงเหล่านี้อย่างรอบด้าน พร้อมเปิดเผยให้ชัดเจนว่า หากต้นทุนสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ใครจะเป็นผู้รับภาระระหว่างภาครัฐ ผู้ประกอบการ หรือผู้ใช้ไฟฟ้า
ประเด็นนี้สำคัญเพราะแม้การคาดการณ์ค่าไฟในแผนจะอยู่ในระดับที่ดูเหมือนควบคุมได้ แต่หากสมมติฐานที่ใช้คำนวณไม่ครอบคลุมความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจริง ค่าไฟในอนาคตก็อาจสูงกว่าตัวเลขที่ประเมินไว้
ข้อกังวลสุดท้ายคือการพึ่งพาเทคโนโลยีใหม่ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR)
CCS คือเทคโนโลยีที่ดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิต เช่น การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ก่อนนำไปขนส่งและกักเก็บไว้ใต้ดิน เพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ
ในร่าง PDP2026 มีการกำหนดให้ใช้เทคโนโลยี CCS ในช่วงหลังปี 2037 โดยบางแนวทางประเมินว่าจะสามารถดักจับคาร์บอนได้ประมาณ 21–32 ล้านตันต่อปีในปี 2050
อย่างไรก็ตาม ร่างแผนตั้งสมมติฐานต้นทุนไว้ที่ 135 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,590 บาทต่อคาร์บอนไดออกไซด์หนึ่งตัน
CFNT ประเมินว่า หากนำค่าใช้จ่ายอื่น ๆ มาคำนวณด้วย ไม่ว่าจะเป็นพลังงานที่ต้องใช้ในการเดินระบบ ต้นทุนการขนส่ง และการกักเก็บคาร์บอน ต้นทุนที่แท้จริงอาจสูงกว่าตัวเลขในร่างแผนได้ถึง 58%
ส่วนเทคโนโลยี SMR ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กที่ออกแบบเป็นโมดูล รายงานตั้งข้อสงสัยต่อแผนเพิ่มกำลังผลิตจาก 300 เมกะวัตต์ในปี 2037 เป็น 9,000 เมกะวัตต์ในปี 2050 หรือเพิ่มขึ้นถึง 30 เท่าในเวลาเพียง 13 ปี
CFNT มองว่าการขยายกำลังผลิตในระดับดังกล่าวมีความท้าทาย เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีประสบการณ์ก่อสร้างโรงไฟฟ้า SMR และยังต้องเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายและระบบกำกับดูแล
รายงานยังตั้งคำถามถึงสมมติฐานต้นทุนการดำเนินงานของ SMR ที่ประเมินไว้ต่ำกว่าข้อมูลอ้างอิงจากต่างประเทศซึ่งผู้จัดทำรายงานนำมาเปรียบเทียบ
นอกจากนี้ ร่าง PDP2026 ยังจัดสรรกำลังผลิตไฟฟ้าอีกประมาณ 2,500–3,000 เมกะวัตต์ในช่วงปี 2046–2050 ให้กับเทคโนโลยีใหม่ โดยยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเป็นเทคโนโลยีประเภทใด CFNT จึงมองว่า การกำหนดกำลังผลิตไฟฟ้าในอนาคตโดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะใช้เทคโนโลยีอะไร อาจทำให้การคำนวณต้นทุนไฟฟ้าขาดความแม่นยำ และควรมีแผนสำรองหากเทคโนโลยีเหล่านั้นไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่คาดหวัง
จากข้อกังวลทั้งสามประการ CFNT เสนอให้ทบทวนร่าง PDP2026 เพื่อให้การวางแผนผลิตไฟฟ้าสอดคล้องกับต้นทุนและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจริง โดยมีข้อเสนอสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่
1. เปิดทางเลือกการผลิตไฟฟ้าในช่วงปี 2026–2037 โดยเปรียบเทียบสัดส่วนการใช้พลังงานหลายรูปแบบ แทนการกำหนดแผนลงทุนเหมือนกันทุกแนวทาง เพื่อลดความเสี่ยงจากการผูกติดกับเชื้อเพลิงฟอสซิล
2. รวมความเสี่ยงราคาก๊าซและต้นทุนคาร์บอนในการคำนวณค่าไฟ เพื่อให้การประเมินสะท้อนต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นจริงมากขึ้น
3. ทบทวนต้นทุนของเทคโนโลยีใหม่อย่างครบถ้วน ทั้งต้นทุนขนส่งและกักเก็บคาร์บอนของ CCS รวมถึงต้นทุนการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า SMR
4. เปิดเผยรายละเอียดเทคโนโลยีใหม่ที่ยังไม่ระบุประเภท ซึ่งถูกกำหนดให้มีกำลังผลิตประมาณ 2,500–3,000 เมกะวัตต์ในช่วงท้ายของแผน
5. เร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับพลังงานสะอาด พร้อมกำหนดมาตรการและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อให้ระบบไฟฟ้าสามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
รายงานยังเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยสมมติฐาน วิธีคำนวณ และผลการประเมินต้นทุนอย่างครบถ้วน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือกได้
ท้ายที่สุด ประเด็นสำคัญของ PDP2026 ไม่ได้อยู่เพียงว่าไทยจะผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอหรือไม่ แต่รวมถึงการตัดสินใจว่าจะลงทุนกับพลังงานประเภทใด ต้องแบกรับต้นทุนและความเสี่ยงอะไรบ้าง และจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมายหรือไม่
ในมุมของภาครัฐ ร่าง PDP2026 มุ่งสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ต้นทุนค่าไฟ และการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ขณะที่ CFNT เห็นว่ายังจำเป็นต้องทบทวนสมมติฐานด้านต้นทุนและเพิ่มทางเลือกในการพัฒนาระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วง 12 ปีแรกของแผน
เพราะการสร้างโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเป็นการลงทุนระยะยาว การตัดสินใจในวันนี้จึงอาจส่งผลต่อค่าไฟของประชาชน ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ และความสำเร็จในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยไปอีกหลายสิบปี
อ้างอิง: แถลงการณ์ Climate Finance Network Thailand (CFNT) วันที่ 19 ตุลาคม 2569, รายงาน An Irresponsible Path to Net Zero: A Critique of Draft PDP 2026, สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และข้อมูลร่าง PDP2026 ที่เผยแพร่เพื่อรับฟังความคิดเห็น