
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความเปราะบางรอบด้าน แม้ตัวเลขเศรษฐกิจบางส่วนดูดีขึ้น แต่การเติบโตยังกระจุกตัว ไม่ได้ทำให้ทุกคนมีชีวิตดีขึ้น ขณะที่น้ำท่วมซ้ำเติมกำลังซื้อ สงครามตะวันออกกลางดันค่าครองชีพสูง และปี 2570 ยังต้องเผชิญความเสี่ยงทั้งภัยแล้งและกำแพงภาษีสหรัฐฯ
ประเทศไทยเพิ่งผ่านพ้นการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) หรือ Annual Meetings 2026 มาหมาด ๆ ท่ามกลางการจับตามองจากประชาคมเศรษฐกิจโลก
ระหว่างการประชุม IMF ได้เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Outlook ซึ่งรวมถึงการประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทย แม้ภาพเศรษฐกิจไทยจะได้รับการประเมินดีขึ้นจากเดิม แต่ก็ยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตช้าที่สุดของอาเซียน
IMF คาดว่า GDP ไทยจะขยายตัวเพียง 2.1% ในปี 2569 และทรงตัวที่ระดับเดิมในปี 2570 ชะลอลงจาก 2.4% ในปี 2568 ทำให้ไทยอยู่ท้ายกลุ่มประเทศอาเซียนที่นำมาเปรียบเทียบ และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ASEAN-5 ซึ่งคาดว่าจะขยายตัว 4.4% ในปี 2569 และ 4.3% ในปี 2570 อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าการเติบโตช้า อาจไม่ใช่ตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่เป็นคำถามว่า เศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นนั้น กำลังทำให้ชีวิตของคนไทยดีขึ้นจริงหรือไม่?
เพราะในขณะที่บางอุตสาหกรรมเติบโตจากกระแสเทคโนโลยีและการลงทุนระดับโลก ยังมีครัวเรือนจำนวนมากที่ต้องประคองรายจ่าย ธุรกิจขนาดเล็กที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก และแรงงานที่เผชิญความไม่มั่นคงด้านรายได้
ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับรายงาน SCB EIC Monthly Insight ฉบับเดือนตุลาคม 2569 ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ยังค่อนข้างทรงตัว แม้ได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุน การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล รวมถึงมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ
SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.2% ในปี 2569 และชะลอลงเล็กน้อยเหลือ 2.1% ในปี 2570 สะท้อนว่าแม้เศรษฐกิจยังเติบโต แต่ไม่ได้มีแรงส่งมากพอที่จะทำให้ทุกภาคส่วนฟื้นตัวไปพร้อมกัน
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของรายงาน SCB EIC คือภาพเศรษฐกิจแบบ K-shaped Economy หรือเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแยกออกเป็นสองทาง
อธิบายง่าย ๆ คือ ในเศรษฐกิจเดียวกัน บางกลุ่มกำลังเติบโตและได้รับประโยชน์จากโอกาสใหม่ ขณะที่อีกหลายกลุ่มยังเผชิญปัญหาเดิม หรือมีแนวโน้มอ่อนแอลง
กลุ่มที่ได้รับประโยชน์ชัดเจน ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยี และธุรกิจที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานใหม่ของโลก โดยเฉพาะความต้องการอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะ SMEs ยังต้องเผชิญกำลังซื้อที่อ่อนแอ ต้นทุนสูง และการแข่งขันจากสินค้าต่างประเทศ
ความแตกต่างยังเกิดขึ้นระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับธุรกิจรายย่อย แรงงานในระบบกับแรงงานนอกระบบ ตลอดจนครัวเรือนรายได้สูงที่มีเงินสำรองรับมือความเสี่ยง กับครัวเรือนรายได้น้อยที่ยังมีภาระหนี้สูง
สิ่งที่น่าสนใจคือ การปรับปรุงข้อมูลเศรษฐกิจย้อนหลังครั้งใหญ่ในช่วงปลายเดือนกันยายน อาจทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยดูดีขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่ SCB EIC ระบุว่ายังไม่สามารถประเมินทิศทางและขนาดของผลกระทบต่อ GDP ได้แน่ชัด ที่สำคัญ ต่อให้ GDP ถูกปรับสูงขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าคนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นตามตัวเลขนั้นทันที เพราะการปรับข้อมูลส่วนใหญ่สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลที่เคยบันทึกไว้ไม่ครบถ้วน
ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ประเทศไทยต้องเผชิญน้ำท่วมในหลายพื้นที่ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนต่อเนื่องถึงเดือนตุลาคม ซึ่ง SCB EIC ประเมินว่าอุทกภัยครั้งนี้อาจทำให้ GDP ไทยในปี 2569 ลดลงประมาณ 0.1 % โดยผลกระทบจะเห็นชัดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี
แม้ตัวเลข 0.1 % อาจดูไม่มากนักในภาพเศรษฐกิจทั้งประเทศ แต่สำหรับครัวเรือนหรือผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายโดยตรง ผลกระทบอาจรุนแรงกว่านั้นมาก
เพราะน้ำท่วมไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะบ้านเรือนหรือพื้นที่เกษตร แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจผ่านหลายช่องทาง
เมื่อพื้นที่ได้รับผลกระทบ ผู้บริโภคต้องลดการใช้จ่ายเพื่อเก็บเงินไว้ซ่อมแซมบ้านและทรัพย์สิน ร้านค้าอาจต้องหยุดกิจการชั่วคราว ขณะที่โรงงานและผู้ประกอบการต้องเผชิญปัญหาการขนส่งวัตถุดิบและสินค้า
ระบบโลจิสติกส์ที่สะดุดยังอาจกระทบธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมโดยตรง เนื่องจากสินค้าไม่สามารถขนส่งได้ตามปกติ
สำหรับภาคเกษตร น้ำท่วมสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิต ขณะที่ผู้บริโภคในพื้นที่อื่นก็ได้รับผลกระทบผ่านราคาอาหารที่สูงขึ้น
ข้อมูลในรายงาน SCB EIC พบว่า หลังน้ำท่วม ราคาผักสดหลายชนิดปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยบางชนิดเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดน้ำท่วม ผลกระทบจึงเกิดขึ้นสองด้านพร้อมกัน คือเกษตรกรบางส่วนสูญเสียรายได้จากผลผลิตที่เสียหาย ขณะที่ประชาชนต้องจ่ายเงินซื้ออาหารแพงขึ้น
แม้ SCB EIC ประเมินว่าแรงกดดันต่อราคาอาหารสดจากน้ำท่วมจะเป็นเพียงชั่วคราว และมีโอกาสทยอยลดลงเมื่อผลผลิตกลับเข้าสู่ตลาด แต่ในช่วงที่ค่าครองชีพสูงอยู่แล้ว ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นย่อมเป็นภาระเพิ่มเติมของครัวเรือน
ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2569 ยังระบุว่า แม้สถานการณ์น้ำท่วมในภาคกลางจะคลี่คลายลงมาก แต่ยังมีพื้นที่บางส่วนใน 17 จังหวัดได้รับผลกระทบ และต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงน้ำท่วมภาคใต้ในช่วงปลายปี
น้ำท่วมไม่ใช่แรงกดดันเดียวที่กำลังซ้ำเติมกำลังซื้อของคนไทย ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและมีความเสี่ยงขยายวงกว้าง ทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะเมื่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เต็มที่
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่ยังส่งผ่านไปยังต้นทุนการขนส่ง การผลิตสินค้า และค่าครองชีพโดยรวม
รายงาน SCB EIC ระบุว่า ณ วันที่ 20 ตุลาคม 2569 ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 42.94 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้นจาก 41.44 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือนกันยายน ขณะเดียวกัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระหนี้สะสมติดลบมากกว่า 100,000 ล้านบาท ทำให้ความสามารถในการอุดหนุนราคาน้ำมันเพื่อช่วยประชาชนมีข้อจำกัดมากขึ้น SCB EIC จึงประเมินว่าราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามราคาตลาดโลก และอาจไม่กลับสู่ระดับก่อนสงครามได้ภายในปี 2570
สิ่งที่น่ากังวลคือ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเกิดขึ้นพร้อมกับราคาอาหารที่ได้รับแรงกดดันจากน้ำท่วมเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนกันยายนอยู่ที่ 2.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ SCB EIC ประเมินว่าในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 เงินเฟ้ออาจเข้าใกล้หรือสูงกว่าขอบบนของกรอบเป้าหมาย 1–3% เป็นการชั่วคราว ก่อนทยอยชะลอลง โดยคาดว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยปี 2570 จะยังคงอยู่ในกรอบ
หนึ่งในตัวเลขที่ดูเหมือนเป็นข่าวดี คือสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ที่ลดลงเหลือ 85.2% ในไตรมาส 2/2569 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 6 ปี แต่ SCB EIC เตือนว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนว่าฐานะทางการเงินของครัวเรือนไทยฟื้นตัวแล้วเพราะครัวเรือนจำนวนมากยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อและขาดสภาพคล่อง ขณะที่ภาระหนี้เดิมยังเป็นอุปสรรคต่อการใช้จ่าย
ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณเปราะบาง โดยอัตราการว่างงานในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาส 3 ปรับเพิ่มขึ้นทั้งในภาพรวมและในกลุ่มแรงงานอายุน้อย โดยอัตราการว่างงานรวม 1.2% สูงสุดในรอบ 26 เดือน ขณะที่อัตราการว่างงานเยาวชน 6.9% และอัตราการว่างงานในระบบประกันสังคม 2.46% สูงสุดในรอบกว่า 4 ปี
นั่นหมายความว่า ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่มีภาระหนี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน และต้องเผชิญโอกาสการทำงานที่ไม่แน่นอนมากขึ้น
ปัญหาเหล่านี้ยังทำให้การดำเนินนโยบายการเงินมีข้อจำกัด แม้ SCB EIC คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2570 แต่การมีดอกเบี้ยต่ำไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะสามารถกู้เงินได้ง่ายขึ้น
ครัวเรือนและ SMEs จำนวนมากยังติดข้อจำกัดจากภาระหนี้เดิม ความเสี่ยงด้านรายได้ และสภาพคล่องที่ไม่เพียงพอ
SCB EIC จึงมองว่ามาตรการทางการเงินแบบเฉพาะจุด โดยเฉพาะการช่วยให้ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อ จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการประคองเศรษฐกิจระยะต่อไป
แม้เศรษฐกิจไทยจะผ่านแรงกดดันจากน้ำท่วมและค่าครองชีพสูงในปี 2569 แต่ปี 2570 ก็ยังไม่ใช่ปีที่เศรษฐกิจไทยจะสามารถวางใจได้
SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงสำคัญหลายด้าน ทั้งสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ และราคาพลังงานที่อาจทรงตัวสูงต่อเนื่อง
หลังผ่านน้ำท่วมในช่วงปลายปี 2569 ประเทศไทยมีความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ Super El Niño ที่อาจทำให้อากาศร้อนและแห้งแล้งกว่าปกติยืดเยื้อไปจนถึงกลางปี 2570
หากเกิดขึ้นจริง ผลกระทบสำคัญจะตกอยู่กับภาคเกษตร ทั้งผลผลิตที่อาจลดลง รายได้เกษตรกร และความเพียงพอของน้ำสำหรับการเพาะปลูก
แม้ปริมาณน้ำในเขื่อนที่อยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงได้บางส่วน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงภัยแล้งหมดไป
สิ่งที่น่าจับตาคือ ภาคเกษตรอาจต้องรับมือกับความเสียหายจากน้ำมากเกินไปในปีหนึ่ง ก่อนจะเผชิญปัญหาน้ำไม่เพียงพอในปีถัดไป ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาอาหารและกำลังซื้อของประชาชนอีกครั้ง
อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกาแม้สหรัฐฯ และจีนจะขยายระยะเวลาพักรบทางการค้าออกไปจนถึงวันที่ 10 มกราคม 2570 แต่ SCB EIC มองว่าความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้ายังอยู่ในระดับสูง
โดยเฉพาะการใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 ที่เกี่ยวข้องกับปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน หรือ Excess Capacity และการตรวจสอบการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า หรือ Transshipment ประเด็นนี้มีความสำคัญกับประเทศไทย เพราะไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและส่งออกสินค้าที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
หากสหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าหรือใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติม ย่อมเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับผู้ส่งออกและนักลงทุน โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ หรือมีห่วงโซ่การผลิตเชื่อมโยงกับจีน
ในภาพใหญ่ SCB EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2569 จาก 2.5% เป็น 2.6% และปี 2570 จาก 2.6% เป็น 2.7% ปัจจัยสำคัญมาจากเศรษฐกิจโลกที่รับมือกับแรงกระแทกจากสงครามและราคาพลังงานได้ดีกว่าคาด ประกอบกับการลงทุนใน AI ที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
การลงทุนด้าน Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน AI ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะที่ความต้องการชิปและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นแรงส่งสำคัญต่อเศรษฐกิจเอเชีย
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากสงครามยังทำให้ราคาพลังงานและเงินเฟ้อในหลายประเทศอยู่ในระดับสูง SCB EIC จึงคาดว่าธนาคารกลางหลัก ทั้งธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งภายในสิ้นปี 2569
สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ต้นทุนทางการเงินของโลกอยู่ในระดับสูง และเพิ่มความไม่แน่นอนต่อการลงทุนและการเคลื่อนย้ายเงินทุนในปี 2570
สำหรับไทย แม้จะได้รับประโยชน์จากกระแส AI ผ่านการส่งออกและการลงทุน แต่คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้โอกาสเหล่านี้สร้างรายได้และงานที่มีคุณภาพให้กับคนไทยในวงกว้าง ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงบริษัทหรืออุตสาหกรรมบางกลุ่ม
เพราะหากการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ไม่ได้เชื่อมโยงกับ SMEs แรงงาน และธุรกิจภายในประเทศมากเพียงพอ เศรษฐกิจไทยก็อาจยังเผชิญปัญหาการเติบโตแบบ K-shaped ต่อไป โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย ไม่ใช่แค่ทำให้ GDP โต แต่ต้องทำให้คนไทยโตไปด้วย
ดังนั้นสิ่งที่รายงาน SCB EIC สะท้อนอย่างชัดเจนคือ เศรษฐกิจไทยไม่ได้ขาดเครื่องยนต์การเติบโต แต่ยังมีปัญหาในการกระจายประโยชน์จากการเติบโตให้ทั่วถึง เพราะท้ายที่สุดแล้ว เศรษฐกิจที่แข็งแรงไม่ควรวัดจากตัวเลขที่เติบโตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถในการทำให้ผู้คนและธุรกิจส่วนใหญ่ก้าวไปข้างหน้าได้พร้อมกันด้วย
ที่มา: IMF World Economic Outlook ตุลาคม 2569 , SCB EIC Monthly Insight ฉบับตุลาคม 2569 และข่าวประชาสัมพันธ์ SCB EIC เรื่องเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/2569