Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เศรษฐกิจไทยไม่ซ้ำรอยฝรั่งเศส? เทียบชัดๆ มีโอกาสเจอชะตากรรมเดียวกันไหม?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เศรษฐกิจไทยไม่ซ้ำรอยฝรั่งเศส? เทียบชัดๆ มีโอกาสเจอชะตากรรมเดียวกันไหม?

21 ต.ค. 69
14:52 น.
แชร์

มองเผิน ๆ การประท้วงในฝรั่งเศสอาจดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับไทย แต่เบื้องหลังข้อเรียกร้องเรื่องการศึกษา ค่าครองชีพ และสวัสดิการ คือโจทย์ที่ไทยต้องเตรียมรับมือเช่นกัน นั่นคือรัฐบาลจะดูแลประชาชนได้อย่างไร เมื่อภาระรายจ่ายเพิ่มขึ้น แต่เศรษฐกิจยังเติบโตช้า

การเคลื่อนไหวเริ่มจากนักเรียนในย่านรายได้น้อยรอบกรุงปารีสที่ออกมาเรียกร้องให้แก้ปัญหาขาดแคลนครู ห้องเรียนแออัด และอาคารเรียนทรุดโทรม ก่อนขยายวงไปยังโรงเรียนมัธยมมากกว่า 1,200 แห่งทั่วฝรั่งเศสในช่วงต้นเดือนตุลาคม

ข้อเรียกร้องจากโรงเรียนได้รับแรงสนับสนุนมากขึ้น เพราะประชาชนหลายกลุ่มก็กำลังเผชิญความเดือดร้อน ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้นและความกังวลว่ามาตรการลดขาดดุลของรัฐบาลจะกระทบสิทธิบำนาญ การรักษาพยาบาล และบริการสาธารณะ การเคลื่อนไหวจึงขยายจากเรื่องการศึกษาไปสู่ปัญหาปากท้อง โดยวันที่ 17 ตุลาคม ทางการฝรั่งเศสประเมินว่ามีผู้ชุมนุมทั่วประเทศราว 550,000 คน ขณะที่สหภาพแรงงาน CGT ประเมินไว้ที่ 800,000 คน

แต่การรักษาสวัสดิการและปรับปรุงบริการสาธารณะต้องใช้งบประมาณ ขณะที่ฝรั่งเศสมีหนี้สาธารณะสูงถึง 119% ของ GDP และต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น รัฐบาลประเมินว่ารายจ่ายดอกเบี้ยจะเพิ่มจาก 79,200 ล้านยูโรในปี 2569 เป็น 91,200 ล้านยูโรในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้นอีก 12,000 ล้านยูโร

เมื่อต้องกันงบไว้จ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น การเพิ่มงบด้านการศึกษา สาธารณสุข และการลงทุนก็ทำได้ยากขึ้น รัฐบาลจึงเผชิญแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือจำเป็นต้องลดขาดดุลเพื่อควบคุมภาระหนี้ ขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับข้อเรียกร้องให้ช่วยเหลือประชาชนและยกระดับบริการสาธารณะ

สำหรับไทย แม้ระดับหนี้สาธารณะและระบบสวัสดิการจะแตกต่างจากฝรั่งเศส แต่ก็มีแรงกดดันคล้ายกันบางส่วน เศรษฐกิจที่โตช้าและหนี้ครัวเรือนสูงยังฉุดรั้งกำลังซื้อ ขณะที่รัฐมีภาระดอกเบี้ยและรายจ่ายเพื่อรองรับสังคมสูงวัยเพิ่มขึ้น หากรายได้รัฐเพิ่มไม่ทันภาระเหล่านี้ รัฐบาลจะมีทางเลือกในการแก้ปัญหาน้อยลง และไม่ว่าจะขึ้นภาษี ลดรายจ่าย หรือกู้เพิ่ม แต่ละทางเลือกล้วนส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน

จากปัญหาในห้องเรียน สู่คำถามเรื่องงบประมาณและบริการสาธารณะ

การประท้วงครั้งล่าสุดในฝรั่งเศสเริ่มขึ้นในโรงเรียนมัธยมย่านรายได้น้อยทางตอนเหนือของกรุงปารีสช่วงกลางเดือนกันยายน ซึ่งมีนักเรียนออกมาเรียกร้องให้แก้ปัญหาที่กระทบการเรียนโดยตรง ทั้งการไม่มีครูสอนแทนเมื่อครูประจำไม่อยู่ ห้องเรียนแออัด และอาคารเรียนทรุดโทรม ก่อนที่การเคลื่อนไหวจะขยายไปทั่วประเทศ

กระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศสระบุว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม โรงเรียนมัธยมปลาย 1,027 แห่ง จากทั้งหมดราว 3,700 แห่ง ได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหว ในจำนวนนี้ถูกปิดล้อม 222 แห่ง ปัญหาในโรงเรียนจึงกลายเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งหาทางแก้ไข

หลังเกิดการประท้วง รัฐบาลจึงประกาศมาตรการรับมือกับปัญหาขาดครู โดย Euronews รายงานว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม รัฐมนตรีศึกษาธิการประกาศว่าจะส่งครูทดแทน 3,000 คนไปยังโรงเรียนเป้าหมายมากกว่า 500 แห่ง แต่ข้อมูล ณ วันที่ 13 ตุลาคมระบุว่า ดำเนินการได้เพียง 35% ของเป้าหมาย 

ส่วนร่างงบประมาณปี 2570 กำหนดวงเงินสำหรับการศึกษาระดับโรงเรียนไว้ที่ 65,530 ล้านยูโร เพิ่มขึ้นราว 1.7% จากปี 2569 โดยไม่รวมเงินสมทบบำนาญ ขณะเดียวกัน ร่างงบประมาณฉบับนี้ยังเสนอให้ลดตำแหน่งครูประจำลง 1,588 ตำแหน่ง โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่าจำนวนนักเรียนลดลง

อย่างไรก็ตาม งบประมาณที่เพิ่มขึ้นอาจยังไม่เพียงพอให้สภาพการเรียนดีขึ้นทันที หากต้นทุนการจัดการศึกษาสูงขึ้น หรือโรงเรียนต้องใช้งบเพื่อซ่อมแซมอาคารและแก้ปัญหาขาดแคลนที่สะสมมานาน เงินที่เพิ่มขึ้นก็อาจใช้ได้เพียงรักษาบริการเดิม ยังไม่มากพอจะเติมครู ลดจำนวนนักเรียนต่อห้อง หรือปรับปรุงอาคารได้ตามที่คาดหวัง

หลังจากนั้น เมื่อการเคลื่อนไหวขยายไปสู่เรื่องค่าครองชีพ บำนาญ การรักษาพยาบาล และความเหลื่อมล้ำ ผู้เข้าร่วมก็มีข้อเรียกร้องหลากหลายขึ้น แม้แต่ละกลุ่มจะต้องการความช่วยเหลือต่างกัน แต่มีความกังวลร่วมกันว่า ประชาชนอาจต้องรับภาระจากมาตรการแก้ปัญหาการคลัง ขณะที่บริการที่ได้รับยังไม่ดีพอ การจัดสรรงบประมาณจึงต้องตอบให้ได้ทั้งว่าจะบรรเทาความเดือดร้อนอย่างไร และจะแบ่งภาระระหว่างประชาชนแต่ละกลุ่มอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร

ตัวเลขเงินเฟ้อฝรั่งเศส-ไทยใกล้กัน แต่ความเดือดร้อนคนละแบบ

หนึ่งในประเด็นหลักของการประท้วงคือเรื่อง "ค่าครองชีพ" โดยหากดูเฉพาะเงินเฟ้อ ฝรั่งเศสกับไทยดูไม่ต่างกันมากนัก เดือนกันยายน 2569 เงินเฟ้อทั่วไปของฝรั่งเศสอยู่ที่ 3.1% ส่วนไทยอยู่ที่ 2.82% แต่ตัวเลขเฉลี่ยนี้ยังบอกไม่ครบว่าแต่ละครัวเรือนเผชิญอะไร เพราะผลกระทบขึ้นอยู่กับสินค้าที่ซื้อ รายได้ที่หาได้ และภาระหนี้ที่ต้องจ่าย

ตัวชี้วัด

ฝรั่งเศส

ไทย

ช่วงข้อมูล

เงินเฟ้อทั่วไป CPI เทียบปีก่อน

3.1%

2.82%

กันยายน 2569

อัตราว่างงาน

8.3%

0.96%

ไตรมาส 2/2569

อัตราว่างงานเยาวชนอายุ 15-24 ปี

21.6%

5.7%

ไตรมาส 2/2569

GDP เทียบไตรมาสก่อน หลังปรับฤดูกาล

0.0%

-0.2%

ไตรมาส 2/2569

หมายเหตุ: อัตราว่างงานฝรั่งเศส 8.3% ไม่รวมแคว้นมายอต ส่วนไทย 0.96% เป็นตัวเลขที่ สศช. รายงาน ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติปัดเป็น 1.0% อัตราว่างงานเยาวชนคิดจากกำลังแรงงานอายุ 15-24 ปี และวิธีสำรวจของแต่ละประเทศมีรายละเอียดต่างกัน

จากข้อมูลข้างต้น ฝรั่งเศสเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานอย่างชัดเจน โดยราคาหมวดพลังงานเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 21.3% จากปีก่อน ขณะที่เงินเฟ้อไทยได้แรงผลักจากน้ำมันเชื้อเพลิง อาหารสด และอาหารสำเร็จรูป ครัวเรือนรายได้น้อยมักใช้รายได้สัดส่วนสูงกับอาหาร พลังงาน และการเดินทาง จึงอาจรู้สึกถึงค่าครองชีพมากกว่าที่ตัวเลขเฉลี่ยสะท้อน

ยิ่งไปกว่านั้น แม้เงินเฟ้อจะชะลอลงในอนาคต ก็หมายถึงราคาเพิ่มช้าลง ไม่ได้แปลว่าราคากลับไปอยู่ระดับเดิม หากรายได้เพิ่มไม่ทัน ครัวเรือนก็ยังต้องลดการบริโภคหรือดึงเงินออมมาใช้ ข้อมูลของ INSEE ระบุว่า กำลังซื้อจากรายได้หลังภาษีและเงินโอนของครัวเรือนฝรั่งเศสลดลง 0.5% จากไตรมาสก่อนในไตรมาส 2/2569 ขณะที่อัตราการออมลดลงจาก 17.9% เหลือ 17.2% ของรายได้ สะท้อนว่าครัวเรือนดึงเงินออมมาประคองการใช้จ่าย ความรู้สึกเรื่องปากท้องจึงอาจรุนแรงกว่าที่ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปเพียงตัวเดียวทำให้เห็น

ตลาดแรงงานยิ่งทำให้ภาพของสองประเทศต่างกัน ฝรั่งเศสมีอัตราว่างงาน 8.3% และอัตราว่างงานของคนอายุ 15-24 ปีที่อยู่ในกำลังแรงงานสูงถึง 21.6% เพิ่มขึ้น 2.5 จุดจากปีก่อน คนหนุ่มสาวที่เริ่มหางานจึงเผชิญทั้งค่าใช้จ่ายที่สูงและโอกาสที่จำกัด แม้นักเรียนมัธยมที่ออกมาประท้วงส่วนใหญ่ยังไม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ความไม่พอใจเรื่องโรงเรียนก็เชื่อมต่อกับความกังวลเรื่องอนาคตการทำงานได้ง่าย

ไทยมีอัตราว่างงานต่ำกว่ามาก แต่ไม่ได้หมายความว่ารายได้จากงานมั่นคงทุกคน ค่าจ้างเฉลี่ยไตรมาส 2/2569 ลดลง 0.25% จากปีก่อน และเมื่อหักเงินเฟ้อแล้ว ค่าจ้างที่แท้จริงลดลงราว 2.9% โดยกลุ่มอาชีพอิสระได้รับผลกระทบมากที่สุด

สำนักงานสถิติแห่งชาติยังพบผู้ที่ทำงาน 1-34 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และต้องการทำงานเพิ่มประมาณ 170,000 คน เพิ่มขึ้น 24.1% จากปีก่อน แม้ยังคิดเป็นเพียง 0.4% ของผู้มีงานทำ แต่ก็สะท้อนว่าคนจำนวนหนึ่งมีงานทำ แต่ชั่วโมงงานหรือรายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย

แรงกดดันอีกด้านคือหนี้ครัวเรือน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 16.43 ล้านล้านบาท หรือ 85.2% ของ GDP ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 เงินที่ต้องผ่อนหนี้ทุกเดือนทำให้ครัวเรือนเหลือใช้จ่ายน้อยลง

คณะกรรมการนโยบายการเงินประเมินในการประชุมเมื่อ 26 สิงหาคม 2569 ว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง โดยการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่ำกว่าคาด เพราะครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่ายในช่วงค่าครองชีพสูง ก่อนหน้านั้นในเดือนมิถุนายน คณะกรรมการระบุว่า SMEs ยังปรับตัวได้จำกัดและเผชิญการแข่งขันรุนแรง

ตัวเลข GDP ก็ให้สัญญาณในทิศทางเดียวกัน เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% จากปีก่อน แต่หดตัว 0.2% จากไตรมาสก่อนหลังปรับฤดูกาล ส่วนการบริโภคเอกชนโต 1.9% จากปีก่อน ชะลอลงจาก 3.3% ในไตรมาสแรก ภาพรวมจึงไม่ใช่เศรษฐกิจหยุดนิ่งเสียทีเดียว แต่แรงส่งระยะสั้นอ่อนลง และการเติบโตไม่ได้แปลเป็นกำลังซื้อที่แข็งแรงสำหรับทุกกลุ่ม

ความต่างสำคัญจึงอยู่ที่รูปแบบของแรงกดดัน ฝรั่งเศสมีปัญหาว่างงานและความไม่พอใจต่อบริการรัฐเด่นกว่า ส่วนไทยมีอัตราว่างงานต่ำ แต่ถูกบีบจากค่าจ้างที่แท้จริงที่ลดลง รายได้ของแรงงานอิสระที่ไม่แน่นอน และภาระหนี้สูง สุดท้ายประชาชนของทั้งสองประเทศอาจรู้สึกคล้ายกันว่าเงินในมือไม่พอ และต้องการให้รัฐเข้ามาช่วยมากขึ้น

ฝรั่งเศสแบกหนี้สูง ดอกเบี้ยพุ่งเบียดงบช่วยประชาชน

ปัญหาหลักของรัฐบาลฝรั่งเศสในขณะนี้คือ ประชาชนฝรั่งเศสต้องการความช่วยเหลือจากรัฐมากขึ้น ในช่วงที่รัฐบาลมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 ฝรั่งเศสมีหนี้สาธารณะประมาณ 3.60 ล้านล้านยูโร หรือ 119.0% ของ GDP ขณะที่ภาระดอกเบี้ยกำลังเพิ่มขึ้นและเบียดงบสำหรับการดูแลประชาชน

กระทรวงเศรษฐกิจฝรั่งเศสประเมินว่า รายจ่ายดอกเบี้ยจะเพิ่มจาก 79,200 ล้านยูโรในปี 2569 เป็น 91,200 ล้านยูโรในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้นถึง 12,000 ล้านยูโรในปีเดียว จนสูงกว่างบกลาโหมและงบการศึกษาทั้งปี เงินที่ต้องกันไว้จ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นทำให้รัฐบาลเพิ่มงบสำหรับครู โรงพยาบาล และระบบขนส่งได้ยากขึ้น แม้บริการเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการกู้ที่สูงขึ้นจะทยอยส่งผลต่องบประมาณ เพราะตามข้อมูลของสำนักงานบริหารหนี้ฝรั่งเศส (AFT) หนี้รัฐบาลส่วนที่ซื้อขายได้มีอายุคงเหลือเฉลี่ยราว 8 ปี 5 เดือน ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 รัฐบาลจึงทยอยกู้ใหม่มาทดแทนหนี้เดิมที่ครบกำหนด โครงสร้างนี้ช่วยให้มีเวลาปรับตัว แต่หากต้นทุนการกู้ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ภาระดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นและเบียดงบในปีต่อ ๆ ไป

รัฐบาลจึงต้องวางแผนลดขาดดุลเพื่อควบคุมภาระหนี้ ร่างงบประมาณปี 2570 ที่เสนอเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม กำหนดมาตรการเพิ่มรายได้และควบคุมรายจ่ายรวม 54,000 ล้านยูโร ประกอบด้วยมาตรการใหม่ 43,000 ล้านยูโร และผลจากมาตรการเดิมอีก 11,000 ล้านยูโร โดยตั้งเป้าให้ขาดดุลลดจาก 5.4% ของ GDP ในปี 2569 เหลือ 5.0% ในปี 2570 ตามประมาณการของรัฐบาล

ข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การให้ผู้ที่ได้รับบำนาญรวมทุกแหล่งเกิน 1,260 ยูโรต่อเดือน (ราว 85% ของค่าจ้างขั้นต่ำสุทธิ) ได้ปรับเพิ่มไม่เกินอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าประหยัด 4,100 ล้านยูโร และการคุมรายจ่ายประกันสุขภาพให้เพิ่มเพียง 2% ด้วยมาตรการประหยัดเพิ่มเติม 5,100 ล้านยูโร ในจำนวนนี้ราว 2,100 ล้านยูโรมาจากยาและเวชภัณฑ์ ทั้งหมดยังเป็นข้อเสนอในร่างงบประมาณและยังไม่มีผลบังคับใช้

แม้มีเป้าหมายประหยัดงบเหมือนกัน แต่ผลต่อประชาชนอาจต่างกัน การต่อรองราคายาให้ต่ำลงอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยไม่ลดสิทธิรักษาพยาบาล แต่ชุดมาตรการเดียวกันยังรวมการลดเงินชดเชยวันลาป่วยและการเร่งถอดยาที่ประเมินว่าได้ผลน้อยออกจากบัญชีเบิกจ่าย ซึ่งกระทบผู้ป่วยโดยตรง ขณะที่การปรับบำนาญให้เพิ่มช้ากว่าเงินเฟ้อทำให้ผู้รับบำนาญมีกำลังซื้อลดลง

การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยแผนการคลังที่ต่อเนื่องหลายปีและความร่วมมือทางการเมือง แต่รัฐบาลมีเสียงข้างน้อย ขณะที่รัฐสภาแบ่งเป็นหลายขั้ว กรรมาธิการการคลังของสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่รับภาคข้อเสนอด้านรายได้ตั้งแต่ 9 ตุลาคม และการลงมติในสภาถูกเลื่อนไปเป็น 27 ตุลาคม

การผลักดันมาตรการที่ทำให้บางกลุ่มเสียประโยชน์จึงทำได้ยาก รัฐบาลต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่าการแบ่งภาระเป็นธรรม พร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ให้กู้ว่า แผนดังกล่าวจะทำให้ฐานะการคลังดีขึ้นได้จริง

นอกจากนี้ ตัวเลขหนี้ต่อ GDP ไม่ได้ขึ้นกับยอดกู้เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับความเร็วที่เศรษฐกิจขยายตัวด้วย หากเศรษฐกิจโตเร็ว ฐานรายได้และ GDP ที่ใช้รองรับหนี้ก็ขยายตาม หากเศรษฐกิจโตช้า แม้รัฐบาลไม่ได้กู้เพิ่มมาก สัดส่วนหนี้ก็ลดลงได้ยาก

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ล่าสุดของฝรั่งเศสในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 อยู่ที่ 0.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) (ปรับลดลงจากประมาณการเบื้องต้นที่คาดไว้ 0.2%) หลังจากที่ในไตรมาสที่ 1 หดตัวไป -0.2% ส่งผลให้ภาพรวมการเติบโตเมื่อเทียบรายปี (YoY) ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 0.7% และคาดการณ์ GDP รวมทั้งปี 2569 จะเติบโตเพียงราว 0.8% เท่านั้น ซึ่งถือเป็นภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและเกือบหยุดนิ่ง (Stall Speed) และเติบโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม Eurozone และภาพรวมสหภาพยุโรป (EU)

ไทยมีหนี้ต่ำกว่าฝรั่งเศส แต่พื้นที่นโยบายไม่ได้กว้างอย่างที่เห็น

ด้านพื้นที่การคลังของประเทศไทย หนี้สาธารณะไทย ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ประมาณ 13.19 ล้านล้านบาท หรือ 67.94% ของ GDP ต่ำกว่าฝรั่งเศสมาก แม้ตัวเลขของไทยจะรวมหนี้รัฐวิสาหกิจซึ่งกว้างกว่านิยามที่ฝรั่งเศสใช้

หนี้ในประเทศคิดเป็น 99.32% ของยอดทั้งหมด หนี้ที่มีกำหนดชำระเกินหนึ่งปีคิดเป็น 88.74% และอายุคงเหลือเฉลี่ยอยู่ที่ 9 ปี 4 เดือน สัดส่วนหนี้ระยะยาวที่สูงช่วยลดแรงกดดันจากการต้องหาเงินก้อนใหญ่มาชำระหรือกู้ใหม่พร้อมกันในระยะสั้น แต่รัฐยังต้องจ่ายดอกเบี้ยและบริหารหนี้ทุกปี

สิ่งที่ต้องจับตาคือส่วนเผื่อที่เหลืออยู่ แผนบริหารหนี้ปีงบประมาณ 2570 ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 29 กันยายน ประเมินว่าหนี้สาธารณะอาจขึ้นไปอยู่ที่ 69.7% ของ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณ ใกล้กรอบ 70% ที่ใช้อยู่ ขณะที่พื้นที่กู้ชดเชยขาดดุลตามกรอบในปีงบประมาณนี้เหลือเพียงราว 9 หมื่นล้านบาท เมื่อสัดส่วนหนี้เข้าใกล้กรอบมากขึ้น รัฐย่อมมีพื้นที่กู้เพื่อรับมือเหตุไม่คาดคิด เช่น เศรษฐกิจถดถอยหรือภัยพิบัติ น้อยลงกว่าเดิม

ตัวเลขในแผนบริหารหนี้ยังต้องอ่านให้ถูกประเภท สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะระบุวงเงินก่อหนี้ใหม่ประมาณ 1.26 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณราว 8.48 แสนล้านบาท ที่เหลือเป็นการกู้เพื่อลงทุน ให้กู้ต่อ และเงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ขณะเดียวกันมีวงเงินบริหารหนี้เดิมอีกประมาณ 1.92 ล้านล้านบาท วงเงินส่วนหลังเป็นการปรับโครงสร้างหรือบริหารหนี้ที่มีอยู่ ไม่ควรนำไปรวมแล้วตีความว่าเป็นหนี้ใหม่ทั้งหมด

ภาระทางงบประมาณเริ่มเห็นได้จากรายจ่ายดอกเบี้ย งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ตั้งงบชำระดอกเบี้ยไว้ราว 294,303 ล้านบาท เมื่อรวมกับงบชำระคืนต้นเงินกู้ คิดเป็นราว 11.8% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด การประเมินภาระที่เกิดขึ้นจริงต้องติดตามการเบิกจ่ายตลอดปีงบประมาณ

รายงานของ สบน. ยังชี้ว่างบชำระดอกเบี้ยที่ได้รับจัดสรรบางช่วงไม่พอกับภาระจริง เช่น ในเดือนกรกฎาคม 2569 ต้องเบิกเงินคงคลังมาชำระดอกเบี้ยส่วนที่ไม่เพียงพอราว 2,096 ล้านบาท ก่อนตั้งงบชดใช้ในภายหลัง งบปี 2570 จึงยังมีรายการชดใช้เงินคงคลังราว 71,038 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมหลายรายการ ไม่ใช่เฉพาะดอกเบี้ย ประเด็นนี้สำคัญ เพราะถ้าดูเฉพาะวงเงินที่ตั้งต้นปี อาจประเมินต้นทุนหนี้ต่ำกว่าความเป็นจริง

ไทยจึงยังไม่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับฝรั่งเศส แต่ก็ไม่ควรสบายใจเพียงเพราะสัดส่วนหนี้ต่ำกว่า ฝรั่งเศสมีหนี้สูงกว่า ทว่ามีฐานภาษีและระบบรัฐสวัสดิการคนละแบบ ส่วนไทยมีหนี้ครัวเรือนสูง รายได้รัฐค่อนข้างจำกัด และเศรษฐกิจโตไม่เร็ว ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ความสามารถของรัฐบาลในการพยุงเศรษฐกิจอาจถูกบีบได้ก่อนที่หนี้สาธารณะจะขึ้นไปถึงระดับเดียวกับฝรั่งเศส

รายได้รัฐไทยยังมีจำกัด ขณะที่ภาระจากสังคมสูงวัยเพิ่มขึ้น

ความสามารถของรัฐไม่ได้วัดจากวงเงินกู้เท่านั้น แต่ขึ้นกับรายได้ที่เก็บได้อย่างต่อเนื่อง งานศึกษาของ OECD ที่เผยแพร่ในปี 2568 โดยใช้ข้อมูลปี 2566 พบว่า รายได้ภาษีของไทยเมื่อไม่รวมเงินสมทบประกันสังคมอยู่ที่ 16.2% ของ GDP ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเอเชียและแปซิฟิกที่ 17.7%

ตัวเลขนี้ไม่ควรนำไปเทียบตรง ๆ กับสถิติของฝรั่งเศสที่อาจใช้ขอบเขตรายได้ต่างกัน แต่เพียงพอจะชี้ว่าไทยมีฐานรายได้จำกัดเมื่อเทียบกับภารกิจที่ต้องรับผิดชอบ

OECD เสนอให้ไทยเพิ่มรายได้ผ่านหลายช่องทาง ทั้งการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มและขยายฐานโดยลดข้อยกเว้น การลดค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และการทบทวนสิทธิประโยชน์ภาษีนิติบุคคลด้วยการประเมินว่ารัฐสูญรายได้ไปเท่าใดและคุ้มค่าหรือไม่

OECD ยังเสนอให้ไทยเผยแพร่รายงานรายจ่ายภาษีประจำปี เพื่อให้เห็นว่าใครได้ประโยชน์จากข้อยกเว้นและค่าลดหย่อนต่าง ๆ ส่วนธนาคารโลกเสนอให้ปรับราคาประเมินทรัพย์สินให้เป็นปัจจุบันและผูกกับราคาตลาด การเริ่มจากทบทวนสิทธิที่ไม่คุ้มค่าจะช่วยให้มีข้อมูลรองรับ ก่อนตัดสินใจปรับอัตราภาษีในขั้นต่อไป

หากรัฐปรับขึ้นหรือขยายฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม ผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยต้องถูกออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น เพราะภาษีการบริโภคกินสัดส่วนรายได้ของคนจนมากกว่าคนรวย OECD เสนอให้ชดเชยภาระ VAT ที่เพิ่มขึ้นแก่ครัวเรือนรายได้น้อยผ่านการขยายโครงการช่วยเหลือทางสังคม ประเด็นสำคัญคือมาตรการชดเชยต้องเข้าถึงจริงและจ่ายทันเวลา ไม่เช่นนั้นประชาชนจะรับภาระก่อน ขณะที่ความช่วยเหลือตามมาทีหลัง

ด้านรายจ่ายก็ต้องพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ดูเพียงว่าเป็นงบประจำหรืองบลงทุน เงินเดือนครูและบุคลากรสาธารณสุขเป็นรายจ่ายประจำ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพทุนมนุษย์ ขณะที่โครงการก่อสร้างซึ่งถูกจัดเป็นงบลงทุนอาจไม่คุ้มค่า หากไม่มีผู้ใช้หรือมีค่าบำรุงรักษาสูง

ธนาคารโลกเคยเสนอในรายงานประเมินรายได้และรายจ่ายภาครัฐปี 2566 ให้ไทยเพิ่มทรัพยากรสำหรับการศึกษา การคุ้มครองทางสังคม และการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพรายจ่าย

แรงกดดันจะชัดขึ้นอีกเมื่อไทยก้าวจากสังคมสูงวัยไปสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด รายงานธนาคารโลกเดือนตุลาคม 2569 ระบุว่า ฝรั่งเศสใช้เวลา 127 ปีกว่าสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปจะเพิ่มเป็นสองเท่า จาก 7% เป็น 14% ขณะที่ไทยผ่านการเปลี่ยนแปลงเดียวกันในเวลาเพียงราว 18 ปี และคาดว่าจะมีประชากรวัยนี้เกิน 20% ภายในราวปี 2576 ประเทศไทยจึงมีเวลาปรับระบบภาษี บำนาญ สุขภาพ และตลาดแรงงานสั้นกว่ามาก

ปี 2567 ไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 14 ล้านคน หรือราว 20% ของประชากรทั้งหมด และมีคนวัย 15-59 ปีประมาณ 3.1 คนต่อผู้สูงอายุหนึ่งคน ตัวเลขนี้เป็นสัดส่วนประชากร ไม่ใช่จำนวนผู้มีงานทำหรือผู้จ่ายภาษีจริง ดังนั้นฐานคนที่สร้างรายได้ให้ครัวเรือนและรัฐอาจเล็กกว่าที่อัตราส่วนดังกล่าวทำให้เห็น

ในฉากทัศน์ที่ธนาคารโลกคำนวณต่อยอดจากแบบจำลองในงานศึกษาปี 2564 รายจ่ายบำนาญและเบี้ยยังชีพของไทยอาจเพิ่มรวม 3.0 จุดเปอร์เซ็นต์ของ GDP ระหว่างปี 2569-2598 และรายจ่ายสุขภาพอาจเพิ่มอีก 1.76 จุดเปอร์เซ็นต์ของ GDP อย่างไรก็ดี ตัวเลขบำนาญและเบี้ยยังชีพรวมสมมติฐานการปรับเบี้ยยังชีพให้สอดคล้องกับเส้นความยากจน จึงเป็นฉากทัศน์ตามแบบจำลอง ไม่ใช่ภาระตามกฎหมายที่เกิดขึ้นแน่นอนแล้ว

การรับมือสังคมสูงวัยจึงไม่ควรจำกัดอยู่ที่การหาเงินเพิ่มเพื่อจ่ายสวัสดิการ การป้องกันโรคไม่ติดต่อ การช่วยให้คนทำงานได้นานขึ้นตามความสมัครใจ และการสร้างระบบดูแลระยะยาวในชุมชน ล้วนช่วยลดภาระในอนาคตได้ ระบบดูแลที่ดีขึ้นยังช่วยสมาชิกครอบครัว โดยเฉพาะผู้หญิงซึ่งมักรับหน้าที่ดูแล จนต้องลดเวลาทำงานหรือออกจากงาน

บทเรียนสำหรับไทย "ปรับในวันที่ยังมีทางเลือก"

บทเรียนจากฝรั่งเศสไม่ได้ชี้ว่ารัฐควรรีบตัดบริการสาธารณะ ตรงกันข้าม เหตุประท้วงเริ่มจากบริการที่ประชาชนเห็นว่าไม่เพียงพอ สิ่งที่ฝรั่งเศสสะท้อนคือ หากปล่อยให้หนี้ ดอกเบี้ย และความไม่พอใจสะสมไปพร้อมกัน การปรับงบในภายหลังจะยากขึ้น เพราะรัฐบาลต้องประหยัดในช่วงที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด

สำหรับไทย จุดแรกจึงควรเป็นการแยกมาตรการชั่วคราวออกจากภาระถาวร ความช่วยเหลือด้านค่าครองชีพในช่วงรายได้อ่อนแออาจจำเป็น แต่ควรกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ระยะเวลา และเงื่อนไขทบทวนให้ชัด หากนโยบายใดจะกลายเป็นรายจ่ายประจำ รัฐควรบอกตั้งแต่ต้นว่าจะมีรายได้ส่วนใดมารองรับ

จุดที่สองคือการจัดลำดับรายจ่ายจากผลลัพธ์ต่อประชาชน โครงการควรถูกประเมินว่าเพิ่มทักษะ ลดต้นทุนเดินทาง ทำให้เข้าถึงการรักษา หรือเพิ่มผลิตภาพได้จริงเพียงใด รวมทั้งต้องนับค่าดำเนินงานและค่าบำรุงรักษาหลังสร้างเสร็จ การลดงบที่ซ้ำซ้อนหรือให้ผลต่ำจะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น หากรัฐแสดงหลักฐานชัดเจนว่าตัดเพราะอะไร และนำเงินไปใช้กับอะไรแทน

จุดที่สามคือแผนรายได้ระยะกลาง การเพิ่มรายได้ควรเริ่มจากการจัดเก็บให้ครบ ลดช่องว่าง และทบทวนสิทธิประโยชน์ที่ไม่คุ้มค่า ก่อนพิจารณาปรับอัตราภาษี การเปลี่ยนแปลงที่กระทบค่าครองชีพต้องมีกลไกชดเชยซึ่งทำงานได้จริง พร้อมเปิดเผยผลกระทบแยกตามระดับรายได้ ไม่ใช่รายงานเพียงยอดรายได้ที่รัฐคาดว่าจะเก็บเพิ่ม

จุดสุดท้ายคือการให้เวลาประชาชนปรับตัว โดยเฉพาะนโยบายบำนาญ ภาษี และสวัสดิการระยะยาว คนที่ใกล้เกษียณย่อมเปลี่ยนแผนการออมได้ยากกว่าคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน การทยอยปรับพร้อมประกาศล่วงหน้า และเปิดเผยผลกระทบต่อคนแต่ละรุ่น จะช่วยลดความรู้สึกว่ารัฐเปลี่ยนกติกากะทันหัน

ในระหว่างทาง รัฐควรรายงานตัวเลขที่สะท้อนข้อจำกัดจริงให้สาธารณชนเห็น ทั้งภาระดอกเบี้ยเทียบกับรายได้ ดุลการคลังก่อนจ่ายดอกเบี้ย ความแม่นยำของประมาณการรายได้ ผลลัพธ์ของงบลงทุน และรายได้ที่แท้จริงของครัวเรือน ตัวเลขเหล่านี้สำคัญกว่าการถกกันด้วยสัดส่วนหนี้เพียงตัวเดียว เพราะช่วยตอบได้ว่า รัฐยังมีเงินพอรับมือวิกฤตและลงทุนเพื่ออนาคตมากน้อยเพียงใด

ปัจจุบัน ฝรั่งเศสกำลังเผชิญช่วงเวลาที่ทุกทางเลือกมีต้นทุนสูงขึ้น ส่วนไทยยังมีโอกาสปรับฐานรายได้ ยกระดับคุณภาพการใช้จ่าย และเตรียมรับสังคมสูงวัยก่อนที่ข้อจำกัดจะรุนแรงเท่ากัน ไทยยังมีเวลา แต่เวลาจะเหลือน้อยลงทุกปี หากเศรษฐกิจโตช้า หนี้เพิ่ม และรัฐยังไม่รีบดำเนินมาตรการที่จำเป็น

อ้างอิง: Reuters, ธนาคารแห่งประเทศไทย, INSEE, สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า, INSEE, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงานสถิติแห่งชาติ, INSEE, วิจัยกรุงศรี, ธนาคารแห่งประเทศไทย, INSEE, กระทรวงเศรษฐกิจฝรั่งเศส, EFG International, Reuters, สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, Reuters, OECD, World Bank, World Bank, Reuters, Euronews, Reuters, European Central Bank, สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, สำนักงบประมาณ, World Bank

แชร์
เศรษฐกิจไทยไม่ซ้ำรอยฝรั่งเศส? เทียบชัดๆ มีโอกาสเจอชะตากรรมเดียวกันไหม?