Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
โลกรวนอากาศคาดเดายาก ทำไฟฟ้าพลังน้ำเนปาลสะดุด จะปรับตัวอย่างไรต่อ?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

โลกรวนอากาศคาดเดายาก ทำไฟฟ้าพลังน้ำเนปาลสะดุด จะปรับตัวอย่างไรต่อ?

28 ก.ย. 69
12:34 น.
แชร์

การพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำของเนปาลถูกยกให้เป็นหนึ่งในเสาหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนมาอย่างยาวนาน แต่เหตุอุทกภัยครั้งรุนแรงในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ได้เผยให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบพลังงานของประเทศอย่างชัดเจน และชี้ชัดว่า เนปาลตกอยู่ในหลายความเสี่ยง เพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทำให้ภัยพิบัติคาดเดาได้ยากขึ้น

ภัยพิบัติดังกล่าวซึ่งมีจุดเริ่มต้นจาก การพังถล่มของธารน้ำแข็งและมวลหินบนพื้นที่ภูเขาบริเวณชายแดนจีน-เนปาล ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,400 คน และสูญหายอีกหลายพันคน ขณะเดียวกันยังสร้างความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าของเนปาลจนกำลังการผลิตไฟฟ้าราว 410 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 10% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ต้องหยุดชะงัก

ปัจจุบันมากกว่า 90% ของไฟฟ้าในเนปาลมาจากพลังงานน้ำ แต่ความเสียหายอย่างหนักต่อโครงการไฟฟ้าพลังน้ำหลายแห่งกำลังทำให้เกิดคำถามถึงความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ในขณะที่ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและปัจจัยทางธรณีวิทยาทวีความรุนแรงและคาดการณ์ได้ยากขึ้น

Spotlight ชวนย้อนดูปัญหาที่เกิดจากโลกร้อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศเล็ก ๆ อย่างเนปาล เพราะมันไม่เพียงก่อให้เกิดภัยพิบัติบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น แต่มันยังกระทบต่อภาคพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย 

พลังงานน้ำสำคัญกับเนปาลขนาดไหน?

อุตตัม ภลอน ลามา รองประธานอาวุโสสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระแห่งเนปาล กล่าวว่า พลังงานน้ำเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ ช่วยสร้างงานและรายได้ และเคยสร้างความหวังถึงโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคตให้กับประชาชน แต่ภัยพิบัติครั้งนี้ทำให้เนปาลอาจต้องทบทวนการเร่งเดินหน้าสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ โดยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่อาจกลายเป็น “ความปกติรูปแบบใหม่”

ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เนปาลเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำมากกว่า 4 เท่า แตะประมาณ 4,120 เมกะวัตต์ ตามข้อมูลของรัฐบาล ส่งผลให้ประชากรราว 30 ล้านคนเกือบทั้งหมดสามารถเข้าถึงระบบไฟฟ้าได้

ก่อนเกิดภัยพิบัติ เนปาลยังมีแผนส่งออกไฟฟ้าส่วนเกินไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดียและบังกลาเทศ เพื่อเปลี่ยนแม่น้ำที่ได้รับน้ำจากธารน้ำแข็งให้เป็นแหล่งรายได้ของประเทศ แต่หลังเกิดเหตุ ทางการได้ระงับการส่งออกไฟฟ้า เนื่องจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

ความเสียหายครั้งใหญ่ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานน้ำสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของยุทธศาสตร์ดังกล่าว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ธารน้ำแข็งกำลังถอยร่น ชั้นดินเยือกแข็งกำลังละลาย และภัยพิบัติรุนแรงเกิดขึ้นในรูปแบบที่คาดการณ์ได้ยากขึ้น

บทเรียนครั้งใหญ่

รัฐบาลประเมินว่า ภาคพลังงานของเนปาลได้รับความเสียหายคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของความเสียหายด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด จากภัยพิบัติครั้งนี้

โรงไฟฟ้าพลังน้ำ 7 แห่งได้รับความเสียหายโดยตรง ขณะที่อีกหลายแห่งต้องหยุดผลิตไฟฟ้า ส่งผลให้กำลังการผลิตประมาณ 410 เมกะวัตต์หายไปจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่อยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 6 แห่ง ซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 508 เมกะวัตต์ ก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน

หลายสัปดาห์หลังเกิดภัยพิบัติ เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงค้นหาผู้สูญหายหลายร้อยคนตามอุโมงค์ของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งรวมถึงคนงาน วิศวกร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้มีเสียงเรียกร้องให้เนปาลทบทวนวิธีการออกแบบและก่อสร้างโครงการพลังงานน้ำ โดยรัฐมนตรีพลังงาน ทรัพยากรน้ำ และชลประทานของเนปาล ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็น “บทเรียนสำคัญอย่างยิ่งสำหรับอนาคต” และประเทศต้องไม่เพียงประเมินความเสียหาย แต่ต้องนำบทเรียนไปพัฒนาระบบเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติในอนาคต

ธนาคารโลกเตือนว่า เนปาลจำเป็นต้องพัฒนาระบบไฟฟ้าพลังน้ำที่สามารถ คาดการณ์ รับมือ และฟื้นตัวจากภัยพิบัติในเทือกเขาหิมาลัยที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ภัยพิบัติในเดือนสิงหาคมไม่ได้เกิดจากสภาพอากาศรุนแรงเพียงเหตุการณ์เดียว แต่เป็นผลจากปัจจัยทางธรณีวิทยาและสภาพภูมิอากาศหลายอย่างที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยกลุ่ม World Weather Attribution ระบุว่า การพังถล่มครั้งใหญ่ของมวลหินและน้ำแข็งได้รับอิทธิพลจาก ภาวะโลกร้อนในระยะยาว การถอยร่นของธารน้ำแข็ง และความไม่เสถียรทางธรณีวิทยา

ความเสี่ยงต่ออนาคต เนปาลจะทำอย่างไรต่อ?

โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานน้ำจำนวนมากของเนปาลตั้งอยู่ตามหุบเขาแม่น้ำที่ลาดชันและได้รับน้ำจากธารน้ำแข็ง ทำให้มีความเสี่ยงต่อทั้งน้ำท่วม ดินถล่ม และภัยพิบัติทางธรณีวิทยาที่อาจเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นลูกโซ่

ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ย้ายโรงไฟฟ้าหรืออาคารผลิตไฟฟ้าออกจากพื้นที่ริมแม่น้ำขึ้นไปอยู่ในระดับที่สูงกว่า เพื่อป้องกันน้ำท่วม พร้อมปรับปรุงแผนอพยพ จัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัย และพัฒนาระบบควบคุมจากระยะไกล เพื่อลดความเสี่ยงที่คนงานจะติดอยู่ภายในโรงไฟฟ้าหรืออุโมงค์เมื่อเกิดภัยพิบัติ

เหตุการณ์ครั้งนี้ยังทำให้เกิดข้อเสนอให้เนปาลกระจายแหล่งพลังงานให้หลากหลายขึ้น เนื่องจากประเทศแทบไม่มีโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ โดยสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแห่งเยอรมนี หรือ GIZ ระบุว่า ระบบไฟฟ้าของเนปาลซึ่งพึ่งพาพลังงานน้ำอย่างมาก สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งได้ด้วยการวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตจาก พลังงานแสงอาทิตย์

ความเสี่ยงดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แค่เนปาล เพราะธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยและฮินดูกูชเป็นแหล่งน้ำสำคัญของประชาชนราว 240 ล้านคนในพื้นที่ภูเขา และอีกประมาณ 1,650 ล้านคนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยตรีภูวันของเนปาลเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคช่วยกันเฝ้าระวังธารน้ำแข็งและพื้นที่เสี่ยงทั่วเทือกเขาหิมาลัย เพื่อพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า พร้อมเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกิจกรรมของมนุษย์กำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อภูมิภาค และเนปาลจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ เพื่อความอยู่รอดในระยะยาว

แชร์
โลกรวนอากาศคาดเดายาก ทำไฟฟ้าพลังน้ำเนปาลสะดุด จะปรับตัวอย่างไรต่อ?