
หนึ่งสัปดาห์หลังเกิดเหตุหินและมวลน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งบนพื้นที่สูงถล่มลงมา จนมวลน้ำและเศษซากจำนวนมหาศาลไหลทะลักผ่านพื้นที่ชายแดนเนปาล-ทิเบต นักวิทยาศาสตร์ยังคงเฝ้าติดตามหุบเขาในเทือกเขาหิมาลัยอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงจากภัยพิบัติระลอกใหม่
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้กระแสน้ำและเศษซากจากเหตุการณ์ครั้งแรกจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ภัยยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากพื้นที่โดยรอบมีสภาพไม่มั่นคง ขณะที่มีโคลนและก้อนหินจำนวนมหาศาลทับถมอยู่ในหุบเขา ซึ่งอาจถูกฝนมรสุมพัดพาให้เคลื่อนตัวอีกครั้ง และกลายเป็นน้ำท่วมครั้งใหม่ได้
แม็กซิมิเลียน ฟาน ไวก์ เดอ ฟรีส์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ อธิบายว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นลักษณะของ “ภัยพิบัติแบบลูกโซ่” หรือ Multi-hazard Cascade ซึ่งหมายถึงภัยพิบัติหนึ่งนำไปสู่ภัยอีกประเภทหนึ่งต่อเนื่องกัน
เขาระบุว่า จุดเริ่มต้นคือการถล่มของหินและน้ำแข็ง ก่อนจะกระตุ้นให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก และยังทำให้เกิดดินถล่มตามมาในหลายพื้นที่
นักวิทยาศาสตร์จึงกำลังติดตามทั้งบริเวณต้นทางของการถล่ม ซึ่งยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการพังทลายเพิ่มเติม รวมถึงพื้นที่หุบเขาด้านล่างตลอดแนวเส้นทางน้ำ
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า พื้นที่ตลอดหุบเขาถูกปกคลุมด้วยโคลนและหินหนาหลายเมตร หากเกิดฝนตกหนัก วัสดุเหล่านี้อาจถูกน้ำพัดพาให้กลับมาเคลื่อนตัวอีกครั้ง และกลายเป็นน้ำท่วมระลอกใหม่
ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก โดยนำข้อมูลจากการตรวจวัดภาคพื้นดินมาประกอบกับข้อมูลดาวเทียม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับความผิดปกติ
ข้อมูลจากดาวเทียมสามารถช่วยตรวจพบดินถล่มบางประเภทที่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า เช่น รอยแตกร้าวบนพื้นที่ลาดเขา หรือการเคลื่อนตัวของพื้นดินที่เริ่มเกิดขึ้นก่อนการถล่ม
นักวิจัยพบว่า บริเวณที่เกิดธารน้ำแข็งถล่มอาจเคยมีสัญญาณในลักษณะดังกล่าวมาก่อน
อย่างไรก็ตาม ดินถล่มบางประเภทสามารถเกิดขึ้นได้โดยแทบไม่มีสัญญาณเตือนที่ตรวจจับได้จากดาวเทียม ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องพึ่งพาข้อมูลสภาพอากาศเพื่อประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติม
นอกจากนี้ รัฐบาลเนปาลเตรียมฟื้นฟูระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับเหตุการณ์ดินถล่มในพื้นที่ชายแดนติดกับจีน โดยมีแผนติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดแรงสั่นสะเทือน กล้องวงจรปิด และระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม หลังเกิดน้ำท่วมจากธารน้ำแข็งจนมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,000 ราย
แหล่งข่าวจากรัฐบาลเนปาล 2 รายเปิดเผยกับ Reuters ว่า อุปกรณ์ดังกล่าวกำลังถูกติดตั้งที่เมืองทิมูเร (Timure) ในเขตราสุวา (Rasuwa) ซึ่งอยู่บนแนวแม่น้ำสายเดียวกับพื้นที่ชายแดนจีนที่เกิดเหตุธารน้ำแข็งพังถล่ม ส่งผลให้มวลโคลน น้ำ และก้อนหินมหาศาลไหลทะลักลงมาตามหุบเขา
เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในเนปาลและจีนแล้วอย่างน้อย 1,114 ราย โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในเนปาล และยังมีผู้สูญหายเกือบ 4,000 คน
พื้นที่ชายแดนที่จะติดตั้งระบบดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในพื้นที่อ่อนไหวที่สุดของเนปาลที่ติดกับเขตทิเบตของจีน เนื่องจากเป็นพื้นที่ภูเขาสูงที่ทั้งเนปาล จีน และอินเดียให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเนปาลยังไม่ได้ประกาศแผนดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยแหล่งข่าวทั้งสองรายขอสงวนนาม เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยข้อมูล
https://www.channelnewsasia.com/asia/nepal-rebuild-early-warning-system-deadly-flood-6357956