
“ฉันอยากให้เราเจอเขา อยากให้เขากลับบ้าน”
อนุชิลา บันดารี ภรรยาของออรัส บันดารี วิศวกรวัย 33 ปี ซึ่งสูญหายไปขณะปฏิบัติงานในพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำตรีศูลี-3A ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีเนปาล
เธอเป็นหนึ่งในครอบครัวของคนงานมากกว่า 600 คน ซึ่งเชื่อว่าติดอยู่ภายในอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยโคลนบริเวณแม่น้ำตรีศูลี (Trishuli) ในเนปาล และพวกเขายังคงมีความหวังว่า กู้ภัยจะสามารถพาบุคคลอันเป็นที่รักกลับมาได้อย่างปลอดภัย
เมื่อวานนี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเร่งปฏิบัติการเพื่อเข้าถึงผู้ที่ติดอยู่ภายใน โดยใช้ระเบิดเจาะเปิดเส้นทางผ่านเนินเขา ก่อนสูบอากาศเข้าไปยังพื้นที่โครงการเนื่องจากเกรงว่าเวลาสำคัญในการช่วยชีวิตผู้รอดชีวิตกำลังจะหมดลง อย่างไรก็ตาม ครอบครัวเหยื่อหลายคนรู้สึกว่า รัฐบาลปฏิบัติการได้ล่าช้ามาก และยิ่งช้า ความหวังของพวกเขาก็ค่อย ๆ ลดลงทุกขณะ
เหตุการณ์โคลนถล่มดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยคลื่นของน้ำแข็งและโคลนปริมาณมหาศาลได้ถล่มลงมาทับประชาชน บ้านเรือน ถนน สะพาน โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ในพื้นที่ชายแดนเนปาลติดกับจีน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 939 ราย และตัวเลขผู้สูญหายขยับขึ้นไปอยู่ที่เกือบ 4,500 คน ขณะที่คาดการณ์งบประมาณที่รัฐบาลเนปาลต้องใช้เพื่อฟื้นฟูความเสียหายทั้งหมด อาจจะสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ และผู้เชี่ยวชาญออกมาชี้ตรงกันว่า นี่เป็นผลมาจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ล่าสุด นายกรัฐมนตรีบาเลน ชาห์ ของเนปาล ก็ยอมรับว่าเหตุน้ำท่วมในเทือกเขาหิมาลัยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ” แต่มันเกิดขึ้นเพราะโลกร้อน โดยเขาเรียกร้องให้นานาประเทศร่วมกันแก้ไขปัญหานี้
นายกฯ เนปาลโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเมื่อคืนวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า “น้ำท่วมในแม่น้ำโภเต โคชี (Bhote Koshi) ในเขตราสูวา ไม่ใช่น้ำท่วมธรรมดา….นี่คือหนึ่งในภัยพิบัติครั้งใหญ่ของภูมิภาค ซึ่งเกิดจากหิมะและน้ำแข็งถล่มลงมาจากพื้นที่หิมาลัย”
แม้ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของการพังถล่มได้ แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้ธารน้ำแข็งทั่วโลกละลายเร็วขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติลักษณะนี้
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นเทือกเขาที่สูงที่สุดในโลก กำลังละลายเร็วขึ้นท่ามกลางอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น
นายกฯ เนปาลยังระบุว่า “เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเสี่ยงที่เรากำลังเผชิญในภูมิภาคหิมาลัยกำลังเพิ่มสูงขึ้นควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น ภูมิภาคแห่งนี้จำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด”
เนปาลเป็นประเทศที่ประชากรราว 30 ล้านคนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท และเป็นประเทศที่มีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อนในสัดส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศร่ำรวยและประเทศอุตสาหกรรม แต่กลับต้องเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างหนัก
ชาห์กล่าวว่า เนปาลควรผลักดันประเด็นดังกล่าวในเวทีระหว่างประเทศ
“ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหยิบยกประเด็นภัยพิบัติที่เรากำลังเผชิญอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขึ้นหารือกับประชาคมโลกอย่างจริงจัง” เขากล่าว
ธารน้ำแข็งในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัยและฮินดูกูชโดยรอบ เป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับประชาชนราว 240 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภูเขา และยังเป็นแหล่งน้ำให้กับประชาชนอีกประมาณ 1.65 พันล้านคน ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ซึ่งเดินทางเยือนเนปาลเมื่อปี 2023 เคยเตือนว่า พื้นที่เทือกเขาหิมาลัยกำลังเผชิญกับการละลายของธารน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว พร้อมกล่าวว่า “หลังคาของโลกกำลังพังทลายลงมา”
หลังเกิดภัยพิบัติเมื่อวันพุธ ไซมอน สตีลล์ หัวหน้าฝ่ายสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็น “เครื่องเตือนใจอันน่าสะเทือนใจถึงความเปราะบางของระบบนิเวศบนภูเขาเหล่านี้”
ขณะที่เศรษฐกิจของเนปาลกำลังเผชิญแรงกดดันอยู่แล้ว และประเทศยังมีทรัพยากรจำกัดในการรับมือกับภัยพิบัติที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้
ก่อนหน้านี้ เนปาลได้ขอความช่วยเหลือจากนานาประเทศในการเข้ามาช่วยกู้ภัย จีน ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นอีกหนึ่งชาติที่ส่งความช่วยเหลือเข้ามา โดยกัวเจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ระบุว่า จีนและเนปาลร่วมมืออย่างใกล้ชิดในด้านอุตุนิยมวิทยา การอนุรักษ์น้ำ และการป้องกันและรับมือภัยพิบัติภายหลังเหตุโคลนถล่ม รวมถึงประสานงานด้านการค้นหาและกู้ภัย การแบ่งปันข้อมูล และการป้องกันภัยพิบัติที่อาจเกิดตามมา โดยจีนได้ให้ข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาแก่เนปาล จัดการหารือระหว่างผู้เชี่ยวชาญ และแบ่งปันข้อมูลเตือนภัยล่วงหน้า พร้อมยืนยันว่า จีนจะยังคงสนับสนุนการบรรเทาภัยพิบัติของเนปาลอย่างเต็มที่ และเสริมแกร่งความร่วมมือด้านการป้องกันและรับมือภัยพิบัติเพื่อประโยชน์ของประชาชนสองประเทศ
กัวระบุว่า รัฐบาลเนปาลเดินหน้าภารกิจการรับมือและบรรเทาทุกข์อย่างเต็มที่หลังเกิดภัยพิบัติ ขณะที่ประชาคมโลกได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ โดยกัวย้ำว่า หลายฝ่ายควรเคารพการตัดสินใจและคำขอของรัฐบาลเนปาล แทนที่จะคาดเดาโดยไม่มีมูล
https://www.channelnewsasia.com/asia/nepal-tibet-disaster-pm-demand-climate-action-6353416